7 พ.ย. 2025 เวลา 09:23 • ธุรกิจ

เมื่อธุรกิจที่เครื่องยังขึ้นฟ้าได้ แต่ระบบข้างในเริ่มเสียศูนย์

จุดเริ่มของ “รอยร้าวในอากาศ”
ในเดือนตุลาคม 2018 เครื่องบิน Lion Air Flight 610 ตกทะเลชวา หลังขึ้นบินได้เพียง 13 นาที คร่าชีวิตคนไป 189 คน
ไม่ถึง 5 เดือนต่อมา มีนาคม 2019 Ethiopian Airlines Flight 302 ตกในลักษณะเกือบเหมือนกันคือขึ้นได้ไม่ถึง 7 นาที ก่อนจมสู่พื้น 157 ชีวิตจากไป
2 เหตุการณ์นี้คือ จุดที่ระบบ Boeing 737 MAX 8 ถูกเปิดเปลือยต่อสายตาโลก
เพราะสาเหตุหลักไม่ใช่โครงสร้างทางกล แต่คือ “ซอฟต์แวร์ช่วยควบคุมการบิน (MCAS)” ที่ออกแบบมาเพื่อชดเชยแรงยก แต่กลับไม่มีระบบแจ้งเตือนซ้ำซ้อนเมื่อเซนเซอร์ให้ค่าผิด
เครื่องตีหัวลงโดยนักบินไม่รู้ว่า ใครกำลังคุมอยู่ คนหรือคอมพิวเตอร์
หลังเหตุการณ์นั้น หน่วยงานการบินทั่วโลก ห้ามบิน (ground) เครื่องรุ่นนี้กว่า 400 ลำ นานเกือบ 2 ปี
และ Boeing ต้องยอมรับในภายหลังว่า “เราออกแบบกระบวนการอนุมัติและสื่อสารความเสี่ยงผิดพลาด”
ค่าเสียหายรวม (ทั้งคดี ความเชื่อมั่น หุ้น และต้นทุนหยุดสายการผลิต) ประเมินน่าจะเกิน 20 พันล้านดอลลาร์
นี่ไม่ใช่ความพังของอุปกรณ์ แต่มันคือ การแตกของโครงสร้างความไว้วางใจระหว่างมนุษย์กับระบบที่ตัวเองสร้าง
เพราะทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายออกแบบ, QA, Regulator ทำงานที่ “ถูกในกรอบ”
แต่ไม่มีใครตรวจว่ากรอบนั้น "มันผิดหรือยัง”
ปี 2024 เครื่องยังบิน แต่ความมั่นใจยังไม่กลับ
เวลาผ่านไป 5 ปี Boeing กลับมาผลิต 737 MAX ได้อีกครั้ง แต่ มกราคม 2024 โลกก็สะดุ้งอีก
เที่ยวบิน Alaska 1282 (737 MAX 9) ฝาครอบช่องประตูฉุกเฉินหลุดกลางอากาศหลังขึ้นจากพอร์ตแลนด์ได้ไม่กี่นาที
โชคดีไม่มีใครบาดเจ็บสาหัส แต่เสียงดูดอากาศระดับ 8,000 เมตร ดังพอให้ทั้งอุตสาหกรรมตื่นจากภาวะหลับใน
FAA ตรวจพบว่า “น็อต 4 ตัวไม่ถูกใส่กลับหลังซ่อม” และสั่ง หยุดขยายกำลังผลิต ตรวจไลน์ทั้งหมดอีกครั้ง
จนถึง ตุลาคม 2025 เพิ่งอนุญาตให้ขยับเพดานผลิตจาก 38 เป็น 42 ลำต่อเดือน พร้อมประกาศจะคุมเข้มเรื่องวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
เรื่องนี้สำคัญไม่ใช่เพราะชิ้นส่วนหลวม
แต่เพราะมันสะท้อนโรคเดียวกับปี 2018
 
องค์กรที่เชื่อในกระบวนการมากกว่าความจริง
ทุกอย่างยังดูมีระบบ แต่ระบบนั้นไม่ได้ส่งสัญญาณเตือนถึงคนที่ต้องฟัง
ภาพสะท้อนอีกมุมจาก Apple และ Tesla
ฝั่ง Apple ไม่เคยมีเครื่องตก แต่มัน นิ่งแบบไม่รู้ตัว
รายได้ยังทะลุหลักแสนล้าน แต่ช่วง 2024–2025 ยอดขายในจีนเริ่มแผ่ว แบรนด์ท้องถิ่นอย่าง Huawei กับ Vivo แย่งส่วนแบ่งตลาดพรีเมียมได้
ขณะเดียวกันเสียงในวงการเทคเริ่มพูดว่า “Apple ยังเก่งเรื่อง execution แต่ไม่ใช่ invention อีกต่อไป”
องค์กรที่เคยจุดไฟนวัตกรรมโลก กำลังทำงานบน autopilot ของตัวเอง เสถียรแต่ไร้จังหวะเร่ง
ส่วน Tesla ในปีเดียวกัน ยอดขายในยุโรปลดลงเลขสองหลัก และโดนสอบเรื่อง Autopilot/FSD ทั้งในสหรัฐและจีน
เทคโนโลยีที่เร็วเกินการกำกับดูแล สะท้อนอีกมุมของ “ระบบที่ไม่รู้จัก limit ตัวเอง”
3 บริษัท 3 อุตสาหกรรม ที่ต่างกันสุดขั้ว
แต่ถอดสมการออกมา คือแรงเดียวกันทั้งหมด
“เมื่อองค์กรโตจนโครงสร้างใหญ่กว่าจิตสำนึกของมันเอง ระบบจะเริ่มเพี้ยนโดยไม่มีเสียงเตือน”
• Boeing ที่เครื่องมือยังทำงาน แต่ระบบเตือนตาย เพราะขาดเสียงคนจริง
• Apple ที่เครื่องยนต์กำไรยังหมุน แต่สปาร์ก นวัตกรรมดับ เพราะระบบกันความเสี่ยงแรงเกิน
• Tesla ที่เทคโนโลยีขับเคลื่อนเร็วเกินไป จนระบบกำกับตามไม่ทัน
ทั้งหมดนี้คือสภาวะเดียวกันในเชิงระบบ ระบบที่มีข้อมูลครบ แต่ feedback เสีย
ถ้ามอง องค์กรใหญ่แบบเครื่องจักร
สิ่งที่ทำให้มันไม่พังทันที ไม่ใช่เพราะระบบดี แต่เพราะ แรงเสียดทานภายในยังอยู่ในระดับที่ระบบทนได้
ปัญหาคือ เมื่อเครื่องขยาย แรงเสียดทานเล็กๆ ที่เคยดูไม่สำคัญ จะเริ่มทวีคูณและสะสมเป็นแรงฝืดที่มหาศาล จนพลังงานส่วนใหญ่หมดไปกับการต้าน แทนที่จะสร้าง
แรงฝืดชั้น 1 : ห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain Drag)
องค์กรอย่าง Boeing หรือ Tesla ไม่ได้ผลิตทุกอย่างเอง พวกเขาใช้เครือข่ายซัพพลายเออร์กว่า 10,000 รายจากทั่วโลก การประสานข้อมูล ใบสั่ง คุณภาพ และการอนุมัติ ต้องวิ่งข้ามหลายเขตเวลา หลายภาษา
แรงฝืดเริ่มเกิดตรงนี้ ที่ทุกฝ่ายต่างทำถูกในระบบของตัวเอง แต่ไม่เห็นภาพรวม
คนประกอบเห็นเพียงชิ้นส่วน ไม่รู้ว่าชิ้นนั้นจะไปเชื่อมตรงไหนในระบบใหญ่
สุดท้ายปัญหาคุณภาพแบบ “น็อตไม่ได้ใส่” ไม่ได้เกิดจากคนเผลอ แต่เกิดจาก “ระบบที่ออกแบบมาให้คนไม่กล้าถาม”
แรงฝืดชั้น 2 : การสื่อสารระหว่างทีม (Inter-Team Interface)
ทุกบริษัทมีเส้นแบ่งที่มองไม่เห็น ระหว่างฝ่ายวิศวกรรม, ผลิต, QA, กฎหมาย, การเงิน
เส้นเหล่านี้ทำให้ข้อมูลไหลผ่านช้า เหมือนท่อที่มีวาล์วทุก 5 เมตร
เมื่อองค์กรโตขึ้น วาล์วพวกนี้ถูกเพิ่มขึ้นเรื่อย บางครั้งเพื่อควบคุมความเสี่ยง แต่ผลลัพธ์คือ ข้อมูลจริงหน้างานใช้เวลา 3 สัปดาห์ กว่าจะถึงคนตัดสินใจ ขณะที่ข่าวประชาสัมพันธ์ใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมง
Apple เคยถูกวิจารณ์เรื่องนี้ช่วงหลัง ฝ่ายฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และ การตลาด สื่อสารกันแบบวงปิด มากจนไม่เห็นแนวคิดใหม่จากข้างนอก
มันเลยออกมาเป็นสินค้าที่ยังดี แต่ไม่มี “กล้ามเนื้อใหม่”
แรงฝืดชั้น 3 : ระบบกำกับและความเสี่ยง (Compliance Layer)
หลังเหตุ MCAS องค์กรทั้งโลกหันไปเสริม compliance แต่สิ่งที่มักเกิดคือ ระบบเตือนกลายเป็นระบบป้องกันตัวเอง
เอกสารเยอะ ขั้นตอนมาก จน “ความปลอดภัย” กลายเป็น “ความฝืด”
นักบินส่ง feedback ต้องผ่าน 4 ชั้นอนุมัติ ฝ่ายกฎหมายกลัวคำว่า “ยอมรับข้อผิดพลาด” เพราะอาจใช้ในศาล
ในเชิงฟิสิกส์ ระบบแบบนี้คือการสร้าง แรงหน่วง (Damping) เกินความจำเป็น
เครื่องเลยนิ่ง แต่ขาด response เวลาเกิดสัญญาณจริง
แรงฝืดชั้น 4 : การเงิน และ งบประมาณ (Financial Inertia)
องค์กรใหญ่ใช้ตัวเลขเป็นเข็มทิศ แต่มันมี delay ในตัวเอง
ยอดขาย กำไร ROI คือข้อมูลอดีต เสมอ
การตัดสินใจจากตัวเลขเหล่านี้ จึงเหมือนคนขับรถ โดยมองกระจกหลัง
Boeing ช่วงก่อน MAX กลับมา ใช้กลยุทธ์ “รักษา margin” แทน “รักษาความเชื่อมั่น” พอแรงกดจากผู้ถือหุ้นมาก ทุกสิ่งถูกวัดด้วย KPI ของ ไตรมาส ไม่ใช่ คุณภาพ ใน 10 ปี
Apple ก็เช่นกัน ตัวเลขที่ยังสูง ทำให้ ระบบขี้เกียจเสี่ยง ทั้งที่รู้ว่าการเสี่ยงคือหัวใจของนวัตกรรม
แรงฝืดชั้น 5 : จิตวิทยาองค์กร (Psychological Drag)
นี่คือแรงที่วัดไม่ได้แต่กัดระบบแรงที่สุด
เมื่อองค์กรใหญ่ขึ้น คนเริ่มไม่กล้าพูด ไม่กล้าตั้งคำถามกับค่านิยม หลักขององค์กร
ทุกคนเรียนรู้ว่า “ความเงียบปลอดภัยกว่าเสียงที่ขัด”
Boeing หลัง 2019 มีพนักงานหลายคนสารภาพกับ WSJ ว่า “เราเห็นปัญหา แต่กลัวเสียงาน”
Apple เอง มีพนักงานด้าน AI/Design บางกลุ่มลาออกเพราะ “ความคิดใหม่เข้าไม่ได้ในวงประชุมที่คนอาวุโสเชื่อว่ารู้ดีที่สุด”
เมื่อระบบถึงจุดนี้ มันจะเข้าสู่โหมดที่วิศวกรเรียกว่า Static Equilibrium คือเครื่องไม่เคลื่อน เพราะแรงทุกทิศดึงสมดุลกันหมด
โดยสรุป
แรงฝืด 5 ชั้นนี้รวมกัน ทำให้องค์กรใหญ่เหมือนเครื่องยนต์ที่ไม่พัง แต่เร่งรอบไม่ขึ้น
ไม่มีใครทำผิดชัด และก็ไม่มีใครกล้าแตะจุดผิด เพราะทุกอย่างยังดู OK ในเอกสาร
และเมื่อ feedback loop เสีย องค์กรจะเริ่มตัดสินใจจากเสียงสะท้อนในห้องประชุม แทนเสียงจริงจากหน้างาน
“ระบบที่ไม่มีใครกล้าสงสัย จะกลายเป็นระบบที่เรียนรู้ไม่ได้”
เมื่อระบบเริ่มหนืด การซ่อมที่ผิวไม่ใช่ทางออก, ต้องตั้งศูนย์ใหม่ทั้งเครื่อง
องค์กรขนาดใหญ่ไม่ต่างจากระบบขับเคลื่อนขนาดยักษ์ของโรงงานไฟฟ้า
เมื่อเริ่มหนืด คนส่วนใหญ่มักอยากอัดน้ำมันหล่อลื่น หรือ เพิ่ม KPI
แต่ในเชิงวิศวกรรม ถ้าแรงเสียดทานมันเกิดจาก mis-Alignment (เยื้องศูนย์), น้ำมันเท่าไหร่ก็ไม่ช่วย
การ Recalibrate องค์กร จึงไม่ใช่การเปลี่ยนคน
แต่คือการตั้งศูนย์แรงใหม่ทั้งระบบ
การตั้งศูนย์แรก : เอาเสียงจริงกลับเข้าระบบ (Feedback Reconnection)
องค์กรใหญ่ที่โตมาด้วยความเร็ว มักจะตัดสัญญาณหน้างานออกก่อนสิ่งอื่น
สิ่งที่ควรกลับมาทำคือ คืนเสียงหน้างานให้ถึงคนตัดสินใจเร็วที่สุด
Boeing เริ่มทำสิ่งนี้หลังอุบัติเหตุ MAX 8 ด้วยการตั้ง “Product & Safety Review Board”
ให้วิศวกรระดับกลางสามารถส่งข้อสังเกตเข้า board ได้โดยตรงโดยไม่ผ่านสายบริหาร
มันอาจดูเล็ก แต่คือการ “คืนเส้นประสาทให้สมองส่วนรู้สึก”
ในองค์กรไทย หลายบริษัทใช้แนวเดียวกันได้เลย เช่น
• ตั้ง “Reverse Meeting” เดือนละครั้ง ที่ผู้บริหารนั่งฟังพนักงานหน้างานเล่า pain point โดยไม่อนุญาตให้ตอบโต้
• ใช้ “Visual Signal” แทนรายงาน เช่น แผงงานที่โชว์ defect, delay, และ backlog แบบ realtime
• หรืออย่างง่ายที่สุด คือให้คน QA เขียนบันทึกหนึ่งบรรทัดว่า
“สิ่งที่เราไม่กล้าพูดในที่ประชุมวันนี้คือ…”
เสียงพวกนี้แหละคือ data จริงของระบบ
ตั้งศูนย์ที่ 2 : ปรับโครงสร้างให้สั้นลง (Shorter Feedback Loop)
ทุกระบบที่เสถียรเกินไปจะตอบสนองช้าเกินไปด้วย
Apple หลังยุค Steve Jobs ใช้เวลาปรับโครงสร้างนวัตกรรมภายในนาน 4 ปีเต็ม
จนปี 2025 เริ่มหันกลับมาใช้ “Internal Startup Unit” ทีมขนาดเล็ก 10–20 คน ที่รันโปรเจ็กต์ใหม่โดยไม่ต้องผ่านลำดับอนุมัติแบบองค์กรใหญ่
หลักคิดนี้ตรงกับวิศวกรรมควบคุม (Control Theory) ที่บอกว่า
“Loop ที่ยาวเกิน จะสูญเสียสัญญาณจริง”
องค์กรที่อยากกลับมามีชีวิต ต้อง ทำให้ Loop สั้นลง และให้ข้อมูลย้อนกลับแบบตรงไม่ผ่านกรอง
ลองเปรียบเหมือนโรงงานที่เอาช่างเครื่อง มาอยู่ข้างแผงควบคุมอีกครั้ง
เสียงผิดจังหวะจะถูกแก้ใน 1 วัน ไม่ใช่รอรายงานตอนสิ้นเดือน
ตั้งศูนย์ที่ 3 : ตั้งตัววัดใหม่ (Redefine What ‘Performance’ Means)
ระบบเสียศูนย์ เพราะองค์กรวัดผลผลิตมากกว่า แรงในระบบ
Boeing เคยชี้แจงต่อสภาคองเกรสว่า “ทุกอย่างผ่าน checklist”
แต่คำถามจริงคือ checklist ที่ใช้วัดนั้น ยังสะท้อนความเป็นจริงไหม
ลองคิดแบบช่างในโรงไฟฟ้า ถ้าเครื่องยังจ่ายไฟได้ แต่สั่นผิดจังหวะ
เราจะไม่รอให้มันดับก่อนค่อยซ่อม
เราจะติด sensor เพิ่มเพื่อตรวจแรงสั่นนั้นก่อนถึงจุดพัง
องค์กรก็เหมือนกัน
ควรมีตัววัดที่บอกได้ว่า ระบบกำลังสั่น เช่น
• % ของข้อเสนอที่ถูกปัดตกโดยไม่มีเหตุผลทางเทคนิค
• เวลาเฉลี่ยระหว่าง สัญญาณเตือน ถึง การตัดสินใจ
• อัตราพนักงานที่ลาออกจากทีมที่ผลงานสูงสุด
ตัวเลขพวกนี้ไม่ได้อยู่ในงบการเงิน แต่เป็น “ชีพจรองค์กร”
ตั้งศูนย์ที่ 4 : คืนความไวต่อความจริง (Restoring Sensitivity)
องค์กรที่ใหญ่จะค่อยๆ สูญเสียความไว (sensitivity)
เหมือนเครื่องมือวัดที่ calibration เพี้ยนไปทีละนิด
การคืน sensitivity ไม่ได้มาจาก workshop หรือ consultant
แต่มาจาก “การเอาผู้บริหารกลับไปหน้างาน” แบบไม่มีสคริปต์
หนึ่งในกรณีศึกษาที่ดีคือ Toyota — ทุกปี CEO จะลง “genba” (หน้างานจริง)
เพื่อดูว่าระบบที่ตัวเองเซ็นอนุมัติ ทำงานจริงยังไงในสายการผลิต
มันคือการบังคับให้ feedback loop สั้นที่สุด
และเป็นสิ่งที่หลายองค์กรลืมทำ เพราะรู้สึกว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องลงไปดู
ความเข้าใจที่แท้จริงในระบบ จะเกิดขึ้นเมื่อคนออกแบบ ได้เห็นระบบนั้นทำงานจริง
ตั้งศูนย์สุดท้าย : วัฒนธรรมที่กล้าพูดสิ่งไม่สวย (Courage Layer)
สุดท้าย ถ้าอยากรีแคลิเบรตจริง ต้องปลูก “วัฒนธรรมที่กล้าเปิดฝาเครื่อง”
เพราะไม่มีระบบไหนจะอยู่รอดได้ หากคนข้างในกลัวจะโดนโทษเวลาเตือน
องค์กรที่ปลอดภัยที่สุด คือองค์กรที่กล้า ยอมรับความไม่ปลอดภัยของตัวเอง
ในทางวิศวกรรม เราเรียกขั้นตอนนี้ว่า Fail-Safe Culture
ระบบที่ยอมให้ตัวเองเตือนและหยุด เมื่อมีสิ่งไม่ปกติ โดยไม่ต้องรอคำสั่งจากข้างบน
มันไม่สวย แต่มันจริง
และ “จริง” คือเงื่อนไขเดียวของการอยู่รอดระยะยาว
การ Recalibrate องค์กรไม่ใช่การปฏิรูปยิ่งใหญ่
มันคือการหมุนสกรูทีละตัว แต่หมุนให้ตรง
องค์กรที่ทำได้ จะไม่ต้องพูดคำว่า “Transformation”
เพราะมันจะกลายเป็นระบบที่ เรียนรู้ได้เองโดยไม่ต้องรอวิกฤต ถ้าระบบยังฟังเสียงจริงได้ มันจะไม่หลงทาง
จุดเปลี่ยนขององค์กรใหญ่ (The Turning Point)
องค์กรที่ถึงจุดหนึ่ง จะเริ่มกลัว “การหยุด” มากกว่ากลัว “ความผิด”
มันเลยเร่งไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าความเร็วที่มากเกิน กลับทำให้ระบบสูญเสียความแม่น
Boeing เร่งผลิตเพราะต้องการชนะ Airbus
Apple เร่งปรับกำไรเพราะต้องรักษามูลค่าหุ้น
Tesla เร่งเทคโนโลยีเพราะกลัวว่าจะช้าไป ในเกมที่ตัวเองเริ่มก่อน
แต่ในทุกกรณี ความเร่งนั้นมักไม่ใช่ความกล้า
มันคือ “ความกลัว” ที่แปลงรูปเป็นคำว่า growth
องค์กรไม่ได้พังเพราะระบบ
แต่พังเพราะ ความเงียบที่สะสม ในเครื่องยนต์ การสั่นที่เบาในวันแรก มักเป็นสัญญาณของความเสียศูนย์
แต่พอเครื่องทำงานทุกวัน เสียงนั้นจะกลืนไปกับเสียงพื้นหลัง จนไม่มีใครได้ยินอีก
องค์กรก็เหมือนกัน
เสียงของ คนหน้างานที่ยังอยากพูดความจริง จะค่อย ๆ เบาลง
เพราะพวกเขาเห็นว่าพูดไปก็ไม่มีใครฟัง
เมื่อถึงวันหนึ่ง เครื่องบินยังขึ้นฟ้าได้
แต่ระบบที่เคยรู้จักคำว่าปลอดภัยจะค่อย ๆ ดับไปเงียบ ๆ
ทุกระบบเรียนรู้ได้ก็ต่อเมื่อมัน รับรู้ความผิดพลาด ถ้าข้อมูลป้อนกลับ (feedback) ถูกตัด ระบบจะเข้าสู่ภาวะ loop ปิด
ในวิศวกรรมควบคุม เราเรียกสิ่งนี้ว่า “Deadband”
มันคือช่วงที่สัญญาณเปลี่ยน แต่ระบบไม่ตอบสนอง เพราะคิดว่ามันยังอยู่ในเกณฑ์
องค์กรหลายแห่งอยู่ใน Deadband แบบไม่รู้ตัว
เพราะตัวเลขยังดี กำไรยังมา งานยังเดิน
แต่ในเชิงจิตใจของคนในองค์กร ระบบ feedback ดับไปนานแล้ว
พอถึงวันที่ต้องเปลี่ยนจริง ระบบจะไม่ตอบสนอง
เหมือนวาล์วที่ขึ้นสนิมมานาน จนหมุนไม่ออก
จุดเปลี่ยนไม่ได้เริ่มจากบอร์ดประชุม
แต่มาจากแรงเล็กๆ ที่เริ่มกล้าเขย่า
ระบบใหญ่จะเริ่มขยับได้ ก็ต่อเมื่อมีใครสักคนในวงเล็ก ๆ กล้าพูดคำง่าย ๆ ว่า
“นี่มันไม่โอเคนะ”
มันอาจเป็นวิศวกรที่เห็น defect แล้วไม่กล้าปล่อย
อาจเป็นหัวหน้ากะที่กล้าขอหยุดไลน์ เพื่อให้แน่ใจว่าเครื่องปลอดภัย
หรือเป็นนักออกแบบที่กล้าบอกว่า “งานนี้มันซ้ำ”
เสียงเล็ก ๆ พวกนี้ ไม่ได้เปลี่ยนโลกในวันเดียว
แต่คือแรงแรกที่ทำให้เครื่องหยุดหมุนวนในทางเดิม
ในระบบไฮดรอลิก เราเรียกแรงแบบนี้ว่า “pilot pressure”
แรงที่ดูเล็ก แต่สามารถเปิดวาล์วขนาดยักษ์ได้ทั้งระบบ
การฟื้นองค์กร ไม่ได้มาจากการเปลี่ยนโครงสร้าง
แต่มาจากการคืนความรู้สึกว่าเสียงเรามีค่า
องค์กรไม่ต้องรื้อระบบเพื่อรอด
แค่ต้องสร้างสภาพแวดล้อมที่คนยัง รู้สึกถึงความสำคัญของตัวเองในระบบ
เมื่อคนรู้ว่าการพูดความจริงยังมีค่า
ระบบจะ calibrate ตัวเองอัตโนมัติ
เพราะแรงจากหน้างาน จะกลับเข้าสมการอีกครั้ง
“เครื่องที่ยังฟังเสียงช่าง มักไม่พังในสนามจริง”
ปิดท้าย : เครื่องยนต์ของความไว้วางใจ
สุดท้ายแล้ว ไม่มีองค์กรไหนที่โตเกินจุดเสื่อม
มีแต่ระบบที่ลืมตรวจศูนย์
Boeing เริ่มตรวจศูนย์ใหม่ด้วยเสียงของวิศวกร
Apple เริ่มยอมรับว่าไม่ต้อง perfect ทุกครั้ง
Tesla เริ่มยอมฟัง feedback จากหน่วยงานกำกับมากขึ้น
มันไม่ใช่ความพ่ายแพ้
แต่มันคือ การกลับมาเรียนรู้วิธีทำงานของแรงธรรมชาติ
เพราะในโลกวิศวกรรม ทุกระบบที่เคยพัง แล้วผ่านการตั้งศูนย์ใหม่
จะนิ่งกว่าเดิม และแม่นกว่าเดิมเสมอ
บทส่งท้าย
องค์กรก็เหมือนเครื่องยนต์ชีวิตมนุษย์
บางช่วงต้องร้อน บางช่วงต้องเย็น
แต่สิ่งที่ห้ามหายไป คือ “เสียง” ที่เตือนว่าเรากำลังเสียศูนย์
ถ้ายังได้ยินเสียงนั้นอยู่ ก็ยังไม่สายที่จะตั้งศูนย์ใหม่
โฆษณา