9 พ.ย. 2025 เวลา 06:29 • ท่องเที่ยว
หุบเขาจิ่วจ้ายโกว

ตอนที่ 8 ทริปจิ่วไจ้โกว ทริปท่องเที่ยวหรือทริปฝึกจิต

ตอนที่ผ่านมานั้นลุงหมอก็มีโอกาสได้ชื่นชมความสวยงามของอุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกวที่ขึ้นชื่อว่าเป็น “สวรรค์บนดิน” อย่างจุใจเพราะพวกเราเข้าชมสองวันติด หากคุณคุณได้มีโอกาสได้มาเยือนอุทยานแห่งนี้
ลุงหมอขอแนะนำให้เข้าชมสองวันเนื่องจากเสันทางชมความงามนั้นแยกเป็นสองฝั่ง แต่ละฝั่งก็จะมีจุดชมวิวที่ต่างกัน หากใช้เวลาเพียงวันเดียวแล้วเก็บให้ได้เยอะที่สุดก็อาจจะทำให้เหนื่อยพอสมควร อย่างที่ได้บอกไปว่าความสวยงามของธรรมชาตินี่เองที่ทำให้สมาชิกในทัวร์ของลุงหมอพอจะลืมความผิดพลาดของน้องไกด์ไปได้บ้าง
ในวันนี้หลังจากกลับมาถึงโรงแรมที่พักโดยการอาศัยรถแท็กซี่ พวกเราก็รีบกินอาหารเย็นและรีบพักผ่อนเพราะในตอนเช้าพรุ่งนี้เราจะต้องตื่นแต่เช้าเพื่อขึ้นรถประจำทางเพื่อเดินทางไปยัง อุทยานหวงหลง หรือ อุทยานธารน้ำมังกรเหลือง ตามแผนการเดินทางของน้องไกด์นั่นเอง
หินทราเวอร์ทีนในหุบเขาหวงหลงมีความยาวทั้งหมด 3.6 กิโลเมตร เชื่อกันว่ามีลักษณะคล้ายมังกรทองขนาดใหญ่กำลังหมุนวนผ่านภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะของหุบเขา ภูมิประเทศหลักประกอบด้วยตลิ่งหินทราเวอร์ทีน บ่อน้ำหลากสีสัน น้ำตก และถ้ำหินทราเวอร์ทีน
แหล่งน้ำหลักเริ่มต้นจากวัดพุทธเปิ่นป๋อโบราณบนยอดหุบเขา และสิ้นสุดที่บ่อต้อนรับแขกทางตอนเหนือ มีความยาว 2.5 กิโลเมตร และกว้าง 30 ถึง170 เมตร หวงหลงครอบคลุมพื้นที่ 700 ตารางกิโลเมตร และอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,700 ถึง 5,588 เมตร น้ำในลำธารที่นี่จะมีทั้งสีเหลือง สีเขียว สีฟ้าและน้ำตาล สวยงามมาก
พวกเราตื่นแต่เช้าและขึ้นรถโดยสารที่หน้าโรงแรมที่พัก พวกเราก็จับคู่นั่งกระจายไปตามที่นั่งว่าง เรานั่งรถไปได้ไม่นาน อยู่ดีดีน้องเมย์ก็เอนเบาะไปด้านหลังอย่างแรงเพื่อให้เบาะไปกระแทกเข่าของหนุ่มจีนที่นั่งอยู่เบาะด้านหลังถัดจากน้องนั่นเอง และไม่หยุดแค่นั้น
น้องเมย์ยังลุกจากที่นั่งด้วยสีหน้าโมโหเต็มที่ แล้วก็ยืนด่าหนุ่มคนจีนคนนั้นด้วยภาษาไทยว่า หยุดโยกเบาะฉันได้แล้ว stop รำคาญ นี่ฉันอดทนมานานแล้วนะโยกอยู่นั่นแหละ เกรงใจกันบ้างสิ เล่นเอาหนุ่มคนนั้นจ๋อยโดยที่ไม่ต้องรู้ความหมายของประโยคกันเลย จากนั้นเขาคนนั้นก็นั่งสงบเสงี่ยมไปตลอดทาง ลุงหมอผู้ซึ่งนั่งอยู่ใกล้สุดก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น หรือว่าน้องจะโดนลวนลามนะ แต่น้องเก่งมาก ไอ้หนุ่มจีนรายนั้นโดนจัดไปหนึ่งดอก
ลุงหมอสืบทราบมาว่า ตั้งแต่ขึ้นไปนั่งบนรถหนุ่มจีนคนนั้นก็ใช้หัวเข่าโยกเบาะที่นั่งของน้องเมย์อยู่ตลอดเวลาจนน้องทนไม่ได้เลยต้องลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเองไว้
หลังจากที่รถโดยสารพาเราไปถึงกลางทางก็ได้พาพวกเราแวะเข้าห้องน้ำเพื่อทำธุระส่วนตัว ลุงหมอผู้ซึ่งปวดฉี่พอดี หลังจากที่รถจอดสนิทก็ลงจากรถไปเข้าห้องน้ำโดยเดินตามกลุ่มผู้โดยสารชายไปติดๆ หลังจากที่เสียค่าเข้าห้องน้ำไปแล้ว ลุงหมอก็เดินเข้าไปข้างในห้องน้ำทันที
แม้ว่าด้านนอกจะสว่างแล้ว แต่ภายในห้องน้ำค่อนข้างมืด ไม่มีไฟฟ้าส่องสว่างเลย จะมีก็แค่แสงธรรมชาติที่ส่องผ่านเข้ามาทางช่องลมเล็กๆ ทำให้ลุงหมอต้องปรับสายตาให้ชินกับความมืดกันนิดหน่อย สายตายังปรับได้ไม่ค่อยดีนักลุงหมอยังมองเห็นไม่ค่อยชัด แต่ก็พอเดาได้ว่า
ตอนนี้รางสำหรับฉี่นั้นมีหนุ่มๆผู้โดยสารคนอื่นๆจับจองที่ว่างกันหมดแล้ว และบางส่วนก็หันไปยืนฉี่ที่รางสำหรับอึ๊แทน ลุงหมอก็รีบจับจองที่ว่างทางด้านรางอึ๊เช่นกัน แล้วก็จัดการเปิดซิปกางเกงแล้วล้วงอาวุธออกมาฉี่อย่างสบายใจ
พอฉี่ไปสักพักสายตาก็เริ่มปรับตัวกับความมืดได้แล้ว เริ่มมองเห็นความเป็นไปรอบๆตัว ด้านซ้ายของลุงหมอมีหนุ่มคนหนึ่งยืนฉี่ข้างๆโดยมีที่กั้นด้านข้างสูงประมาณหัวเข่ากั้นอยู่ พอลุงหมอหันมาด้านขวามือ แม่เจ้ามีคนนั่งยองๆ อึ๊อยู่รางอึ๊ข้างลุงหมอ ที่สำคัญระดับสายตาของคุณคนนั้นก็น่าจะตรงกับระดับอาวุธของลุงหมอพอดี
สายตาของเขาคงจะปรับเข้ากับความมืดได้แล้วล่ะเพราะดูท่าทางจะมานั่งนานแล้วด้วย จะทำไงได้ล่ะลุงหมอก็ต้องรีบเบ่งสิครับ มันก็มีเขินอยู่นะที่มีคนอื่นมาจ้องในระยะประชิดขนาดนี้
รถจอดประมาณยี่สิบนาทีก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง อีกไม่นานนักพวกเราก็มาถึงอุทยานหวงหลง เราซื้อตั๋วเพื่อเข้าชมอุทยาน โดยน้องไกด์วางแผนพาพวกเราขึ้นกระเช้าเพื่อขึ้นไปที่จุดสูงสุดแล้วค่อยเดินลงมาที่จุดชมวิวแต่ละจุด และแล้วปัญหามันก็มีมาอีกจนได้ น้องไกด์ไม่รู้ว่าทางที่จะไปขึ้นกระเช้ามันอยู่ตรงไหน และทางเข้าอุทยานอยู่ตรงไหน และทางที่เราเห็นนั้นมันคือทางออก
