Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Unheard Words | เสียงในหมอก
•
ติดตาม
19 พ.ย. 2025 เวลา 07:31 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี
AI ที่เริ่มฟังภาษาของเซลล์ สู่ จุดเปลี่ยนของสงครามมะเร็ง
บางเหตุการณ์ในโลกเกิดขึ้นแบบไม่ส่งเสียง
เหมือนรอยแตกเล็ก ๆ ใต้พื้นผิวที่ไม่มีใครเห็น
แต่วันหนึ่ง เมื่อเราหันกลับมา เราถึงรู้ว่าภูมิประเทศทั้งแผ่น ไม่เหมือนเดิมแล้ว
งานวิจัยของ Google DeepMind กับ Yale ที่เผยแพร่ในเดือนตุลาคมปีนี้—โมเดล AI ชื่อ C2S-Scale 27B ที่สามารถตีความ ภาษาเซลล์ และช่วยค้นพบกลไกที่อาจใช้พลิกหน้าประวัติศาสตร์ของภูมิคุ้มกัน ก็คือหนึ่งในรอยแตกแบบนั้น
มันไม่ใช่คำประกาศว่า “มะเร็งรักษาหายแล้ว”
ไม่ใช่ยาวิเศษ
ไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่สวยงามแบบหนังไซไฟ
แต่มันคือ การขยับครั้งแรกของสมองแบบใหม่
สมองที่ไม่ใช่มนุษย์ แต่กลับคิดได้ในพื้นที่ที่เรามองไม่เห็นมานานหลายศตวรรษ
และบางครั้ง…สิ่งที่เปลี่ยนโลกที่สุด ก็มาถึงแบบเงียบ ๆ แบบนี้แหละ
1 ปัญหาที่ไม่ใช่ปัญหาเดียว แต่เป็นเงาของระบบทั้งระบบ
มะเร็งไม่ใช่ศัตรูที่ตะโกนเสียงดัง
มันชนะเพราะเงียบ และเพราะ ซ่อนตัวได้ดีกว่าเรา
เกือบ 60–70% ของเนื้องอกทั่วไปจัดอยู่ในกลุ่ม cold tumor
กลุ่มที่ภูมิคุ้มกันไม่รู้จัก มันเลย
เหมือนผู้บุกรุกเดินอยู่กลางบ้าน แต่ไม่มีเสียงเท้า ไม่มีเงา ไม่มีสัญญาณให้ทหารยามหันมามอง
ระบบภูมิคุ้มกันใช้โปรตีนชื่อ MHC class I เป็นป้ายชื่อ
เป็นเหมือนบัตรประชาชนของเซลล์
แต่เซลล์มะเร็งจำนวนมากเลือกจะ “ถอดป้ายชื่อทิ้ง”
ไม่ใช่เพราะมันฉลาด
แต่เพราะวิวัฒนาการสอนมันให้เอาตัวรอดด้วยการพรางตัว
โจทย์จึงไม่ใช่แค่
“ทำอย่างไรให้ฆ่ามะเร็งได้?”
แต่เป็น
“ทำอย่างไรให้มันยอมเปิดเผยตัวก่อนจะถูกฆ่า?”
มันคือปัญหาเชิงระบบ ไม่ใช่แค่ปัญหาของยา
และนี่คือพื้นที่ที่มนุษย์เริ่มตันมานานแล้ว
2 โมเดลที่ไม่ท่องจำ แต่ตีความข้อความที่ไม่มีใครเคยได้ยิน
C2S-Scale 27B ไม่ได้ถูกฝึกมาเพื่อรู้ว่า ยา A รักษามะเร็ง B
มันถูกฝึกให้ตีความ transcriptomic pattern ของเซลล์หลายสิบล้านเซลล์
ข้อมูลระดับ single-cell ที่มีตัวเลข expression หลายพันตัวต่อเซลล์
บนกระดาษ มันคือ matrix ขนาดยักษ์
ในความจริง มันคือภาษา และ AI ตัวนี้ถูกสร้างมาเพื่อฟังภาษาแบบนั้น
กลไกสำคัญของมันมีสองชั้นที่มนุษย์ไม่ค่อยทำ:
1.
ชั้นที่ 1: อ่านเซลล์แบบเดี่ยว (in vitro)
2.
ชั้นที่ 2: อ่านเซลล์ในโลกจริง (in vivo–like)
สองโลกนี้ต่างกันเหมือนมนุษย์ตอนอยู่คนเดียวกับตอนอยู่ในสังคม
เซลล์มะเร็งเปลี่ยนบทสนทนา เมื่อมันอยู่ร่วมกับภูมิคุ้มกันจริง
เหมือนคนที่เปลี่ยนโทนเสียงทันทีที่เจอคนที่ทำให้เขากลัว
AI มอง behavioral shift แบบนี้ได้ เพราะมันไม่ล้า ไม่ลืม และไม่ต้องการพัก
และตรงนี้แหละคือรอยต่อที่มนุษย์เริ่มปล่อยหลุดไปหลายปีแล้ว
3 Virtual Screening 4,000 ตัว ที่ทำให้เรารู้ว่าโลกใบนี้ยังมี blind spot อีกมาก
ผลลัพธ์ที่ดังที่สุดของงานนี้ไม่ใช่ชื่อยา
แต่คือจำนวน blind spot ที่มันเปิดเผย
AI ทำ virtual screening ยา 4,096 ตัว
เพื่อหาว่าสารตัวไหนจะไปเพิ่ม antigen presentation
หรือพูดง่าย ๆ คือ บังคับให้เซลล์มะเร็งเปิดไฟโชว์ตัวเอง
สารที่เด่นที่สุดคือคู่
silmitasertib + interferon ขนาดต่ำ
ที่เพิ่มระดับ MHC class I ได้สูงถึง ~40–50% ในบางชนิดของเซลล์มะเร็งปอด
ตัวเลขนี้อาจไม่ดูเวอร์วัง
แต่ในโลกภูมิคุ้มกัน นี่คือการขยับที่ใหญ่กว่า การยิงยาแรง ๆ หลายตัวรวมกัน
เพราะมันไปแตะ “ช่องลับ” ของกลไกที่มนุษย์ยังไม่เคยใช้เป็นอาวุธมาก่อน
และที่น่าคิดที่สุดคือ
จากยาที่ AI เลือกมา กว่า 70% ไม่เคยถูกมนุษย์เชื่อมโยงกับเส้นทางนี้มาก่อน
มันเหมือนมีเด็กประถมที่ไม่เคยเรียนหมากรุกมาก่อน
แต่เดินหมากแบบที่ทำให้ Grandmaster หยุดมอง แล้วถามว่า
“ทำไมฉันไม่เคยคิดแบบนี้?”
4 GPT-5 กับคณิตศาสตร์: หลักฐานที่บอกว่า AI เริ่มคิดในพื้นที่ที่ไม่ใช่ pattern
ด้านชีววิทยายังพออธิบายได้ว่าเป็นเรื่องของข้อมูลเยอะ
แต่ด้านคณิตศาสตร์ ศาสตร์ที่ไม่อาศัยข้อมูลดิบแต่ใช้โครงสร้างตรรกะล้วน ๆ คือสนามที่ไม่มีใครคาดว่า AI จะก้าวข้ามได้เร็วแบบนี้
เคสที่โด่งดังที่สุดคือ
Sebastien Bubeck ให้ GPT-5-Pro พิสูจน์ผลลัพธ์ของปัญหา convex optimization
ช่องว่างในปัญหาคือ 1/L
โมเดลใช้เวลาเพียง 17 นาที
ขยาย bound เป็น 1.5/L
แล้วนักวิจัยภายหลังปิด gap เพิ่มเป็น ~1.75/L
ประเด็นไม่ใช่ตัวเลข
แต่คือความจริงที่ว่า AI เลือกเส้นทางพิสูจน์ที่มนุษย์ไม่ได้เลือกในตอนแรก
มันไม่ได้ฟิตตาม pattern
มันให้เหตุผล ด้วยโครงสร้างของมันเอง
ปรัชญาวิทยาศาสตร์เรียกสิ่งนี้ว่า
abductive reasoning การสร้างคำอธิบายใหม่ในพื้นที่ที่ยังไม่มีคำอธิบาย
ถ้า AI ทำได้ทั้งในชีววิทยาและคณิตศาสตร์
ก็แปลว่ามันไม่ได้เป็นเพียงสถิติที่ขยายใหญ่
แต่มันกำลังเป็นกลไกสร้างเหตุผลแบบใหม่ที่เราเพิ่งเริ่มเข้าใจ
5 ความหวังที่กว้างขึ้น แต่ขอบเขตความเป็นจริงก็ไม่หายไป
งานนี้น่าตื่นเต้น
แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะรักษามะเร็งพรุ่งนี้
ระหว่าง การเปิดไฟในเซลล์มะเร็งกับ ยาที่ปลอดภัยสำหรับมนุษย์
ยังมีช่องว่างอีก 8–12 ขั้น:
1.
พิษเฉียบพลัน
2.
พิษเรื้อรัง
3.
ความหลากหลายของผู้ป่วย
4.
Mutation ที่เกิดซ้ำ
5.
ความเสี่ยงการกระตุ้นภูมิคุ้มกันมากเกินไป
6.
ความต่างของไมโครอีโคซิสเต็มในอวัยวะแต่ละส่วน
7.
เศรษฐศาสตร์ยา
8.
โครงสร้างการเข้าถึงยาในโลกจริง
แต่ถ้าปัญหาคือความมืด
AI ทำให้เรามีไฟฉายที่สว่างกว่าเดิมมาก
จากที่ต้องสุ่มทดลองแบบหวังว่าจะเจออะไรสักอย่าง
ตอนนี้ทิศทางเริ่มชัด
เหมือนคนที่มีแผนที่แทนการเดินในป่าดิบเปล่า ๆ
และบางครั้ง สิ่งที่ต่างระหว่าง “ทัน” กับ “ไม่ทัน”
คือความเร็วของแผนที่ใบนี้เอง
6 สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ เราอาจกำลังอยู่ต้นยุค ไม่ใช่ปลายยุค
ถ้า AI ตอนนี้ค้นพบกลไกระดับเซลล์ได้
อีกไม่กี่ปีมันอาจค้นพบ ความผิดปกติระดับก่อนเซลล์ ระดับที่แม้แต่จุลทรรศน์ก็ไม่บอกอะไรเรา
นักวิจัยด้านชีวฟิสิกส์บางคนพูดว่า
“ถ้าเราเข้าใจความไม่เสถียรของเซลล์ก่อนมันกลายเป็นมะเร็ง เราอาจป้องกันได้แทนที่จะรักษา”
นั่นคือโลกที่
1.
มะเร็งอาจไม่เกิด
2.
หรือเกิดแล้วถูกตรวจเจอในระดับที่เรายังไม่มีคำเรียก
3.
หรือถูกบังคับให้กลับสู่สภาวะปกติด้วยสัญญาณทางชีวเคมีเฉพาะทาง
และสิ่งที่น่าขนลุกคือ
เทคโนโลยีที่เปิดประตูนั้น เริ่มต้นแล้วโดยที่เราแทบไม่ได้ยินเสียงมันเลย
เพราะมันไม่ได้เกิดในห้องผ่าตัด
แต่มันเกิดบน GPU
ไม่ได้เกิดจากหมอ
แต่เกิดจากโมเดลภาษาที่อ่าน transcript ของเซลล์เหมือนอ่านบทกวี
7 โลกไม่ได้ถามว่า AI เก่งแค่ไหน แต่ถามว่า มนุษย์จะใช้ความเก่งนี้อย่างไร
เงินทุนด้าน AI เพิ่มขึ้นมหาศาล
แต่เงินทุนด้านการเข้าถึงยาที่เท่าเทียมไม่ได้เพิ่มตาม
การค้นพบทางชีววิทยาที่เร็วขึ้นไม่ได้แปลว่าความเหลื่อมล้ำจะลดลง
คำถามสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่
“AI จะรักษามะเร็งได้ไหม?”
แต่คือ
“ยาที่ AI ค้นพบ จะไปถึงมือใครก่อน?”
ระบบทุน
ระบบสิทธิบัตร
ระบบประกันสุขภาพ
ทุกอย่างกำลังเข้าปะทะกับความเร็วใหม่ของ AI
หมายความว่า
ถ้า AI สามารถลดเวลาค้นพบยาเหลือเพียงวัน
แต่ระบบมนุษย์ยังล่าช้าเหมือนเดิม
เราจะเปลี่ยนวิทยาศาสตร์ได้
แต่เราเปลี่ยนชีวิตคนไม่ได้
และนี่คือเงาที่บทความแบบ popular science มักไม่พูดถึง
แต่ถ้าไม่พูด บทความนี้อาจไม่ต่างออกไป
8 ตอนจบที่ไม่ใช่ความหวังหวือหวา แต่เป็นความจริงที่คมกว่า
ความก้าวหน้าครั้งนี้ ไม่ใช่ชัยชนะ
มันคือ เสียงเท้าก้าวแรก บนเส้นทางใหม่ที่ยาวมาก
แต่เสียงเท้านั้น ดังพอจะทำให้คนที่ฟังเงียบ ๆ รู้ว่า
ยุคของการค้นพบแบบมนุษย์อย่างเดียว…ใกล้จะจบลงแล้ว
ไม่ใช่เพราะมนุษย์ไม่เก่งพอ
แต่เพราะโลกซับซ้อนกว่าที่สมองคนจะรับไหวในหนึ่งชีวิต
และ AI กลายเป็นสิ่งที่บอกเราว่า
“บางคำตอบ…อาจต้องการสมองที่สร้างมาเพื่ออ่านความซับซ้อนมากกว่าสร้างเพื่อเอาตัวรอด”
นี่ไม่ใช่บทความเพื่อขายความหวัง
นี่ไม่ใช่บทความเพื่อประกาศว่าเราใกล้รักษามะเร็งแล้ว
นี่คือบทความเพื่อบอกว่า
เส้นเรื่องของสงครามนี้ ขยับไปแล้ว
แบบที่เงียบ แต่อันตราย
นิ่ง แต่ลึก
และแม้ไม่ใช่บทที่คนจะกดแชร์เป็นล้าน
มันคือบทที่จะถูกย้อนกลับมาอ่านอีกครั้งตอนประวัติศาสตร์เฉลยว่า
“ฤดูกาลแห่งการค้นพบ…เริ่มตรงนี้”
1 บันทึก
2
1
1
2
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย