17 พ.ย. 2025 เวลา 13:27 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

🚀 ใครคือเจ้าของ “Digital Tools” ในองค์กรยุคใหม่?

เมื่อเส้นแบ่งระหว่าง Business และ IT พังทลาย และทุกคนต้องนิยามบทบาทของตัวเองใหม่แบบหมดข้อสงสัย
====
💥 จุดเริ่มต้นของความเข้าใจผิด เช่น “ทำไมไอทีไม่หาเครื่องมือดีๆ มาให้ใช้?”
นี่คือประโยคที่ได้ยินบ่อยที่สุดในองค์กรไทยทุกระดับ ตั้งแต่ฝ่ายปฏิบัติการจนถึงผู้บริหารระดับสูง มันสะท้อนโครงสร้างความคิดแบบเก่าที่เชื่อว่า
“เรื่องเทคโนโลยี = หน้าที่ของ IT เท่านั้น”
แต่โลกของการทำงานไม่ได้เป็นแบบนั้นอีกต่อไป ในวันที่ SaaS ผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ด, แอปฯ คลาวด์สมัครใช้งานได้ใน 3 นาที, และพนักงานทุกคนต่างมี Mobile Device หรือ AI ส่วนตัวที่ทรงพลัง… การให้ IT "เลือกทุกอย่างแทน" คือการสร้าง คอขวดเชิงยุทธศาสตร์ โดยไม่รู้ตัว
เพราะคนที่เจอปัญหาจริง ไม่ใช่ IT แต่คือ Business Unit (BU) ที่เผชิญ Pain Point ในหน้างานทุกวัน
และเมื่อ BU ไม่ได้เป็นคนเลือกเครื่องมือเอง ผลลัพธ์มักจะเป็นชุดใหญ่ไฟกระพริบ
* เครื่องมือไม่ตอบโจทย์งานจริง
* ใช้ยากจนทีมไม่อยากใช้
* ทีมดื้อ ล้มโปรเจกต์ หรือแอบซื้อเองแบบ Shadow IT เป็นต้น
องค์กรยุคใหม่ต้องยก Ownership เรื่อง Digital Tools กลับไปที่ Business โดยตรง
====
🏛️ ทำไมบทบาทเดิมของ IT “หมดอายุทางกลยุทธ์” แล้ว?
ย้อนกลับไป 10–15 ปีก่อน บทบาทของ IT คือศูนย์กลางการควบคุม ทุกระบบต้องผ่าน IT เช่น
* ซื้อ
* ติดตั้ง
* ซ่อมบำรุง
* อนุมัติสิทธิ์
* อบรมการใช้งาน เป็นต้น
เพราะสมัยนั้นเครื่องมือคือ ระบบใหญ่, ราคาแพง, และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจริงๆ เช่น ERP, Core Banking หรือ Data Center เป็นต้น
แต่วันนี้ โลกเปลี่ยนไปแบบคนละจักรวาล
* 95% ของเครื่องมืออยู่บน Cloud ไม่ต้องติดตั้ง
* Software แยกย่อยแบบ Subscription ซื้อเดือนเดียวแล้วเลิกได้
* ทีมธุรกิจต้องการความเร็วแบบ Real-time, ไม่ใช่รออนุมัติ 3 เดือน
* การเรียนรู้เครื่องมือใหม่ง่ายขึ้นมาก (เพราะ UX ดีขึ้นมหาศาล)
และที่สำคัญที่สุด…การควบคุมอุปกรณ์ทุกอย่างในองค์กร “แทบเป็นไปไม่ได้แล้ว”
เมื่อ IT ยังทำตัวเป็น Gatekeeper แบบเดิม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในหลายองค์กรมักเป็นแบบนี้
* IT โดนมองว่า "ช้า" และ “ขัดขวาง”
* BU แอบใช้เครื่องมือเองจนข้อมูลกระจัดกระจาย
* องค์กรเสียโอกาสในการเพิ่มความเร็ว เป็นต้น
IT ไม่ได้ผิด แต่ บทบาทมันเปลี่ยน และหลายองค์กรยังไม่ทันรู้ตัว
====
🤝 สมการใหม่ที่ต้องยอมรับ = BU เป็น “เจ้าของโจทย์”/ IT เป็น “สถาปนิกมาตรฐาน”
องค์กรระดับโลก เช่น McKinsey, Deloitte, Atlassian, Amazon ต่างย้ายไปสู่โมเดลใหม่นี้เหมือนกันหมด เพราะมันคือคำตอบเดียวที่ทำให้องค์กรเร็วขึ้นโดยไม่เสียความปลอดภัย
🔹 บทบาทใหม่ของ Business Unit (BU)
BU ต้องยกระดับจาก User ไปเป็น Decision Maker สำหรับเครื่องมือที่ตัวเองจะใช้
* เข้าใจ Pain Point ของตัวเองจริง
* ทดลอง, ค้นหา, เปรียบเทียบตัวเลือกได้
* มี Digital Literacy ขั้นพื้นฐาน
* เป็นเจ้าของผลลัพธ์ ไม่ใช่รอให้ IT ตัดสินใจแทน
🔹 บทบาทใหม่ของ IT
จากเจ้าของระบบ → สู่ Governance Architect
* วางมาตรฐานความปลอดภัย (Security Framework)
* ออกแบบกติกาการใช้งาน (Governance Model)
* สร้าง Integration ที่เชื่อมระบบต่างๆ ให้ทำงานร่วมกัน
* เป็น “ที่ปรึกษาเชิงกลยุทธ์” ไม่ใช่คนเลือกแอปฯ แทนทุกทีม
IT ไม่ได้หายไป  แต่กลายเป็นสมองกลางขององค์กรที่ช่วยให้ทุกทีมเลือกเครื่องมือได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน
====
🌉 การทลายไซโล Business – IT คือ “เงื่อนไขขององค์กรเร็ว”
องค์กรที่ยังแบ่งทีมแบบเดิม (IT อยู่ตึกหนึ่ง / Business อยู่อีกตึกหนึ่ง) จะเจอปัญหาเดิมซ้ำๆ
* ความเข้าใจคลาดเคลื่อน
* การอนุมัติหลายชั้น หรือโยนไปมาเพราะคิดว่าไม่ได้เกี่ยวกับตัวเอง
* ใช้เวลาแก้ปัญหานานเกินไป
* งานตกหล่นเพราะคุยกันผ่านหลายทอด
บริษัทชั้นนำจึงหันไปใช้โมเดล Embedded Tech คือ “ฝัง Data Analyst, Engineer, UX, และ Product เข้าไปทำงานกับทีมธุรกิจแบบประจำ”
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง
* ปิดโปรเจกต์เร็วกว่า
* ความเข้าใจผู้ใช้ลึกขึ้นทันที
* ลดการประชุมที่ไม่จำเป็น
* ปัญหาแก้ได้ตรงจุดตั้งแต่ต้นน้ำ เป็นต้น
เพราะทุกคน “เห็นของจริง” พร้อมกัน ไม่ต้องรอแปลความหมายหลายต่อ
====
🧭 ข้อมูลโปร่งใส = วงจรอุบาทว์ของไซโลจะถูกทำลาย
องค์กรที่ Transform สำเร็จล้วนมีสิ่งนี้เหมือนกัน “ข้อมูลที่ทุกคนเข้าถึงได้ และวัดผลได้จริง”
ผู้นำต้องเห็นข้อมูลชุดต่อไปนี้แบบ Real-time
* Process ขั้นไหนช้าที่สุด?
* งานค้างอยู่ตรงใคร?
* เครื่องมือไหนช่วยเพิ่มความเร็วจริง?
* ความร่วมมือระหว่าง BU–IT มีผลลัพธ์ดีขึ้นหรือแย่ลง?
ข้อมูลทำให้ทุกอย่างชัดเจน และลด “ความรู้สึกส่วนตัว” ที่เป็นต้นตอของความขัดแย้งในองค์กรไทยส่วนใหญ่
องค์กรที่ใช้ข้อมูลอย่างถูกต้อง จะใช้ข้อมูลเพื่อ
* ปรับโครงสร้าง
* ออกแบบ Workflow ใหม่
* ลดขั้นตอน
* ปิดคอขวด
* ไม่ใช่เพื่อตำหนิพนักงาน
====
✨ Digital Transformation = ไม่ใช่งานของ IT แต่เป็นงานของ “ทั้งองค์กร” นี่คือความจริงที่หลายองค์กรยังเข้าใจผิดอย่างหนัก
Digital Transformation ไม่ใช่สิ่งที่ “ซื้อ” ได้ ไม่ใช่โปรเจกต์ที่ทำปีเดียวแล้วจบ และไม่ใช่ภาระของ IT
มันคือวิธีการใหม่ของการบริหารองค์กรทั้งหมด องค์กรที่ยังมองว่า “เรื่อง Tools ให้ IT จัดการ” จะเจอเหตุการณ์ต่อไปนี้เสมอ
* เครื่องมือไม่ตอบโจทย์ผู้ใช้
* ทีมธุรกิจพัฒนาไม่ทันคู่แข่ง
* การทำงานล่าช้าเพราะรอ IT
* ข้อมูลกระจัดกระจาย ไม่มีศูนย์กลาง
แต่อนาคตขององค์กรที่เติบโตเร็ว จะเป็นแบบนี้
* BU เลือกเครื่องมือเองได้
* IT ออกแบบมาตรฐานกลาง
* ทุกฝ่ายเห็นข้อมูลร่วมกัน
* ทีม Business–IT ทำงาน “เคียงข้างกัน” ไม่ใช่ “ส่งงานต่อกันเป็นทอดๆ” เป็นต้น
เพราะเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นอาวุธเชิงกลยุทธ์ในการชนะตลาด
องค์กรที่ยังวาง IT ไว้ "หลังบ้าน" คือองค์กรที่กำลังเดินย้อนศร ในโลกที่ทุกอย่างวิ่งด้วยความเร็วระดับ 5G
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#DigitalTransformation
#Leadership
#BusinessAndIT
#CorporateCulture
#SaaS
#ภาวะผู้นำ
#วัฒนธรรมองค์กร
โฆษณา