หลังจากที่ Hayley Williams และชาวคณะ Paramore สิ้นสุดสัญญากับค่าย Atlantic Records เป็นเวลา 20 ปีเต็ม อนาคตของวงที่เจ้าตัวเคยบอกไว้ว่า “ยังเอาแน่เอานอนไม่ได้” ก็ทำให้อดห่วงถึงประวัติศาสตร์ที่อาจซ้ำรอยไม่ได้ ล่าสุด Hayley ก็ออกมาเคลมในสัมภาษณ์ Popcast ของ New York Times แล้วว่า ตอนนี้วงอยู่ในช่วงพักเบรค เธอเองก็ตั้งใจจะลุยงานเดี่ยวแบบเต็มสูบตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
-มันยังคงมีเวลาที่ Paramore จะกลับมาอยู่ใน outfit ใหม่ที่เข้ากันได้ และไม่มีนักดนตรีคนไหนเก่งเท่า Zac Farro และ Taylor York อีกแล้ว เป็นการทำให้โล่งใจได้ว่า พวกเขาไม่ได้แตกหักแต่อย่างใด จากอัลบั้มก่อน This Is Why ที่ผมเคยได้รีวิวไว้ สิ่งนึงที่ผมสัมผัสได้ก็คือความกลมเกลียวที่มีมากขึ้น และพวกเขาเริ่มรู้ใจตัวเองได้ดีพอที่จะมานั่งล้อมวง deep conversation ร่วมกันได้ แล้วถึงเวลาที่ Hayley ได้มี deep conversation กับตัวเองเสียที
-ออกตัวก่อนเลยว่า นี่คือ solo album ของเฮย์ลี่ย์ที่ผมชอบมากที่สุด สัมผัสได้ถึงประสบการณ์ที่ถูกสั่งสมมันเริ่มอยู่ตัว มีพัฒนาการจากสองงานเดี่ยวที่แสดงให้เห็นถึงการโฟกัสที่ถูกจุดยิ่งขึ้น
-สำหรับชุดที่ 3 EDAABP กลมกล่อมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มีการเปลี่ยนแปลงทีมโปรดิวซ์เซอร์ อาทิเช่น Daniel James (Canon Blue), Brian Robert Jones, Steph Marziano และ Jim-E Stack มาร่วมรังสรรค์
-ต่อให้รอบนี้ไม่เลือกใช้ใครคนใดในวง Paramore แต่ผลลัพธ์ที่ได้ fit in ตัวเธออย่างเหมาะเหม็ง สามารถผสมปนเปทั้งความคุ้นเคยกับความแปลกใหม่ที่เธอไม่เคยลองได้อย่างลงตัว เป็นการเสาะหาจุดร่วมของสไตล์นอกตัวเธอเข้ากับสไตล์ดั้งเดิมของเธอได้แนบเนียนมากๆ
-อัลบั้มที่ดูเหมือนเพลย์ลิสท์รวมซิงเกิ้ลซอยย่อยได้กลายเป็นอัลบั้มที่มีลู่ทางไปสู่ตัวเธออย่างไม่กระจัดกระจาย ทำให้ผมได้รู้จัก Hayley Williams มากกว่าสองอัลบั้มก่อนด้วยซ้ำ
-ไตเติ้ลแทร็ค Ego Death at a Bachelorette Party เป็นการแสดงความรู้สึกสุดปลง พร้อมกับการเลิกสำคัญตนผิดว่า อันที่จริงแล้วเราก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปมากกว่านั้น การที่เธอประสบความสำเร็จตอนอายุยังน้อย แล้วเพิ่งมานั่งดาวน์นั้น ไม่ต่างจากการเพิกเฉยเสียงเบื้องบนที่เคยส่งสัญญาณเตือนไปแล้วว่า มันไม่เวิร์คที่จะไขว่คว้าการยอมรับตั้งแต่แรก
-ความคาดหวังของการเป็นพี่สาวคนโตในเพลง Kill Me ที่ขอยอมตายดีกว่าให้กูไปเป็นด่านหน้าเผชิญความ turmoil มากกว่านี้เลย เพราะฉะนั้นไปหาทหารหญิงคนอื่นๆเถอะ คำสาปของคนเกิดก่อนมักจะเป็นตัวโดนก่อน จำต้องซึบซับความผิดพลาดเพื่อเอามาถอดบทเรียนป้องกันเรื่องแย่ๆที่จะเกิดขึ้นในคนรุ่นถัดไปเสมอ
-Glum ซิงเกิ้ลแรกที่แสดงความหม่นหมองและความโดดเดี่ยวที่ย้อนแย้งแม้วันที่แดดส่อง ตอนฟังครั้งแรกก็รู้สึก “อิหยังวะ” ไปกับออโต้จูนประหลาดๆอะไรอีกวะเนี่ย แต่พอมาดูบริบทของเพลงก็เริ่มจับทางได้และค่อนข้าง make sense ในการหยอกเย้าความบิดเบี้ยวในสภาวะโรคซึมเศร้าอยู่เหมือนกัน แต่ก็ไม่อยากให้พลาดคลิปเวอร์ชั่น acoustic live เพื่อให้ได้ฟังเสียงจริงด้วย เป็นความโมโนโทนที่โคตรดีเลย
-การเขียนจดหมายถึงการรักษาโรคซึมเศร้าด้วยการทานยาที่อาจทำให้อารมณ์สวิงเป็นพิเศษในเพลงชื่อเดียวกับยา Mirtazapine ที่มาโหมด Post Punk ใกล้เคียงกับยุค This is Why มากที่สุด จากสภาวะขึ้นๆลงๆนำพาซึ่งการแพ้เสียงในหัวที่เต็มไปด้วยคำพูดในแง่ลบเต็มไปหมด ทั้งๆที่การสะท้อนตัวตนควรจะเป็นวิธีในการประคับประคองตัวเองที่ดีสุดในเพลง Negative Self Talk
-การตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์ที่แล้วมาที่ไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย ต้นตอแห่งความโดดเดี่ยวที่คอยสะกิดแผลเธอออยู่ร่ำไป ไม่ว่าจะเป็น ความพยายามต่อติดคนที่เดี๋ยวมาเดี๋ยวหายในเพลง Disappearing Man ที่มาแต่ตัว ไร้ซึ่งอารมณ์ที่จะเข้าหา เพิกเฉยจนปล่อยผ่านคนใกล้ตัวไปโดยง่าย
-Love Me Different การเจอคนที่สำคัญตัวผิดว่า รู้จักและรักเธอดีกว่าใคร ทั้งๆที่เขาไม่ได้แตกต่างจากคนอื่นๆเลย กลายเป็นความรู้สึกไม่มั่นคงถึงขั้นต้องไปส่องช่อง Alex Read Tarot ใน TikTok เพื่อดูดวง ไถไปเรื่อยจนดึกดื่นถึงตีสาม
-การตั้งกำแพงที่ดูจะหนาแน่นและแข็งแกร่งเกินไปจากประสบการณ์ความรักครั้งเก่าที่จบได้ไม่สวยนัก และการห้อมล้อมด้วยสังคมชายแทร่ในทุกอณูตั้งแต่วงการเพลงยันจนถึงพิธีแต่งงานในเพลง Hard เมื่อย้อนนึกกลับไป สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้เธอกลับรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองมากนัก ต้องทำตัวแข็งแกร่งตลอดเวลาจนกลายเป็นความตึงที่ยากจะโอนอ่อนตาม
-ต่อให้เธอหม่นหมองหรือโกรธเกรี้ยวแค่ไหนก็ตาม เธอยังคงมีด้านสบายๆที่อยากจะยิ้มเยาะเหมือนกัน เห็นได้จากแทร็คเปิดอัลบั้ม Ice On My OJ เป็นการ swag (จิบน้ำส้มเย็น)ในแบบของเธอ ประชดประชันถึง haters ทั้งหลายที่เคยสบประมาทเธอนั่นแหละ
ตั้งแต่ตอนตั้งวง Paramore แรกๆก็โดนตัดชื่อความเป็น Punk Rock Band เพียงเพราะว่าวงมีนักร้องนำเป็นผู้หญิง ด้วยความที่เป็น frontwoman โดดเด่นจนดังกว่าคนอื่นๆ ยิ่งทำให้ Paramore ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นวงตั้งแต่แรก
ในท่อนแยก I’m in the band กูอยู่ในวงโว้ย เป็นการตอกย้ำที่ขำขันดี แถมตอนขาย merch เธอก็ปั่นชาวเน็ตด้วยการขายเสื้อสกรีนประโยค Hayley Williams is my favourite band ไปด้วยเลย ต่อให้ใครสบประมาทมากแค่ไหนก็ตาม เธอยังคงได้รับผลประโยชน์จากวงการบันเทิงอยู่ดี
-การต้องดีลกับชื่อเสียงของวงที่ถูกจับจ้อง โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ดราม่าของวงที่เดี๋ยวก็รักเดี๋ยวก็ตีกันไม่ต่างจากสัตว์ที่ถูกฉายตามสารคดีในเพลง Discovery Channel ที่ได้มีการนำท่อนฮุกเพลงสุดทะลึ่งอย่าง The Bad Touch ของ Bloodhound Gang มาหยอกเย้ากับสิ่งที่เธอและวงต้องมีเรื่องราวความสัมพันธ์ภายในให้ได้พูดถึงตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา
-ในเรื่องมุมมองความรักนั้น ใช่ว่าจะสร้างเกราะแน่นหนาอย่างที่ตั้งการ์ดไว้ในเพลง Hard แล้วไม่เปิดใจเสียทีเดียว เธอยังคงเป็นสาวโลกสวยที่อยากฟุ้งฝันการมีรักที่ดีแบบในเพลง Whim ที่ขับเคลื่อนด้วยป็อปสุดหวาน ไม่หวั่นความผิดหวังแม้กลับมาย้อนทำร้ายตัวเอง ผมชอบที่เฮย์ลี่ย์เปรียบเปรยความรักที่ดีควรเป็นเหมือนผ้าพันแผลที่สะอาดพอจะห้ามแผลได้ (Searching for a bloodstain, bandages are clean)
-การโชว์ความ Cinephile ด้วยการแต่งเพลงรักเชื่อมโยงกับภาพยนตร์สุดโปรด ไม่ว่าจะเป็น การ tribute ภาพยนตร์เรื่อง The Life Aquatic with Steve Zissou ด้วยเพลง Zissou ที่พร้อมยอมดำน้ำ(เปิดใจ) เพราะแน่ใจแล้วว่าน้ำมันใสพอที่จะตะลุยลงไปได้ และเพลงดรีมป็อปสุดคาวาอี้ที่เฮย์ลี่ย์ไม่เคยทำมาก่อนในเพลง Dream Girl In Shibuya ซึ่งก็ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังเรื่อง Lost In Translation ที่ว่าด้วยการเติมเต็มความเหงาของคนสองคนท่ามกลางความแปลกแยกของฝรั่งในเมืองญี่ปุ่นเหมือนกัน
-ความพยายาม reconnect กับคนที่เริ่มห่างเหินกับเธอถึงแม้ว่าจะมีความหวังอย่างล้มๆแล้งๆก็ตาม ด้วย เพลง ambient folk pop สุดประนีประนอมอย่าง Blood Bros ฟีลเพลงใกล้เคียงกับบางเพลงใน folklore ของ Taylor Swift เลย ต่อเนื่องด้วยความรู้สึกไม่ยอมแพ้ง่ายๆด้วยท่วงทำนอง slow rock สุดหนักแน่นและเข้มข้นในเพลง I Won’t Quit On You
-สามแทร็คสุดท้ายที่เพิ่งถูก add เข้ามาเดือนละเพลงนั้นก็เหมือนเป็นการบอกโดยนัยถึงชีวิตรักขึ้นๆลงๆที่เธอประสบในแบบที่ไม่ได้บอกโต้งๆว่าเกี่ยวกับ Taylor York หรือไม่ แต่ที่แน่ๆเธอยังคงฝังใจกับสามีคนเก่า Chad Gilbert ไม่มีวันจาง ตั้งแต่การร่วงหล่นโดยที่ไม่มีร่มชูชีพหรือ safety net ใดๆมารองรับในเพลง Parachute เพลงที่มีกลิ่น rage rock แบบ Paramore ดั้งเดิมมากที่สุด
-การรำลึกความหลังที่ดีปนร้ายในเพลง Good Ol’ Days ชวนให้นึกถึง Good Days ของ SZA ทั้งจากชื่อเพลงและอิทธิพล Pop R&B ที่ Hayley ซึมซับมาช่วงหลัง ๆ ถ้าใครติดตาม IG ของเธอก็น่าจะเห็นว่าตอนปล่อยเพลงนี้ เธออัปโหลดฟุตเทจและคลิปเบื้องหลังยุค After Laughter กว่า 100 โพสต์รวด เหมือนเป็นวิธีป้อน ‘บริบท’ ให้แฟนเพลงได้ดื่มด่ำกับความทรงจำยุคอัลบั้มเก่าที่เชื่อมโยงกับ Good Ol’ Days โดยตรง
อาจเรียกได้ว่า Good Ol’ Days คือ “ภาคต่อของ Hard Times” ก็ยังได้ เมื่อดูจากประโยคในฮุกที่โผล่มาแบบโต้ง ๆ ว่า “Who knew the hard times were the good ol’ days?” มันเต็มไปด้วยท่วงท่าประชดประชัน ดิบ ๆ ตรง ๆ ที่เริ่มต้นจากชีวิตซึมเศร้าหลังหย่าร้าง ก่อนจะไต่ระดับพลังงานขึ้นไปสู่ความรู้สึกดีที่ค่อย ๆ กลับมาอย่างช้า ๆ
Top Tracks: Ice On My OJ, Glum, Kill Me, Whim, Mirtazapine, Love Me Different, Negative Self Talk, Ego Death at a Bachelorette Party, Hard, True Believer, Dream Girl In Shibuya, I Won’t Quit On You, Parachute, Good Ol’ Day, Showbiz