ถามเจ้าหน้าที่ก็ไม่รู้เรื่อง เข้าไปถามเจ้าหน้าที่ที่จุดบริการนักท่องเที่ยวที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษแปลได้ว่า จุดบริการนักท่องเที่ยว ก็ไม่รู้เรื่องเพราะเขาพูดภาษาจีน ไม่พูดภาษาอังกฤษเลย และที่ลุงหมอสงสัยคือ แล้วน้องไกด์นี่เค้าพูดภาษาจีนได้ไหมนะ ทำไมดูไม่มั่นใจอะไรเลย
สุดท้ายเราต้องดูจากป้ายบอกทางแล้วเราก็เดินไปตามทางนั้นโดยมีน้องไกด์เดินนำลิ่วห่างจากทีมลุงหมอไปเกือบ 500 เมตรเห็นจะได้ สมาชิกหลายคนก็เริ่มหงุดหงิด เพราะเดินไกลมากและก็ไม่มั่นใจว่ามาถูกทางหรือไม่ ส่วนลุงหมอก็ทำสมาธิขั้นสูงข่มความอยากจะกินหัวน้องไกด์ไปตลอดทาง ระหว่างนั้นก็มีจุดขายออกซิเจนแรกๆก็ลังเลว่าจะซื้อดีหรือไม่ดี แต่สุดท้ายก็อยากลองว่าจะเป็นอย่างไรและมันก็ไม่หนัก พกพาง่ายด้วย ลุงหมอเลยตัดสินใจซื้อ 1 กระป๋อง ส่วนพี่สถิตย์ก็ซื้อไว้อีก 1 กระป๋อง
หลังจากเดินไปไกลมากๆ น่าจะเกิน 1 กิโลเมตร เราก็ไปถึงจุดขึ้นกระเช้า ลุงหมอก็แอบถอนหายใจ น้องไกด์รอดแล้ว พอได้ตั๋วพวกเราก็ขึ้นกระเช้ากันด้วยความตื่นเต้น วิวสวยมากเหมือนวิวทางยุโรป มองไกลๆจะเห็นภูเขาที่มีหิมะคลุมอยู่ตลอดทั้งปีสวยมาก กระเช้าพาเราไปที่จุดสูงสุดจากนั้นพวกเราก็เดินไปที่จุดชมวิวจุดแรก มันคุ้มค่ามาก ลืมความผิดพลาดของน้องไกด์อีกแล้ว
เค้าบอกว่ามาเดินที่นี่ต้องค่อยๆเดินอย่าออกแรงเยอะ เพราะอากาศเบาบางมันจะทำให้เหนื่อยง่าย และอาจทำให้เกิดอาการแพ้ความสูงได้ เราก็เดินเลยแบบไม่ได้รีบเร่งนัก และใช้เวลาแต่ละจุดค่อนข้างนาน
เราเดินลงไปเพื่อชมลำธารหวงหลงที่แสนจะน่าทึ่ง พวกเราผลัดกันถ่ายรูปและคุณแป๋วภรรยาลุงหมอก็ทำหน้าที่ถ่ายรูปให้สมาชิก พอสักพักเธอก็มีอาการปวดหัว คลื่นไส้ เหมือนจะเป็นลม เดินไม่ไหวเหมือนคนไม่มีแรง ก็เลยพากันนั่งพัก ผมก็แอบจับชีพจรก็พบว่า ชีพจรเบามาก และดูปากเริ่มคล้ำ ลุงหมอใจหายแว๊ปเพราะก็พอรู้ความรุนแรงของอาการแพ้ที่สูงอยู่บ้าง
ลุงหมอก็เลยเอาออกซิเจนกระป๋องให้คุณแป๋วสูด และพยายามหาน้ำให้ดื่ม แต่ก็ดื่มได้นิดเดียวเพราะมีอาการคลื่นไส้แล้ว อาการไม่ดีขึ้นเลย สิ่งที่เราต้องทำคือต้องพาคุณแป๋วลงไปที่พื้นราบให้เร็วที่สุด พวกเราผลัดกันพยุงคุณแป๋ว และพี่สถิตย์อาสาให้คุณแป๋วขี่หลังแต่คุณแป๋วปฏิเสธ
ลุงหมอต้องขอบคุณพี่สถิตย์มากๆ ตัวลุงหมอเองคงไม่มีแรงพอจะแบกภรรยาลงเขาได้เป็นระยะทางเป็นกิโลๆเป็นแน่ พวกเรานั่งพักกันเป็นระยะๆ ระหว่างทางก็เห็นลูกหาบชายชราแบกสัมภาระหรักอึ้งเดินสวนพวกเราขึ้นไปบนเขา แข็งแรงมากๆ คงจะชินกับอากาศเบาบางและงานหนักมาตลอดชีวิต
ระหว่างที่พยุงกันเดินลงมาลุงหมอก็เห็นความห่วงใยที่พี่จี พี่สถิตย์ อาจารย์แป๋ว น้องเมย์ พี่ปูและพี่นิดมีต่อคุณแป๋ว ลุงหมอรู้ว่าทุกคนหมดสนุกแล้ว และไม่มีกระจิตกระใจจะถ่ายรูปกันแล้ว ต้องขออภัยไว้ด้วยครับ
ระหว่างที่พยุงคุณแป๋วลงมานั้น สิ่งที่เป็นปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ เราจะต้องลงไปถึงที่จอดรถโดยสารกลับที่พักเดิมของเราที่จิ่วไจ้โกวเที่ยวสุดท้ายที่เราจองไว้ตอนสี่โมงเย็น ซึ่งตอนนั้นเรามีเวลาแทบจะไม่ถึงชั่วโมงในการเดินลงเขาระยะทางประมาณหนึ่งกิโลครึ่ง พวกเราจะรีบมากไม่ได้เพราะคุณแป๋วจะไม่ไหวเพราะต้องพักเป็นระยะ
จึงตัดสินใจให้น้องไกด์เดินล่วงหน้าไปก่อนเพื่อจะได้คุยกับคนขับรถให้รอถ้าเป็นไปได้ ส่วนพวกเราก็เพิ่มความเร็วในการพยุงคุณแป๋วซึ่งตอนนี้ก้าวขาแทบไม่ออกแล้ว และเราก็ลดเวลานั่งพักให้สั้นลงเพื่อทำเวลา
ในที่สุดเราก็ลงมาถึงพื้นราบ อากาศค่อนข้างเย็น และออกซิเจนในอากาศคงจะเยอะขึ้น ทำให้คุณแป๋วอาการดีขึ้นเป็นลำดับ ปากที่เคยคล้ำเริ่มมีสีเลือดมาบ้างแล้ว และในตอนนี้เองที่คุณแป๋วบอกลุงหมอและลุงหมอก็จำได้ไม่ลืมว่า ตอนเกิดอาการเธอรู้สึกเหมือนวิญญาณจะออกจากร่าง มันเหมือนกำลังจะตาย ด้วยความเป็นหมอก็รูว่าเป็นเพราะอากาศเบาบางทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอนั่นเอง
ดีที่ไม่เกิดอาการน้ำท่วมปอดซึ่งอาการจะแย่กว่านี้มากๆ เดชบุญพากันรอดมาได้ และพอมองย้อนไปลุงหมอเองก็ยังไม่แน่ใจนักว่า ทริปนั้น น้องไกด์ได้ซื้อประกันการเดินทางให้พวกเราหรือไม่ การขอวีซ่าจีนในตอนนั้นบังคับให้เราต้องซื้อประกันหรือเปล่านะ ต่อไปคงต้องเช็คให้ถี่ถ้วนกันหน่อย เพราะเราคาดไม่ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นไหมเราจะเจ็บไข้ได้ป่วยตอนที่เราอยู่ต่างแดนหรือเปล่า คุณคุณก็เช่นกันนะครับอย่าประมาทเด็ดขาด
ในที่สุดเราก็ทันขึ้นรถโดยสารพอดี และคุณแป๋วก็อาการดีขึ้นเรื่อยๆ เหลือเพียงอาการเหนื่อยเพลียและปวดศีรษะเล็กน้อย เราเดินทางกลับถึงโรงแรมโดยสวัสดิภาพ ทุกคนออกมาซื้อของฝาก และจัดกระเป๋าเพื่อเดินทางกลับเข้าเฉิงตูในวันพรุ่งนี้เช้า
พรุ่งนี้เป็นวันสุดท้ายของการอยู่ในเมืองจีน และน้องไกด์ก็ยังฝากวีรกรรมสุดท้ายให้พวกเราประทับใจมิรู้ลืม
โฆษณา