Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
AOMSAP Journey
•
ติดตาม
8 พ.ย. 2025 เวลา 01:52 • หุ้น & เศรษฐกิจ
สัญญาณอันตรายจาก “เงินกู้ในเงา” อีกหนึ่งวิกฤตแบงค์ของสหรัฐฯ
สัญญาณอันตรายจาก “เงินกู้ในเงา” เมื่อธนาคารปล่อยกู้ให้สถาบันที่ไม่ใช่ธนาคารมากขึ้นอย่างผิดปกติ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีตัวเลขหนึ่งจากฐานข้อมูลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FRED) ที่เริ่มทำให้นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนหลายคนเริ่มขมวดคิ้ว
ใช่แล้ว... สิ่งที่เราจะมาพูดคุยกันในครั้งนี้ ก็คือ สถาบันการเงินที่ไม่รับฝากเงิน (Non-Depository Financial Institutions)
โดยเราจะเริ่มด้วยความหมายของสิ่งที่เรียกว่า Non-Depository Financial Institutions กัน
สถาบันที่ “ไม่ได้รับฝากเงิน” เขาคือใคร?
- สินเชื่อส่วนบุคคล หรือ ตราสารหนี้นอกตลาด (Private Credit)
- การระดุมทุนที่ไม่ได้เสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (Private Equity)
- กองทุนป้องกันความเสี่ยง (Hedge Fund)
- บริษัทสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage Company)
- บริษัทสินเชื่อเฉพาะทางที่ไม่ใช่ธนาคาร
กลุ่มสถาบันเหล่านี้มักจะถูกเรียกรวมกันว่า “Shadow Banking System” แปลตรงตัวเลย ก็คือ ''ระบบธนาคารเงา'' เป็นกลุ่มสถาบันและกิจกรรมทางการเงินที่ดำเนินงาน นอกเหนือการกำกับดูแลของธนาคารกลาง
โดยดำเนินงานหลายอย่างคล้ายธนาคารพาณิชย์ เช่น การให้สินเชื่อ แต่ไม่มีกฎระเบียบที่เข้มงวดเท่า
แล้วทำไมพวกนี้ถึงกลายเป็นประเด็นในช่วงนี้ได้?
จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เริ่มมาจากวิกฤตครั้งอดีตอย่างวิกฤต Subprime ที่ในครั้งนั้นเกิดเหตุการณ์ที่ธนาคารในสหรัฐฯ หลายแห่งพากันล้มหรือปิดตัวลง
โดยสาเหตุหลักก็มาจากการปล่อยสินเชื่อในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งจากเหตุการณ์นั้นทำให้กฎเกณฑ์ทางการเงินของธนาคารในประเทศเข้มงวดมากขึ้นอย่างมาก
สถาบันการเงินไม่สามารถปล่อยกู้ได้ตามอําเภอใจได้เท่าเมื่อก่อน ทำให้เหล่าธนาคารที่อยากปล่อยกู้เหล่านั้นพยายามค้นหาหนทางการปล่อยกู้ ซึ่งหวยก็ไปออกอยู่ที่ NDFIs (Non-Depository Financial Institutions)
ทำไมต้องเป็น NDFIs...
เพื่อความเข้าใจที่มากขึ้นจะขอพูดถึงสองหน่วยงานหลักที่ค่อยดูแลกำกับระบบการเงินภายในสหรัฐฯ อย่าง FDIC และ Fed
FDIC และ Fed กำกับใครได้บ้าง?
1. FDIC (Federal Deposit Insurance Corporation)
หน้าที่หลักคือ “ประกันเงินฝากของประชาชน” และกำกับดูแลธนาคารที่รับฝากเงิน (Depository Institutions)
ถ้าธนาคารล้ม FDIC จะเข้ามาคุ้มครองผู้ฝาก เพราะธนาคารเหล่านี้ใช้ “เงินฝากของประชาชน” ไปปล่อยกู้ต่อ จึงต้องถูกกำกับเข้มงวดมากในเรื่องของสภาพคล่อง, เงินกองทุน, ประเภทสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ ฯลฯ
2. Federal Reserve (Fed)
มีอำนาจกำกับ “Bank Holding Companies” หรือบริษัทแม่ของธนาคาร
(เช่น JPMorgan Chase & Co. ซึ่งเป็นเจ้าของ JPMorgan Bank) และสามารถ “สั่งตรวจสอบ” หรือ “บังคับเพิ่มทุน” ได้
แต่ Fed ไม่มีอำนาจกำกับโดยตรงต่อกิจการที่ “ไม่ใช่ธนาคาร” อย่างพวก Shadow Banking ทั้งหลาย เพราะกลุ่มนี้ไม่ได้ถือเงินฝากประชาชน และไม่อยู่ในนิยาม “Depository institution”
NDFIs เป็นกลุ่มหน่วยงานทางการเงินที่ “ทำธุรกิจคล้ายธนาคาร” แต่ไม่มีบัญชีเงินฝากจากประชาชน
ตัวอย่างเช่น
Private Credit funds ที่ปล่อยกู้ให้บริษัทเอกชนโดยตรง
