11 พ.ย. 2025 เวลา 00:39 • นิยาย เรื่องสั้น

'แกงส้มกับจิตวิญญาณ'

“ภารกิจฝ่าด่านอาหารของบ้านแสนสงบยังไม่จบลงง่ายๆ”
หลังจากรอดชีวิตจาก ข้าวต้มปลาหมอก้างเยอะ ของยายนวลมาได้อย่างหวุดหวิด ฉันก็ถูกลากไปที่บ้านสองเซียนของ ตาชาย ซึ่งเป็นเซียนปลาและผู้ผลิตปลาร้าอันดับหนึ่งในตำบล ทันทีที่ฉันก้าวเท้าเข้าไปในครัว ฉันก็รู้ตัวว่าตัวเองกำลังเข้าสู่ Tier 1 ของอาหารชนบท อย่างแท้จริง
‘ตาชาย’ น้องชายแม่ที่พูดธรรมดาก็เหมือนตะโกน ยืนยิ้มอย่างภูมิใจอยู่ข้างหม้อแกงส้มขนาดใหญ่ กลิ่นเครื่องแกงที่เผ็ดร้อน พุ่งเข้าโจมตีโพรงจมูกฉันทันที มันคือกลิ่นที่ทั้งหอมและโหดร้ายในเวลาเดียวกัน
"มานี่ ไอ้ภูมิ มาลอง แกงส้มปลาช่อน ปลาช่อนตัวเบ้อเร่อจากคลองหลังวัด เอ็งเป็นคนกรุงเทพฯ อาจจะไม่เคยกินปลาช่อนบ้านเรา... มันมีจิตวิญญาณ"
ฉันนั่งลงตรงข้าม ‘ยายมี’ เมียตาชายผู้เป็นเซียนปลาร้า ซึ่งมีรอยยิ้มที่อบอุ่นกว่ายายวิดหรือยายนวล แกงส้มถูกตักใส่ชามใหญ่พร้อมปลาช่อนชิ้นโต เนื้อแน่นๆ ฉันเริ่มตักเข้าปาก
เผ็ด...
ไม่ใช่แค่เผ็ดแบบพริก แต่เผ็ดแบบที่ทำให้สมองต้องสั่งการให้ร่างกายหลั่งสารอะดรีนาลีนเพื่ออยู่รอด มันเผ็ดจนเหงื่อเริ่มซึมที่ไรผม
"เป็นไงวะ ไอ้ภูมิ สะใจไหม" ตาชายถามแบบเร้าใจ
"อ่า... (ไอเบาๆ) ...สุดยอดครับน้าชาย... เผ็ด... เผ็ดแบบ... ไร้คำอธิบายเลยครับ" ฉันตอบไปแบบน้ำลายเกือบย้อย
ฉันพยายามกินต่อโดยใช้ทักษะเฉพาะตัวแก้ปัญหา คือการใช้ผักกระเฉดในชามช่วยลดความเผ็ด แต่ทุกครั้งที่กลืนลงไป มันก็เหมือนมีวงดนตรีเมทัลกำลังบรรเลงอยู่ในลำคอ ฉันต้องกินให้หมดเพื่อแสดงความเคารพต่อ ‘จิตวิญญาณปลาช่อน"’ และการต้อนรับของญาติ
“มีจิตวิญญาณก็พอนะ...อย่ามีวิญญาณตามมาด้วย” ฉันแอบคิดในใจ
ยายมีเห็นท่าทางฉัน...จึงยื่นมะม่วงมา "เอ้า! กินมะม่วงนี่ไปแก้เผ็ดนะลูก"
ฉันกินแกงส้มจนหมดชามอย่างทุลักทุเล แต่จิตวิญญาณอินโทรเวิร์ตของฉันถูกทำลายจนย่อยยับ การแสดงออกทางสังคมที่ต้องรักษาไว้ตลอดหลายชั่วโมงทำให้ฉันหมดแรงจริงๆ
ฉันกลับถึงบ้านตัวเองในช่วงเย็น ข้าวของที่ยังไม่ได้จัดวางทำให้ห้องดูรกกว่าเดิม ฉันผลักกล่องเครื่องมือทำมาหากินเข้ามุมห้องอย่างไม่ใยดี แล้วทิ้งตัวลงบนเตียงที่บุบเป็นแอ่ง
ปวดหัว... ฉันไม่รู้ว่าเพราะความเผ็ด หรือเพราะการสนทนาที่ไม่หยุดหย่อนของญาติๆ ตลอดทั้งวัน แต่ฉันรู้สึกเหมือนสมองกำลังถูกบีบอัด
ฉันคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาพิมพ์ข้อความหาเพื่อนสนิทที่กรุงเทพฯ
ภูมิ: "กูคิดถึงมึงว่ะ"
จอย: "เฮ้ย! เป็นไร หายไปไหนมา นึกว่าไปบวช งานไม่เดินเหรอวะ"
ภูมิ: "เปล่า... กูอยู่ที่บ้านพ่อแม่... กู... กูเหนื่อยว่ะ... ที่นี่มันเงียบมาก แต่มันวุ่นวายกว่ากรุงเทพฯ อีกนะ......"
ฉันหยุดพิมพ์
ฉันรู้ว่าเพื่อนจะเข้าใจ นี่ไม่ใช่ความวุ่นวายแบบการจราจรติดขัด แต่มันคือ ความวุ่นวายของความรักและความผูกพัน คนอย่างฉันต้องต่อสู้ด้วย
ฉันปิดโทรศัพท์ ตั้งใจว่าจะงีบหลับสักชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้รีเซ็ต แต่เสียงจากห้องนั่งเล่นก็ลอยเข้ามา...
เสียงของพ่อกับแม่ที่คุยกันเบาๆ ที่ฉันพอจะจับใจความได้
แม่: "... สงสารมันนะ... ดูมันเหนื่อยๆ... ฉันว่ามันคงไม่ชินกับอาหารบ้านเรา"
พ่อ: "เออ... แต่พ่อก็เห็นมันยิ้มนะ... ตั้งแต่ไอ้ภูมิย้ายไปทำงานที่นู่น... นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นมันยิ้มได้เต็มที่ขนาดนี้... ถึงจะดูเหนื่อยๆ ก็เถอะ"
แม่: "มันคง... คงดีใจที่ได้อยู่ใกล้เรา... ฉันก็ดีใจนะ... ดีใจที่มันกลับมา... ถึงมันจะไม่ไปทำงานแบบคนอื่น... แต่เขาก็ยังเป็นลูก"
พ่อ: "เออ...ดี วันๆ ไม่ต้องขับรถให้ใคร... แค่มานั่งให้เราเห็นหน้าก็พอแล้ว"
เสียงสนทนานั้นเรียบง่ายมาก เรียบง่ายจนฉันสะอึก
ฉันไม่ได้เหนื่อยเพราะอาหาร หรือเพราะการสนทนาที่ไม่สิ้นสุด แต่ฉันเหนื่อยเพราะฉัน พยายามเป็นใครสักคนที่ไม่ใช่ตัวเอง ตลอดทั้งวัน ฉันพยายามรักษาความเป็นตัวเองไว้
แต่ในสายตาของพ่อแม่... ไม่ว่าฉันจะเป็นอะไร... ฉันก็แค่ลูกชายที่กลับมาอยู่บ้าน และนั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับความสุขของพวกเขา
ความเงียบที่ฉันโหยหา... มันไม่ได้อยู่ที่ความไม่มีผู้คน แต่มันคือ การเป็นตัวเอง ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้นต่างหาก
ฉันลุกขึ้นจากเตียง เดินออกไปที่ห้องนั่งเล่น ซึ่งเป็นเวลาที่พ่อกับแม่กำลังดูข่าวอยู่เงียบๆ
ภูมิ: "พ่อครับ... แม่ครับ..."
พ่อเงยหน้าขึ้นมามอง: "ว่าไงวะภูมิ... หายปวดหัวแล้วเหรอ"
ภูมิ: "ผม... ผมคิดว่า... ผมคงไม่กลับไปกรุงเทพฯ เร็วๆ นี้แล้วครับ"
แม่ยิ้มทันที: "โอ๊ย จริงเหรอลูก"
ภูมิ: "ครับ... ผมจะลองทำงานจากที่นี่ดู... ที่นี่... บ้านแสนสงบ... ก็คงเป็นที่ทำงานใหม่ของผมแล้ว"
แม่: "ดี ดีเลย พ่อก็ไม่อยากให้มึงกลับไปวุ่นวายแล้ว จะได้ช่วยยายวิด ทำขนม..."
ฉันยิ้มอย่างยอมรับ "ครับ... ผมก็คงต้องไปช่วยทำนั่นล่ะครับ"
--ภูมิ--
[จบบันทึก]
โฆษณา