Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ไฉไลเป็นบ้า
•
ติดตาม
6 พ.ย. 2025 เวลา 15:57 • สิ่งแวดล้อม
ชะตากรรมของความเสียสละ
ของคนเหนือเขื่อนภูมิพล
--------
ธนก บังผล
----------
ปริมาณน้ำที่เอ่อท่วมพื้นที่เหนืออ่างเก็บน้ำภูมิพล ทำให้ชาวบ้านต่างได้รับความเดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัส ขณะที่ความกระตือรือร้นของทางการที่จะช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยนั้นน้อยมาก
ชีวิตของชาวฮอดกลุ่มใหญ่ในวันนี้ สะท้อนผลกรรมที่เป็นมรดกตกค้างจากความผิดพลาดในอดีต
80 ปีที่แล้วพื้นที่ริมแม่น้ำปิงตรงนั้นเคยมีชุมชนอยู่อาศัยหลายครอบครัว แม้มันจะจมอยู่ใต้เขื่อนมานานแล้ว แต่ความทรงจำของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ย้ายหนีน้ำขึ้นมารุ่นแรกก็มักจะถูกเล่าให้ลูกหลานฟังต่อๆกันมา
วันที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ก่อสร้างเขื่อนยันฮี (ชื่อเดิมของเขื่อนภูมิพล) ในปี 2496 จนกระทั่งเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2501 – 2507 ด้วยงบประมาณสูงถึง 2,250 ล้านบาท
ชาวบ้าน อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ถูกขอให้อพยพย้ายถิ่นอาศัย หลายครอบครัวถอนเสาไม้แล้วแบกขึ้นมาหาทำเลที่อยู่ใหม่ตามยถากรรม มีบางครอบครัวเท่านั้นที่ได้ค่าเวนคืนที่ดิน แต่ทุกครัวเรือนที่ได้เงินชดเชยต่างก็ย้ายหลักไปปักฐานต่างอำเภอแทน
นางยุพา จอแผ ชาวบ้านแม่งูด หมู่ 6 ต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ปัจจุบันเธอรับจ้างเก็บลำไยสร้างรายได้หลักหมื่นบาทต่อปี แม้เธอจะเกิดไม่ทันการสร้างเขื่อนภูมิพล แต่ก็มีเรีองเล่าที่ได้ฟังจากปู่ย่าตายายมาเช่นกัน
“เราไม่ได้ไปต่อสู้อะไรกับอำนาจรัฐ ต้องก้มหน้ารับชะตากรรมจากรุ่นต่อรุ่น” นางยุพาทหรือพี่นุ่น เริ่มบทสนทนา “บ้านที่เราอยู่ในปัจจุบันเป็นหมู่บ้านที่เราย้ายมาเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ตอนอพยพกันครั้งแรกถ้าเป็นทุกวันนี้ต้องเป็นข่าวดังแน่นอนเพราะคนในอำเภอฮอดย้ายที่อยู่กันไปหมด รัฐก็หาที่อยู่แห่งใหม่ให้แต่ชาวบ้านไม่ไปเพราะตอนนั้นความเจริญยังไม่มี พี่ฟังมาจากคนเฒ่าคนแก่เขาพูดนะ ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ต้องอายุ 80 กว่าๆแล้ว” นางยุพา หญิงชาติพันธ์กะเหรี่ยงดั้งเดิมในพื้นที่เริ่มเล่าเรื่องที่เธอเคยฟังมา
นางยุพา บอกว่าตอนที่ได้ฟังก็ไม่เคยถามบรรพบุรุษว่าไปคุยกับใครอย่างไร แต่เคยได้ยินอดีตกำนันท่านหนึ่งบอกว่ารัฐบาลสมัยนั้นก็มีการจ่ายค่าเวนคืนที่ดินให้ชาวบ้านชดเชยไร่ละ 400 บาท
“ตอนย้ายครั้งที่ 1 ครอบครัวเรามีที่นาติดกับห้วย หลังจากนั้นพอเขื่อนสร้างเสร็จมีน้ำท่วมใหญ่ ไม่แน่ใจว่าใช่ปี 2508 หรือเปล่า เราก็ย้ายขึ้นไปในหมู่บ้านที่ 2 เราแบกข้าวเปลือกขึ้นไปก่อนเพื่อไปทำยุ้งข้าว บรรพบุรุษบอกว่า ถ้าข้าวจมตอนน้ำท่วมเราจะเลี้ยงลูกหลานไม่ได้ บ้านเรือนถ้าน้ำท่วมยังพอหาไม้ต่อให้สูงขึ้นได้ พวกเราก็คงช่วยกันสร้างบ้านหลังเล็กๆอยู่กัน“ นางยุพา ฟื้นความจำจากที่เคยฟังอีกว่า เมื่อย้ายขึ้นมาอยู่หมู่บ้านที่ 2 บนที่สูงขึ้นกว่าเดิม ยังพอมีที่นาเหลือให้ปลูกข้าวได้บ้าง แต่ก็เกิดอาถรรพ์
“พวกเราเป็นชาวกะเหรี่ยง สมัยนั้นในชุมชนซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ 2 มีเด็กเกิดมาแล้วเสียชีวิตเยอะ หมู่บ้านเหมือนมีอาเพศ ตอนนั้นพี่น่าจะเกิดแล้ว ด้านข้างหมู่บ้านจะเป็นป่าช้าเด็ก ข้างหน้าหมู่บ้านเป็นป่าช้าผู้ใหญ่ ทุกวันนี้เรายังใช้ป่าช้าผู้ใหญ่ที่เดิม พอมีเหตุเด็กตายเยอะจึงไปถามผู้นำจิตวิญญาณ เขาบอกว่าเวลาฝนตก น้ำจากหลังคาบ้านเราไหลไปลงป่าข้าเด็ก สมัยนั้นเรายังไม่มีห้องน้ำ ต้องเข้าไปทำธุระในป่า นั่นเป็นเหตุที่ทำให้พวกเราต้องย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านปัจจุบัน“ พี่นุ่นย้อนประวัติศาสตร์ของชุมชน
นางบอกอีกว่าเมื่อย้ายที่อยู่แหล่งที่ 3 เหตุการณ์น้ำหนุนก็ยังเกิดขึ้นหลายรอบ ที่นาติดห้วยที่เคยมีก็ล่มสลายถูกทรายถม ต่อมามีคนแนะนำให้ปลูกลำไยซึ่งอยู่บนพื้นที่สูงน้ำไม่น่าจะท่วมถึง ชาวบ้านก็เลยเริ่มทดลองปลูกกันตั้งแต่นั้น มีบางคนที่ปลูกมะม่วง กระทั่งมีอยู่ปีหนึ่งเกิดเหตุน้ำหนุนสูงเหมือนวันนี้อยู่นานหลายเดือนจนต้นมะม่วงและลำไยตาย จึงมีการจ่ายค่าชดเชยให้ชาวบ้าน ซึ่งชาวบ้านไม่รู้เลยว่าการไปขอรับเงินค่าชดเชยจากรัฐวันนั้นกลายเป็นเงินจ่ายค่าเวนคืนที่ดิน
“ไม่มีใครบอกอะไรเราเลย ชาวบ้านไปทำเรื่องขอเงินค่าชดเชยจากที่ดินทำการเกษตรเสียหาย เราเป็นชาวบ้านธรรมดา พอเขาถามว่าปลูกมะม่วงกี่ต้น เขาก็จ่ายเงินให้ ชาวบ้านมารู้ทีหลัง ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐบอกผู้นำชุมชนแล้ว แต่ผู้นำไม่บอกชาวบ้านหรือเปล่า ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย ที่ได้ยินมาคือชาวบ้านมีการโต้เถียงกับผู้นำ หลังจากนั้นที่ดินแถวนี้ก็มีป้ายมาปักหมดเลย พอน้ำท่วมเราก็ไปเรียกร้องอะไรไม่ได้” พี่นุ่น ค่อยๆคลี่ภาพอันซับซ้อนในอดีตอย่างต่อเนื่องของชาว อ.ฮอด
พวกเขายอมอพยพโยกย้ายหาที่อยู่ใหม่เพื่อให้รัฐบาลสร้างเขื่อน แต่พอมีเขื่อนชาวบ้านก็ต้องย้ายที่อยู่หนีน้ำหนุนที่ท่วมสูง เมื่อขยับไปอยู่ที่สูงขึ้นที่ดินทำกินปลูกมะม่วงลำไยถูกน้ำท่วมก็ยังมาถูกหลอกให้ขาย อ้างว่าเป็นเงินชดเชยพื้นที่การเกษตร
“เราไม่ได้ไปต่อสู้อะไรกับอำนาจรัฐ ต้องก้มหน้ารับชะตากรรมจากรุ่นต่อรุ่น” ความหมายของคำนี้คงอธิบายความรู้สึกของนางยุพา ได้เป็นอย่างดี แต่วิบากกรรมของชาวบ้านแม่งูด หมู่ 6 ยังไม่หมดแค่นี้ จู่ๆ ก็มีโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล หรือที่เรียกกันสั้นๆว่า “โครงการผันน้ำยวม”
แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) โครงการของกรมชลประทาน เขียนฝันสวยหรูว่าจะทำการผันน้ำส่วนเกินจากลำน้ำยวม อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน มาเก็บที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลเพื่อรองรับการใช้งานภายในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งโครงการนี้เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2559 และมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เมื่อปี 2565(ชาวบ้านรู้จักกันในนามอีไอเอร้านลาบ เพราะมีแอบเอาภาพและข้อมูลที่ทีมจัดทำอีไอเอไปหาชาวบ้านที่ร้านลาบ มาใส่ไว้ในอีไอเอโดยไม่ขออนุญาตชาวบ้าน)
นางยุพา ยอมรับว่าเพิ่งรู้จะมีโครงการมาลงบ้านแม่งูดไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เธอเข้ามาเป็นนักวิจัยชุมชน และนักเคลื่อนไหวชุมชน ที่น่าหดหู่ที่สุดในโครงการผันน้ำยวม คือการที่หน่วยงานรัฐยังคงใช้กลอุบายแบบเดิมๆ ชวนให้ชาวบ้านไปร่วมประชุมแล้วถ่ายรูปเอาไปประกอบโครงการเป็นหลักฐานไปบอกผู้มีอำนาจว่าชาวบ้านให้การสนับสนุน
“น้ำจะไหลมาลงที่บ้านแม่งูด ชาวบ้านก็ไม่เห็นด้วยเพราะที่ผ่านมาเราก็สูญเสียไปเยอะแล้ว ที่ดินทำกินถูกเวนคืน ที่อยู่อาศัยก็ไม่มีเอกสารสิทธิครอบครอง ทะเบียนบ้านชั่วคราวเราก็ไม่รู่ว่าหมายความอย่างไร ที่มาอยู่ตรงนี้พ่อแม่บอกว่าสหกรณ์ให้เข้ามา ทำให้ทุกวันนี้เหมือนเราเป็นผู้อาศัยอยู่ในสหกรณ์ แค่ขอเลขที่บ้านยังใช้เวลา 4-5 ปี” นางยุพา กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ล่าสุดปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 14 ปี ทำให้คนทั้งอำเภอฮอดได้รับความเดือดร้อนเพราะถนนดินลูกรังสายหลักใช้สัญจรไม่ได้ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยเกิดน้ำหนุนเข้าท่วม อ.ฮอด จนมิดต้นลำไย และในปีนี้น้ำท่วมสวนลำไยตายทำให้ไม่มีใครจ้างไปเก็บผลผลิตครอบครัวต้องขาดรายได้
“ลึกๆแล้วอย่างแรกที่อยากให้มีคือถนนพ้นจากน้ำท่วม เราหวังนะ เราอยากให้ทำถนน แต่ส่วนโครงการผันน้ำยวมไม่อยากให้มา เพราะมันจะมาซ้ำเติมเรา ซ้ำเติมชาวบ้าน ซ้ำเติมทุกอย่าง ระบบนิเวศจะเปลี่ยนไปอีกเยอะ เราหวังว่าเขาจะยุติโครงการนี้”
“เราเป็นคนเหนือเขื่อน เราเสียสละมาเยอะ เราหวังจะมีใบที่ทำกิน ถ้าไม่ใช่ใบที่ทำกิน (เอกสารสิทธิ์) ก็ขอใบที่บ้าน (โฉนด) ให้เรามีสิทธิบ้าง แต่ก็อยู่กันแบบนี้รุ่นต่อรุ่น มีทะเบียนบ้านชั่วคราวแต่ไม่มีสิทธิในที่ดิน ต.นาคอเรือ น่าจะทั้งตำบล หวังว่าจะได้อนาคตข้างหน้า หวัง 2 อย่างนี้แหละ”
วันนี้ปริมาณน้ำในลุ่มภาคกลางสูง ทำให้เขื่อนภูมิพลไม่ยอมปล่อยน้ำออกจากเขื่อน เพราะไม่ต้องการให้พื้นที่ภาคกลางน้ำท่วมและขยายวงกว้าง ขณะที่นางยุพาและคนเหนือเขื่อนใน อ.ฮอด กลายเป็นผู้เสียสละให้น้ำจากเขื่อนหนุนเข้าท่วมหมู่บ้าน จนคล้ายติดเกาะ ทั้งๆที่พวกเขาก็เคยเสียสละที่อยู่อาศัย ที่ดินทำกิน ให้จมอยู่ใต้เขื่อนมาแล้ว
แต่ดูเหมือนการถูกบังคับให้เป็นผู้เสียสละของชาวบ้านเหนือเขื่อนภูมิพลจะไม่มีวันสิ้นสุด ที่สำคัญคือแทนที่ผู้เสียสละจะได้รับการเยียวยาและเห็นอกเห็นใจจากทางการ พวกเขากลับถูกซัดกระหน่ำซ้ำเติมชีวิตให้ “เสียสละ”จากรัฐอยู่ร่ำไป จนพวกเขาเองแทบเอาชีวิตไม่รอด
-----------
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย