9 พ.ย. 2025 เวลา 06:33 • ท่องเที่ยว
หุบเขาจิ่วจ้ายโกว

ปัจฉิมบท ทริปจิ่วไจ้โกว ทริปท่องเที่ยวหรือทริปฝึกจิต

ตั้งแต่เริ่มต้นออกเดินทาง ทริปของลุงหมอเจออะไรต่อมิอะไรที่ทำให้สมาชิกหงุดหงิดมาเป็นระยะทุกวัน แม้กระทั่งในตอนที่ผ่านมานั้นก็ยังมีเหตุการณ์ที่ทำให้พวกเราหงุดหงิดอีกจนได้ เนื่องจากการที่น้องไกด์พาพวกเราเดินเป็นระยะทางไกลมากเพื่อพาพวกเราขึ้นกระเช้าเพื่อเข้าชมอุทยานหวงหลง และมีเหตุการณ์ที่ทำให้ทุกคนใจหายจากการที่เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นกับคุณแป๋วภรรยาของลุงหมอที่เกิดอาการแพ้ความสูงจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด
แถมมาด้วยการที่ต้องพยุงคุณแป๋วเดินลงมาจากอุทยานเพื่อให้อาการแพ้ความสูงดีขึ้นและเพื่อให้ทันขึ้นรถโดยสารเที่ยวสุดท้ายที่จะพาพวกเรากลับโรงแรมที่พัก ลุงหมอก็แอบหวังอยู่ในใจว่าพรุ่งนี้เช้าในวันที่พวกเราต้องออกจากจิ่วไจ้โกว น้องไกด์คงจะไม่สร้างความหงุดหงิดให้อีก และหวังว่าการเดินทางกลับเฉิงตูเพื่อขึ้นเครื่องบินกลับจะราบรื่น
ก่อนแยกย้ายเข้าที่พักน้องไกด์ก็นัดแนะพวกเราว่าให้ตื่นแต่เช้าเพื่อออกเดินทางไปสถานีรถประจำทาง เราจะเช็คเอาท์กันตอน 6 โมงเช้า เพื่อขึ้นรถโดยสารเที่ยวประมาณ 8 โมงกว่าๆ สมาชิกทุกคนก็รับทราบ
ตอนเช้าทุกคนพร้อมกันหน้าเคาน์เตอร์พร้อมที่จะออกจากโรงแรมแบบตรงเวลา ในตอนนั้นอากาศหนาวมาก ฟ้ายังมืดอยู่เลย ลมที่พัดมาแต่ละทียิ่งทำให้รู้สึกหนาวมากขึ้นไปอีก พวกเราแบ่งกันขึ้นรถแท็กซี่ตามเคย โดยน้องไกด์เป็นคนเรียกแท็กซี่ให้ ลุงหมอแอบได้ยินที่น้องไกด์พูดกับคนขับรถและจำได้จนถึงทุกวันนี้ เพราะว่าประโยคสั้นมาก
เขาบอกไปว่า “เฉิงตู บัสสึ” มันใช่เหรอครับทำไมแปลกๆ สั้นๆพิกล และที่สำคัญแท็กซี่ก็ดูเหมือนไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่พวกเราก็ขึ้นรถไป และในวันที่ลุงหมอเขียนเรื่องราวตอนนี้แหละถึงได้ลองเปิดศัพท์ดู คำว่าสถานีรถโดยสาร google เขาใช้คำว่า “ชี่เช่อ จ้าน” ไม่รู้ว่าถูกไหม
แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่คำที่น้องไกด์ใช้สื่อสาร ลุงหมอก็ได้แต่คิดในใจว่า “นี่เราฝากชีวิตไว้กับคนที่ภาษาจีนไม่แข็งแรงเลยสินะ” แต่ไม่เป็นไรเพราะสุดท้ายแล้วอีกไม่ถึง 20 นาทีแท็กซี่ก็พาเราไปถึงสถานีรถโดยสารจนได้ เรื่องการใช้ภาษาลุงหมอเข้าใจ ไม่ได้ดูว่าจะพูดเก่งหรือไม่ เพราะการสื่อสารด้วยภาษาไม่จำเป็นต้องถูกต้อง 100 เปอร์เซ็นก็ได้ขอเพียงเข้าใจกันก็พอ ถือว่าการสื่อสารนั้นประสพความสำเร็จแล้ว
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การสื่อสาร แต่อยู่ตอนที่พวกเราไปถึงสถานีก็เจอว่า สถานีรถโดยสารยังปิดอยู่ยังไม่ถึงเวลาเปิดให้ผู้โดยสารเข้าไปนั่งรอรถในสถานี และถ้าลุงหมอจำไม่ผิดจะเปิดบริการประมาณ 7 โมงครึ่งกระมัง ดังนั้นเราก็จำเป็นต้องรออยู่หน้าสถานีนั่นเอง
อากาศที่หนาวเย็นบวกกับลมที่พัดมาเป็นพักๆ ทำให้พวกเราต้องพยายามมองหามุมเพื่อหลบให้พ้นจากกระแสลมที่พัดมา แต่หาได้มีไม่ เพราะทิศทางที่ลมพัดก็คือพัดเข้ามาที่หน้าสถานีซึ่งก็เป็นจุดที่พวกเรายืนๆ นั่งๆ อยู่นั่นเอง ถึงแม้จะไปหลบอยู่ตามซอกอาคารก็หลบไม่พ้นอยู่ดี เราก็จำเป็นต้องรื้อกระเป๋าที่เก็บเรียบร้อยเพื่อค้นหาเสื้อกันหนาว หมวก และถุงมือออกมาใช้
ลุงหมอนี่คิดถึงที่นอนและห้องอุ่นๆในโรงแรมที่พวกเราเพิ่งจะเช็คเอาท์ออกมาในทันที ทำไมพาออกมาเร็วจังนะน้องไกด์คนดี
เมื่อถึงเวลาเจ้าหน้าที่ก็เปิดประตูให้ผู้โดยสารเข้าไปซื้อตั๋ว และเข้าไปนั่งรอในสถานีได้ ข้างในสถานีไม่มีฮีตเตอร์หรอกครับ แต่เป็นอาคารที่มิดชิดสามารถบังลมและมีที่นั่งให้นั่งแบบสบายๆได้ทำให้เราคลายหนาวได้เยอะเลย และยังมีห้องน้ำให้ทำธุระส่วนตัวได้แม้ว่าจะไม่สะอาดนัก พวกเราไม่ต้องซื้อตั๋วเพราะน้องไกด์ได้มาซื้อไว้ล่วงหน้าแล้วเพราะพวกเราขู่ไว้ว่าอย่าให้มีปัญหาการเดินทางเป็นครั้งที่สอง
พอถึงเวลาพวกเราก็ขึ้นรถและนั่งตามหมายเลขที่แสดงบนตั๋วโดยสาร รถออกตามเวลา มีพักระหว่างทางเพื่อซื้อของกินและเข้าห้องน้ำและพักรถตามปกติ พวกเราเดินทางถึงสถานีรถโดยสารในเฉิงตูในตอนเย็น และเป็นสถานีเดียวกันกับที่พวกเรานั่งรอรถเหมาไปจิ่วไจ้โกวในตอนขาไปนั่นแหละ
เราลากกระเป๋าสัมภาระ เดินไปนั่งรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อไปยังท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูเทียนฟู่ เราเลือกนั่งรถไฟใต้ดิน สาย 18 (สีม่วง) ที่เชื่อมต่อกับเทอร์มินอล 2 ได้ แต่เดชะกรรมพอถึงสถานีเทอร์มินอล 2 ขณะที่ลุงหมอกำลังจะเตรียมตังลงที่สถานีนี้ น้องไกด์ของเราก็แจ้งว่ายังไม่ต้องลงครับ ยังไม่ถึงที่ลง ลุงหมอกับสมาชิกก็เลยไม่ได้ลง ได้แต่ดูผู้โดยสารคนอื่นๆ ลากกระเป๋าเดินทางลงจากรถไฟฟ้าใต้ดินไป
ตอนนี้เหลือผู้โดยสารบนรถไฟไม่กี่คนและนอกจากพวกเราแล้วก็ไม่มีใครถือกระเป๋าใบใหญ่เลยซักคน แปลกได้อีก
และแล้วน้องไกด์ก็พาเราลงที่สถานีปลายทางที่ชื่อว่าท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูเทียนฟู่ น้องนำทางพวกเราเดินไปจนถึงทางออกซึ่งลุงหมอก็แปลกใจว่า ไม่เห็นจะมีผู้โดยสารคนอื่นเลย ทำไมมีแต่กลุ่มเรานะ และพอเราหอบหิ้วกระเป๋าเดินขึ้นบันไดจนถึงนอกสถานี ปรากฏว่าเป็นถนนที่อยู่นอกสนามบิน เอาละสิพามั่วอีกแล้วสินะ
ตอนนี้เองที่ลุงหมอมั่นใจว่า ที่ถูกต้องคือเราต้องลงที่สถานีเทอร์มินอล 2 นั่นเอง
ไม่เป็นไร เราเดินกลับเข้าไปข้างในสถานีพอลุงหมอไปเจอพนักงานรถไฟฟ้าใต้ดินสาวสวยนางหนึ่ง ลุงหมอก็ตรงปรี่เข้าไปถามเป็นภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจว่า “We want to go to terminal two station. How can we go there?” แปลว่า “หนูๆ พวกเราอยากจะไปที่สถานีเทอร์มินอล 2 เราจะไปได้อย่างไร”
สาวสวยคนนั้นคงจะมึนๆจากการทำงานมาทั้งวัน เธอตอบกลับมาว่า “English please.” แปลว่า “ช่วยพูดภาษาอังกฤษด้วยค่ะ” ลุงหมอนี่ถึงกับผงะ หันมาถามสมาชิกว่า “เอ๊ะ เมื่อตะกี๊ ผมพูดภาษาอังกฤษไม่ใช่เหรอ ?” ลุงหมอก็เลยพูดซ้ำอีกที แล้วเธอก็บอกว่าซื้อตั๋วใหม่แล้วก็ลงสถานีถัดไปค่ะ หลังจากพูดขอบคุณ น้องไกด์ก็ต้องซื้อตั๋วใหม่ให้พวกเราทุกคน และแล้วพวกเราก็ได้เข้าไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูเทียนฟู่ เทอร์มินอล 2 จนได้
กว่าจะเช็คอินได้พวกเราต้องรอเคาน์เตอร์เปิดจนประมาณเกือบเที่ยงคืน กว่าจะผ่านการโหลดกระเป๋า กว่าจะผ่านจุดตรวจความปลอดภัย ก็ใช้เวลานานมากๆ กระเป๋าผมมีปัญหาต้องเปิดกระเป๋าให้เจ้าหน้าที่ดูก่อนถึงจะโหลดได้ ส่วนพี่จีก็มีปัญหาเพาเวอร์แบงค์ไม่ผ่านต้องถือไปให้เคาน์เตอร์เช็คอินตรวจสอบอีกรอบซึ่งใช้เวลานานมากๆ
ก่อนผ่านเข้าตรวจคนเข้าเมืองพวกเรายังโดนเจ้าหน้าที่ตะคอกใส่จากการที่สื่อสารกันไม่เข้าใจ เขาไม่พูดภาษาอังกฤษเลย ตะโกนใส่เป็นภาษาจีนและชี้ให้เราไปลงข้อมูลสุขภาพในแอพพลิเคชั่นมือถือก่อนแล้วค่อยผ่านตรวจคนเข้าเมือง น้องไกด์ก็ไม่เข้าใจที่เจ้าหน้าที่บอก เฮ๊อ ! จนนาทีสุดท้ายยังช่วยลูกทัวร์ไม่ได้สินะ ให้มันได้อย่างนี้สิ
หลังจากนั้นสมาชิกคนอื่นๆก็ผ่านตรวจคนเข้าเมืองไปได้ด้วยดี ส่วนลุงหมอเอง เจ้าหน้าที่บอกให้รอหลังเคาน์เตอร์คล้ายๆกับตอนขามา เกิดอะไรขึ้นอีกหนอ แล้วนี่ก็ใกล้เวลาเรียกขึ้นเครื่องแล้วด้วย แล้วเจ้าหน้าที่ก็ชี้มือให้ลุงหมอไปนั่งรอที่เก้าอี้อีกฝั่งหนึ่งแล้วเขาก็ถือพาสปอร์ตของลุงหมอเข้าไปในห้อง ส่วนลุงหมอนั่งรอที่ด้านนอก เจ้าหน้าที่หายเข้าไปในห้องนานมาก พอเดินออกมาก็ไม่ได้พูดอะไร
แล้วก็ไปเรียกให้เจ้าหน้าที่อีกคนเข้าไปจัดการแทน เป็นแบบนี้อยู่ 3 ครั้ง ในครั้งสุดท้ายนั่นเองที่บังเอิญเจ้าหน้าที่คนหนึ่งเผลอเปิดประตูห้องทิ้งไว้ ทำให้ลุงหมอมองเข้าไปในห้องและมองเห็นรูปถ่ายของตัวเองเรียงกันบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ 3 รูป
ซึ่งลุงหมอรู้ในทันทีว่าเป็นรูปอะไรบ้าง รูปแรกเป็นรูปที่ถ่ายล่าสุดวันนี้ในตอนที่ลุงหมอเดินผ่านกล้องของตรวจคนเข้าเมืองเมื่อสักครู่เพราะเสื้อที่ใส่ในภาพก็คือตัวที่ลุงหมอใส่อยู่นั่นเอง รูปที่สองเป็นรูปจากพาสปอร์ตของลุงหมอเอง ส่วนรูปที่สามเป็นรูปเจ้าปัญหาเพราะเป็นรูปที่ลุงหมอใช้ยื่นขอวีซ่าเข้าประเทศจีน
ตอนยื่นครั้งแรกคุณแป๋วเอารูปถ่ายของลุงหมอที่เก่ามาก น่าจะเกิน 15 ปี ในขณะที่ต้องใช้รูปไม่เกิน 6 เดือน ทำให้เจ้าหน้าที่รับเรื่องขอวีซ่าให้ลุงหมอไปถ่ายรูปใหม่และลุงหมอก็แนบรูปใบใหม่ไปแล้ว แต่รูปบนวีซ่าที่โชว์บนจอคอมพิวเตอร์ในตอนนี้ยังเป็นรูปเดิมไม่ใช่รูปที่แนบไปใหม่ และแน่นอน หน้าตาไม่เหมือนลุงหมอในตอนปัจจุบันเลย
มิน่าล่ะถึงได้มีปัญหาไม่ผ่านตรวจคนเข้าเมืองทั้งขามาและขากลับ
ลุงหมอก็ได้แต่นั่งถอนใจ เจ้าหน้าที่ก็ไม่มาถามหรือมาบอกอะไรเลย สมาชิกคนอื่นๆและน้องไกด์ยืนรอลุงหมออยู่ห่างๆ จนท้ายที่สุดหลังจากที่ได้ยินเสียงประกาศขึ้นเครื่องครั้งสุดท้ายของสายการบินที่ลุงหมอต้องบินกลับแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ถือพาสปอร์ตมาหาลุงหมอแล้วก็ถามลุงหมอว่าภาษาจีนปนอังกฤษ พร้อมกับชี้ไปที่ชื่อจังหวัดที่ลุงหมอเกิดในพาสปอร์ต
ประมาณว่า “คุณเกิดที่เมือง ยา โซ ทอน นี้เหรอ” ลุงหมอตอบว่าใช่ แล้วเขาก็ยื่นพาสปอร์ตให้ลุงหมอแล้วก็ทำมือเป็นสัญลักษณ์ว่า “ไปได้”
อะไรหว่า นั่งรอต้ังนานถามแค่นี้ก็จบแล้วเหรอ จากนั้นพวกเราก็เดินกึ่งวิ่งเพื่อไปขึ้นเครื่องที่รอพวกเราเป็นกลุ่มสุดท้าย และเครื่องบินลำนั้นก็พาพวกเราเดินทางกลับเมืองไทยโดยสวัสดิภาพ หลังจากขึ้นเครื่องเรียบร้อยพวกเราก็ไม่เห็นน้องไกด์อีกเลย แม้กระทั่งตอนลงจากเครื่อง น้องก็ไม่ได้มาร่ำลาพวกเราเลย
ปกติแล้ว สมาชิกทัวร์จะเตรียมทิปให้ไกด์หลังจากจบทริป แต่ครั้งนี้ทุกคนลงความเห็นว่า อย่าเลย น้องไม่สมควรได้ทิป แต่ลุงหมอว่าสิ่งที่น้องได้ไปคือบทเรียนที่มีค่ามากกว่าทิป ถ้าน้องเอานำไปปรับปรุงการให้บริการให้ดีขึ้น น้องก็จะเป็นไกด์ที่เก่งขึ้นได้ อย่างไรก็ขอให้น้องประสพความสำเร็จในงานของน้อง ขอให้เป็นไกด์ที่เก่งและดีอีกคนหนึ่ง
ขอขอบคุณพี่สถิตย์ พี่จี พี่ปู พี่นิด อาจารย์แป๋ว น้องเมย์ และคุณแป๋วภรรยาของลุงหมอ ที่ร่วมทริปฝึกจิตในครั้งนี้ สนุก ประทับใจมากครับไว้โอกาสหน้าไปกันอีกนะครับ แต่คราวหน้า “เราจะไม่ใช้บริการของน้องไกด์คนเดิมอีกอย่างแน่นอน” ตกลงตามนี้นะครับ
คุณคุณคิดอย่างไรกับเรื่องราวของลุงหมอ ฝากคอมเมนต์ด้วยครับ ลุงหมอรู้ดีว่ามีน้อยคนที่จะอ่านจนจบ แต่แค่แวะมาลุงหมอก็พอใจแล้วครับ
โฆษณา