Mortgage companies ที่ปล่อยสินเชื่อบ้านโดยใช้เงินกู้จากธนาคาร
Hedge funds / PE funds ที่ยืมเงินมาเพื่อเก็งกำไรหรือลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
พวกเขาระดมทุนจากนักลงทุนสถาบัน เช่น กองทุนบำเหน็จ หรือมหาเศรษฐี และอื่นๆ จึงไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองผู้ฝากแบบ FDIC และไม่ได้อยู่ในกรอบกำกับของ Fed แบบตรงๆ
หรือเข้าใจง่ายๆ เลยก็คือ ธนาคารหรือสถาบันการเงินใหญ่ที่รับฝากเงินของประชาชนซึ่งปล่อยกู้ยาก ได้ปล่อยสินเชื่อผ่านเหล่า NDFIs อีกทีนั่นเอง
ทีนี้มาพิจารณาข้อมูลจากนี้กัน
ที่มา fred.stlouisfed.org
กราฟด้านบนนี้คือ “Other Loans and Leases: Loans to Nondepository Financial Institutions”
หรือ “จำนวนเงินกู้ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้กับสถาบันการเงินที่ไม่ได้รับฝากเงิน”
ตัวเลขนี้พุ่งจากระดับประมาณ 800 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2023 ไปแตะกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ ในปี 2025 เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวภายในเวลาไม่ถึงสองปี
นี่ไม่ใช่เพียงเส้นกราฟที่ดูชัน แต่มันคือสัญญาณเตือนของแรงกดดันที่ซ่อนอยู่ในระบบการเงินสหรัฐฯ
ทำไมธนาคารถึงปล่อยกู้ให้พวกเขา?
คำตอบง่ายมาก “ผลตอบแทนมันสูง” ในยุคที่สินเชื่อทั่วไปชะลอตัวจากอัตราดอกเบี้ยที่สูง ธนาคารมองหาช่องทางสร้างผลตอบแทนที่มากกว่าและหนึ่งในช่องทางนั้นคือ การปล่อยกู้ให้กับผู้ให้กู้ที่ไม่ใช่ธนาคาร (Nonbank Lenders)
ซึ่งนำเงินไปต่อยอดในตลาดอื่น เช่น ปล่อยกู้ให้บริษัทเอกชน, ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์, เข้าซื้อกิจการผ่านกองทุน Private Equity เป็นต้น
แต่ปัญหาคือระบบนี้ เชื่อมโยงกันมากกว่าที่เราเห็นและมีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่มาก
1. ขาดการกำกับดูแลที่เข้มงวด
กลุ่ม NDFIs เหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลสินทรัพย์และความเสี่ยงต่อสาธารณะ ทำให้ยากที่ใครจะรู้ว่าพวกเขา “ถือของเสี่ยงแค่ไหน”
2. Leverage สูงมาก
หลายแห่งกู้เงินต่ออีกชั้นเพื่อลงทุน → ทำให้ระบบเต็มไปด้วยหนี้ซ้อนหนี้
เมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นหรือสินทรัพย์เริ่มขาดทุน → Domino Effect จะเริ่มทันที
3. ธนาคารกลายเป็นผู้ถือ Exposure โดยไม่รู้ตัว
หากกลุ่ม NDFIs เหล่านี้เริ่มล้ม ธนาคารที่ปล่อยกู้ให้ก็ต้องบันทึกขาดทุนทันที
ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพของระบบธนาคารโดยรวม
สิ่งที่เรากำลังเห็นในกราฟด้านบนนี้ไม่ใช่แค่จำนวนเงินที่เพิ่มขึ้น
แต่คือ สัญญาณของการขยายตัวของ “หนี้ในเงา” (Shadow Debt Expansion)
หากเศรษฐกิจเริ่มชะลอหรือสินทรัพย์ที่ Nonbank เหล่านี้ถือไว้เริ่มมีปัญหา
ความเสียหายอาจไม่หยุดอยู่แค่ใน “เงา” แต่จะไหลย้อนกลับมาสู่ระบบธนาคารในที่สุด
เพราะต้องไม่ลืมว่า ความโปร่งใสที่ต่ำ ความเชื่อมโยงที่สูง และ Leverage ที่มากเกินไป คือ ส่วนผสมเดียวกับที่เคยจุดชนวน วิกฤติการเงินโลกในปี 2008 มาแล้ว
หาก Fed หรือหน่วยงานกำกับดูแลไม่เข้ามาควบคุมวงจรนี้ให้รัดกุม
“Shadow Banking Crisis” อาจกลายเป็นคำที่เราได้ยินกันบ่อยในอีกไม่นานก็เป็นได้
References:
https://fred.stlouisfed.org/series/LNFACBW027SBOG#
https://www.fdic.gov/
https://www.federalreserve.gov/
เศรษฐกิจ
การลงทุน
การเงิน
1 บันทึก
2
1
ดูเพิ่มเติมในซีรีส์
INVESTING NEWS AND ECONOMY SERIES by AOMSAP Journey
1
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย