15 พ.ย. 2025 เวลา 13:25 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] ไฟกลางคืน - Youngohm >>> รักษาสปอตไลท์

-เส้นทางการเป็น Rapstar ของ โอม-รัธพงศ์ ภูรีสิทธิ์ (Youngohm Motherfucker!!!) นอกจากจะไปได้ไกลสุดๆระดับปรากฏการณ์แล้ว หนึ่งสิ่งที่ทำให้โอมมีอะไรให้น่าติดตามคือ concept album ที่สะท้อนพัฒนาการของเขาได้ชัดเจนที่สุด และเป็นการรันวงการเพลงไทยที่ถูกที่ควร ในยุคสมัยที่สตรีมมิ่งเข้ามามีบทบาทในการ shuffle เพลงหลากหลายศิลปินคละเคล้ากัน ความสนุกมันอยู่ที่การค้นพบศิลปินใหม่ๆที่น่าสนใจก็จริง แต่มันก็ทำให้เรารู้จักเขาแค่ผิวเผินผ่านซิงเกิ้ลไม่กี่เพลงเท่านั้น
-การฟังเพลงเป็นอัลบั้มยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เราได้รู้จักโลกของเขาอย่างใจเย็นเหมือนเราอ่านหนังสือที่ช่วยให้เราหยุดคิดระหว่างบรรทัดนั่นแหละครับ ซึ่งโอมไม่เคยมองข้ามความสำคัญของสิ่งๆนี้ ราวกับว่าทุก movement ของเขาต้องมีความสลักสำคัญ เหมือนกับอัลบั้มชุดล่าสุด “ไฟกลางคืน” ที่ไม่คิดว่าโอมจะมาเวย์ slow jam ขายความส่วนตัว ไม่เน้นความสนุกแสบซ่าแบบ Bangkok Legacy ไม่ได้พิสูจน์ความเป็นแร็ปเปอร์ที่มาเวย์บู๊เล่าเรื่องวีรกรรมและการใช้ชีวิตสมัยมัธยมแบบ “ธาตุทองซาวน์ด”
-มูฟที่แตกต่างจากงานที่แล้วมานี้เองทำให้ผมต้องเหยียบเบรคก่อนที่จะตัดสินอะไรที่เลยเถิดโดยที่ไม่เข้าใจเลยด้วยซ้ำว่า นี่คือคนที่พยายามจะไม่ซ้ำรอยความสำเร็จเก่าๆนี่เอง ผมนับถือศิลปินประเภทนี้มากนะ กล้าที่จะเปลี่ยนหน้า และดูเหมือนว่าโอมจะไม่แคร์เรื่องเอื้อนมากกว่าแร็พด้วย ซึ่งชุดนี้จัดเอื้อนฉ่ำๆแม่งเลย
-กว่าจะเข้าสู่โหมดแร็พก็ล่อไปครึ่งอัลบั้มแล้ว RAPSTAR ซิงเกิ้ลแรกที่ปล่อยเมื่อปีกลายคือจุด kick off สำหรับสาย rapcore จริงๆ เป็นการปักธง status ให้เป็นที่ยอมรับในบ้านเราทัดเทียม ROCKSTAR #แสงของเมืองใหญ่ ที่ยังคงนำเข้า UK Garage แบบที่เราคุ้นเคยจากเพลง #ธาตุทองเอกมัย นั่นแหละ การเอามาใส่ในอัลบั้มที่เล่าบรรยากาศ night vibe ก็ถือว่าเหมาะเหม็ง ปลุกให้คนตื่นไปใช้ชีวิตต่อได้ (ฮ่าๆๆ) #11เดือน ที่ใส่โหมดแร็พพอหอมปากหอมคอแค่ครึ่ง verse เท่านั้น
-แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยคือ ความเจ้าบทเจ้ากลอนของโอมที่ยังคงติดหูเหลือเกิน เป็นสิ่งที่ทำให้อัลบั้ม “ไฟกลางคืน” มีเซนส์ป็อปที่แข็งแรงน่าคล้อยตามได้ตลอดรอดฝั่ง อีกทั้งการเลือกที่จะ tribute retro ตั้งแต่ชื่ออัลบั้มอันมาจากชื่อนิตยสารปลุกใจเสือป่าแถมด้วยลายแทงสถานบันเทิงยามค่ำคืนในยุค 80’s
-การ blend บทเพลงลูกกรุงของครูเพลง สุรพล สมบัติเจริญ ในเพลง #มอง2568 และ Sunset in Pattaya อันเป็นเสน่ห์ ความคลาสสิคแบบไทยที่ไม่เคยตายหายจากไปไหน ต่อให้ผสมกับ reggaeton หรือ reggae ก็เพิ่มมิติความเอื้อนเอ่ยให้น่าค้นหา #ใจฉันตามเธอไป ตั้งใจขายความคลีเช่ของ Thai City Pop ที่ดันมาได้ถูกจังหวะและเข้ากับบริบท ไม่ว่าผู้ใหญ่หรือลูกเล็กเด็กแดง ฟังครั้งแรกมียิ้มแน่นอน และมันก็ได้เป็นซิงเกิ้ลสมใจอยากแล้ว
-ความแช่มช้าที่โตขึ้นก็เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญที่รู้เลยว่า โอมและทีมโปรดิวซ์เซอร์คนเดิม ภูมิ-Gamer Vader และ ต้น-NINESIXTSOUL เค้าตั้งใจเรียบเรียงอย่างบรรจง ไม่ปล่อยผ่านไปง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็น พาร์ทอาร์แอนด์บีสุดเยือกเย็นไปตามความเลือดเย็นของสาวที่เลือกจะแคร์ chrome heart มากกว่า Ohm’s heart ในเพลง #หัวใจสีดำ การไต่โน็ตตะโกนเสียงใจตัวเองออกมาดังๆเพื่อออกไปคุยกันข้างนอกผับปาร์ตี้ในเพลง Outside
#กรุงเทพมหานคร บัลลาดที่เริ่มยกระดับความเป็นนิราศเมืองกรุงด้วยลวดลายของดนตรีไทยเดิมที่เน้นความแช่มช้าที่งดงาม ไม่ได้มาเวย์จิกกัดผู้ใหญ่บ้านเมืองที่ทิ้งขี้ให้คนรุ่นใหม่เหมือนเพลง Bangkok Legacy แต่สำหรับเพลงนี้ตั้งใจอุทิศให้คนเหงาในเมืองหลวงที่ไม่เคยหลับไหล การเดิมพันทุกวิถีทางเพื่อยกระดับฐานะที่แพงขึ้นในเพลง #Benzดำ และการต้องเผชิญการแข่งขันในยุคที่ทุกคนต่างไขว่คว้าเพื่อจะได้เป็นดาวในวงการบันเทิงบ้างหรือในสถานบันเทิงในเพลง #นครดารา
-สำหรับเพลงปิดท้าย #เจิดจรัส เกิดมาเป็นเพลง “ทะเลดาวประจำ” คอนเสิร์ตชัดๆ เป็นเพลงบัลลาดที่โอมจัดเต็มที่สุดทั้ง vocal และภาคดนตรีที่ใช้พลังแห่งแซ็คโซโฟนในการขับพลังคลี่คลายและปลดล็อกความรู้สึกฟีลกู๊ดได้ดียิ่งยวดเสมอมา นึกถึงอย่างไวๆ The Edge of Glory ของ Lady Gaga ฟีลเฉลิมฉลองประมาณนั้น ถึงแม้ว่าผมจะได้ยิน #เจิดจรัส ตาม Reel ตาม TikTok มาเยอะจัดๆก็ตาม แต่เมื่อถูกวางเป็นแทร็คปิดท้ายก็สามารถทำงานกับอัลบั้มได้ดี ไม่มีอะไรที่เหมาะเหม็งเท่าซิงเกิ้ลฮิตอันแสนคุ้นเคยแล้ว
-รู้ว่าเนี๊ยบขึ้น แต่ก็อดเสียดายในการไม่ยอมลดทอนหรือรวบรัดองค์ประกอบบางอย่างจนกลายเป็นความยืดยาดเสียเอง อินโทรบางเพลงนึกว่าขึ้น interlude แยก ยาวเป็นนาทีกว่าก็มี เพลงที่เป็นไตเติ้ลแทร็คเปิดอัลบั้ม #ไฟกลางคืน ฟังครั้งแรกแอบสับสนนึกว่า เปิดด้วยบีทบรรเลงล้วนๆเลยรึเปล่า ที่ไหนได้…กว่าจะเข้าเพลงก็ล่อไปเกือบนาทีกว่า ซึ่งเจ้าตัวก็ยอมรับในป๋าเต็ดทอล์ค เป็นความตั้งใจแรกที่รวม Intro เข้ากับเพลงกลายเป็นเพลงเดียวอยู่แล้ว
ไตเติ้ลแทร็ค #ไฟกลางคืน จึงกลายเป็นแทร็คที่ไม่ค่อยมีพลัง represent ที่ดีพอ แต่ก็มีความชัดเจนว่า mood and tone และ speed ของอัลบั้มที่เราจะได้ฟังต่อไปนี้จะมาประมาณไหน ใครสายฮาร์ดคอฮิปฮอปน่าจะมีหลับได้
-เมื่อเอาผลงานของยังโอมมาจัด rank ผมชอบชุดนี้น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับสองชุดที่แล้ว ยังคงชอบ Bangkok Legacy มากกว่าในแง่ความรวบรัดที่ย่อยง่ายบาลานซ์ commercial กำลังดี ฟังสนุกได้เรื่อยๆ เอื้อนพอๆกับแร็พ (ฮ่าๆๆ) แต่ถ้าท็อปฟอร์มจริงๆยังคงยกให้ #ธาตุทองซาวนด์ ที่โอมตั้งใจออกจาก comfort zone เดิมๆด้วยการแร็พเล่าเรื่องทั้งอัลบั้ม ท้าทายคนฟังไปเลย ถูกใจคนฟังเพลงเป็นอัลบั้มสุดๆ
-ถึงแม้ผมชอบ #ไฟกลางคืน น้อยที่สุดด้วยเหตุผลการ pacing ที่ติดความช้าจนผมไม่คลิ๊ก 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ใช่ว่างานชุดนี้จะไร้ซึ่ง quality ที่ไม่ได้มอบอะไรให้ผู้ฟังเลยแม้แต่ความบันเทิง จากการฟังบทสัมภาษณ์ของป๋าเต็ดที่มาแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น มันก็ทำให้ผมเชื่อมโยงอะไรได้บางอย่าง นั่นคือคาแรคเตอร์ของโอมที่เป็นคนใช้ชีวิตกลางคืนอยู่แล้ว
-ยิ่งปะติดปะต่อกับสองชุดที่ผ่านมา ผมก็แบบว่า “เออว่ะ ทำไมเราลืมนึกถึงจุดร่วมนี้ไปได้ไง” ขนาดสองอัลบั้มที่ดูร่าเริงกว่า #ไฟกลางคืน บรรยากาศของเพลงส่วนใหญ่จะอยู่ช่วงพลบค่ำถึงดึกดื่นหลังเที่ยงคืนไปเลยนี่หว่า เพลงที่มาจากช่วงกลางวันน้อยแบบนับนิ้วได้จริงๆ
-ผมเลยฟันธงได้อย่างนึงครับว่า #ไฟกลางคืน คืองานเพลงที่ตอกย้ำคาแรคเตอร์ไอ้หนุ่มรัตติกาลได้ชัดเจนจนแทบจะเปลี่ยวกว่างานไหนจริงๆ และมันก็ทำให้รู้ว่า ไอ้หนุ่มสุดซ่าส์ ณ วันนั้น ได้กลายเป็นคนที่โตขึ้นและพยายาม meditate ด้วยการคราฟท์งานให้เห็นเป็นเพลงสายลึกขึ้น เขากำลังบอกเล่าช่วงเวลายามวิกาลที่รู้ดีสุดด้วยเรื่องง่ายๆจากการพบปะผู้คนตามประสาหนุ่มเพลย์บอยที่รักสนุกบ้าง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะปล่อยผ่านความรู้สึกลึกๆนั้นไปง่ายๆเสียทีเดียว
น่าให้โอกาสกับความจริงจังนี้
Give 7/10
Thx 4 Readin’
See Y’all
โฆษณา