24 พ.ย. เวลา 04:13 • ข่าวรอบโลก

สรุปไทม์ไลน์จีน-ญี่ปุ่นขัดแย้งกันเรื่องใด ทำไมปักกิ่งห้ามคนไปเที่ยว

สัปดาห์ที่ผ่านมาเอเชียมีข่าวใหญ่เรื่องความขัดแย้งระหว่างสองมหาอำนาจ ‘จีน-ญี่ปุ่น’ ล่าสุดถึงขนาดรัฐบาลปักกิ่งห้ามคนไปเที่ยว เว็บไซต์บีบีซีเปิดไทม์ไลน์หาที่มาที่ไป เรื่องนี้ชนวนเหตุเกิดขึ้นในรัฐสภาญี่ปุ่น
📍7 พ.ย. เหตุเกิดที่สภา
การประชุมสภาญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ 7 พ.ย. ส.ส.ฝ่ายค้านตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ถึงสถานการณ์เกี่ยวกับไต้หวันที่ถือว่าเป็นภัยคุกคามการอยู่รอดของญี่ปุ่น
“หากมีเรือรบและการใช้กำลัง ไม่ว่าคุณจะคิดว่าอย่างไร นี่ถือได้ว่าเป็นสถานการณ์อันเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอด” ทาคาอิจิตอบ
ทั้งนี้ คำว่า “สถานการณ์อันเป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอด” เป็นถ้อยคำในกฎหมายความมั่นคงปี 2015 หมายถึงเมื่อมีการโจมตีด้วยอาวุธต่อพันธมิตรเป็นภัยคุกคามที่มีอยู่จริงต่อญี่ปุ่น ในกรณีเช่นนั้นญี่ปุ่นสามารถใช้กองกำลังป้องกันตนเองตอบโต้ได้
คำพูดของทาคาอิจิสร้างความไม่พอใจให้กับรัฐบาลปักกิ่งทันที กระทรวงการต่างประเทศจีนเรียกคำพูดนี้ว่า “น่ารังเกียจ”
📍8 พ.ย.กงสุลจีนขู่ตัดหัวนายกฯ ญี่ปุ่น
วันรุ่งขึ้น (8 พ.ย.) เสวียเจี้ยน กงสุลจีน ณ นครโอซกาแชร์ข่าวความเห็นของนายกฯ ทาคาอิจิที่กล่าวในสภา บนแพลตฟอร์ม X แล้วใส่คอมเมนท์ส่วนตัวเข้าไปด้วยว่า “หัวสกปรกที่ตั้งอยู่นั้นต้องถูกตัดทิ้ง”
📍10 พ.ย. ญี่ปุ่นตอบโต้
มิโนรุ คิฮารา กล่าวกับผู้สื่อข่าวในวันจันทร์ (10 พ.ย.) ว่า แม้เจตนาในการโพสต์ X ของกงสุลจีน “อาจไม่ชัดเจน” แต่มีความ “ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง”
.รัฐบาลโตเกียวยื่นประท้วงจีนกรณีความเห็นของกงสุลเสวีย ส่วนปักกิ่งก็ยื่นประท้วงความเห็นของนายกฯ ทาคาอิจิเช่นกัน แม้เสวียลบโพสต์ของตนเองแล้วแต่ความคุกรุ่นจากการตอบโต้กันไปมายังไม่ยุติ
ถอดคำพูดที่นำไปสู่ความขัดเเย้ง
‘เพื่อนบ้านที่ไว้ใจไม่ได้’ คือคำนิยามที่สะท้อนความสัมพันธ์ ญี่ปุ่น-จีน ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และยิ่งชัดเจนขึ้นจากเหตุการณ์ล่าสุด หลัง ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีหญิงของญี่ปุ่น ประกาศกร้าวว่า โตเกียวพร้อมใช้กำลัง หากเกิดอะไรขึ้นกับไต้หวัน เพราะนี่คือสถานการณ์ที่ ‘คุกคาม’ ต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น
คำประกาศของทาคาอิจิไม่ได้เป็นเพียงท่าทีเชิงนโยบาย แต่คือการท้าทายจีนอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งตามมาด้วยเสียงประณาม และคำขู่ดุดันจากปักกิ่ง โดยทั้งหมดนี้นำไปสู่การประท้วงทางการทูต และแรงกระเพื่อมทางการเมืองของสองประเทศภายในไม่ถึงอาทิตย์
พื้นที่ช่องเเคบไต้หวัน
จีน vs ญี่ปุ่น รอยร้าวทางการเมืองจาก ‘ประวัติศาสตร์บาดแผล’
 
เค้าลางความขัดแย้งระหว่างจีนกับญี่ปุ่น เริ่มขึ้นตั้งแต่ทาคาอิจิดำรงตำแหน่งนายกฯ ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2025 ปรากฏว่า สีจิ้นผิงไม่ส่งข้อความแสดงความยินดีที่เธอได้เป็นผู้นำประเทศ แต่ หลี่เฉียง นายกฯ จีน หรือผู้นำหมายเลข 2 กลับทำหน้าที่นี้แทน ทั้งที่ในอดีตที่ผ่านมา สีจิ้นผิงแสดงความยินดีให้กับ โยชิฮิเดะ ซูงะ, ฟุมิโอะ คิชิดะ และ ชิเงรุ อิชิบะ อดีตนายกฯ ญี่ปุ่นทั้งหมด
แถลงการณ์แสดงความยินดีของจีนระบุว่า สีจิ้นผิงกำลัง ‘จับตาดู’ การกระทำ และท่าทีของรัฐบาลทาคาอิจิ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่า นี่คือหลักปฏิบัติทางการทูตที่เหมาะสมแล้ว
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความกังวลต่อทาคาอิจิในจีน เพราะเธอเป็นนักการเมืองฝ่ายขวาจัด และมีท่าทีที่เป็นปฏิปักษ์ คือ การไปเยือนศาลเจ้ายาสุกุนิ เพื่อสักการะทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2
การเยือนศาลเจ้าดังกล่าวถือประเด็นร้ายแรงสำหรับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียตะวันออก เพราะทหารเหล่านี้คืออาชญากรสงครามในสงครามโลก การไปสักการะบุคคลเหล่านี้ จึงเปรียบเสมือนว่า ญี่ปุ่นยังเคารพคนกลุ่มนี้ และไม่รู้สึก ‘สำนึกผิด’ ต่อเหตุการณ์ในอดีต
สนธืสัญญาญี่ปุ่นสหรัฐอเมริกา
นอกจากนี้ จุดยืนด้านความมั่นคงของทาคาอิจิยังสร้างความกังวลให้กับจีน เพราะเธอสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นมาตรา 9 หรือ ‘บทบัญญัติสันติภาพ’ ที่ญี่ปุ่นสละสิทธิการทำสงคราม ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
สำหรับจีน นโยบายดังกล่าวถือเป็นภัยคุกคามสำคัญ โดยมีความเชื่อว่า กองทัพญี่ปุ่นคือสัญลักษณ์แห่งการรุกราน หากกลับมามีอำนาจ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์อาจซ้ำรอยเหมือนในอดีต อีกทั้งยังสร้างผลกระทบต่ออิทธิพลและความมั่นคงของจีนในเอเชียตะวันออก
หากย้อนกลับไป ประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับจีน เต็มไปด้วยรอยร้าวและบาดแผลนับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็นสงครามจีน-ญี่ปุ่นทั้ง 2 ครั้ง (จีนเสียไต้หวันให้ญี่ปุ่น), การบุกแมนจูเรีย และเหตุการณ์ในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่าง ‘การสังหารหมู่หนานจิง’ ที่ถือเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลของจีน หรือ ‘ศตวรรษแห่งความอัปยศ’ (Century of Humiliation) ช่วงเวลาที่จีนตกต่ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์
นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทากาอิจิ
ย้อนไทม์ไลน์เหตุการณ์จีนปะทะญี่ปุ่น สะเทือนเอเชียตะวันออก
 
ความขัดแย้งก่อตัวขึ้นในวันที่ 7 พฤศจิกายน ทาคาอิจิกล่าวสุนทรพจน์แรกเข้ารับตำแหน่งว่า ญี่ปุ่นอาจต้องข้องเกี่ยวกับความขัดแย้งของเพื่อนบ้าน หากสถานการณ์ฉุกเฉินในไต้หวันเกิดขึ้น ซึ่งข้องเกี่ยวกับ ‘เรือรบ’ หรือ ‘การใช้กำลัง’ เพราะนี่คือสถานการณ์ที่ ‘คุกคาม’ ต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น
อนึ่ง คำพูดดังกล่าวเป็นการเปิดช่องให้ญี่ปุ่นใช้กำลังตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9 ซึ่งเป็นการตีความบทบัญญัติสันติภาพที่เกิดขึ้นในปี 2015 ยุค ชินโซ อาเบะ โดยอนุญาตให้ญี่ปุ่นใช้กำลังในเงื่อนไข ‘ป้องกันตนเอง’ (Self-Defense) แม้ไม่ได้ถูกโจมตีโดยตรงก็ตาม
หวัง หงเหริน (Wang Hung-jen) นักวิเคราะห์การเมืองจาก National Cheng Kung University วิเคราะห์ว่า คำพูดของทากาอิจิคือการส่งสารตรงไปยังจีนว่า ญี่ปุ่นไม่ได้มีบทบาทนั่งดูสองประเทศตีกันเฉยๆ อีกต่อไปแล้ว โดยแนวโน้มที่ญี่ปุ่นพร้อมจะแทรกแซงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่องแคบไต้หวันยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ปรากฏว่า คำพูดของทากาอิจิจุดประเด็นเดือดในทันที โดย เสวียนเจี้ยน กงสุลจีนประจำโอซาก้าโพสต์ข้อความบน X ว่า “คอสกปรกที่ยื่นเข้ามา ต้องถูกตัดออก”
ทางการญี่ปุ่นส่งหนังสือประท้วงต่อข้อความของเสวียนเจี้ยน โดยรัฐบาลยืนยันว่า เห็นโพสต์ดังกล่าวแล้ว แม้เจตนาไม่ชัดเจน แต่เป็นข้อความที่ไม่เหมาะสมในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนทางการทูต พร้อมขอให้กงสุลจีนฯ ลบข้อความดังกล่าวทิ้ง
ขณะที่ หลินเจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกมาปกป้องเสวียนเจี้ยน พร้อมเรียกร้องให้ญี่ปุ่นหยุดส่งสัญญาณผิดๆ ไปที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนอย่างไต้หวัน
นอกจากนี้ พรรคเสรีประชาธิปไตยญี่ปุ่น (Liberal Democratic Party: LDP) ซึ่งเป็นพรรคของทาคาอิจิ ยังเสนอให้รัฐบาลประกาศให้ เสวียนเจี้ยน เป็นบุคคลไม่พึงปรารถนาทางทูต (Persona Non Grata)
หมู่เกาะเซ็งกากุ พื้นที่ข้อพิพาท
สำหรับจุดยืนของพรรคการเมืองอื่นๆ ในญี่ปุ่น พรรคประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ (Constitutional Democratic Party: CDP) เชื่อว่า จีนตอบโต้เกินกว่าเหตุ ขณะที่พรรค DPP (Democratic Party for the People) มองว่า ทั้งสองประเทศต้องสื่อสารกันมากกว่านี้ เพื่อไม่ให้สถานการณ์บานปลาย
 
แต่ทาคาอิจิยังเดินหน้าเน้นย้ำความสัมพันธ์ระหว่างญี่ปุ่นกับไต้หวัน โดยวันที่ 13 พฤศจิกายน เธอโพสต์ข้อความเรียกไทเปว่า ‘มิตรรัก’ ท่ามกลางกระแสบวกจากคนในประเทศที่มองว่า แต่ไหนแต่ไรมา ไต้หวันก็เป็นมิตรและดีกับญี่ปุ่นมาตลอด
ทั้งนี้ ผลสำรวจจาก Kyodo Poll ระบุว่า ประชาชน 60.4% สนับสนุนแผนของทาคาอิจิให้ญี่ปุ่นเพิ่มงบประมาณการป้องกันประเทศ ขณะที่ความนิยมของเธอมีสัดส่วนครึ่งต่อครึ่ง คือสนับสนุน 48.8% และไม่สนับสนุน 44.2%
 
อย่างไรก็ดี เรื่องราวยิ่งบานปลายกลายเป็นรอยร้าวทางการเมือง เมื่อกระทรวงการต่างประเทศจีน ประกาศเตือนให้ชาวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปญี่ปุ่น โดยระบุว่า ถ้อยคำยั่วยุของทาคาอิจิ ได้สร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์ของภาคประชาชน และเป็นภัยต่อความปลอดภัยของพลเมืองในญี่ปุ่น
หลังจากการประกาศของจีน หุ้นของบริษัทท่องเที่ยวและการค้าในญี่ปุ่นตกลงในเช้าวันนี้ (17 พฤศจิกายน) เช่น Shiseido ตก 9%, Takashimaya ตก 5% หรือ Fast Retailing ตกมากกว่า 4%
นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น
ทาคาฮิเดะ คิอุจิ (Takahide Kiuchi) นักเศรษฐศาสตร์บริหารจากสถาบันวิจัยโนมูระ ประเมินว่า ญี่ปุ่นอาจได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจจากรอยร้าวทางการทูตครั้งนี้ถึง 14 พันล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ โดยข้อมูลล่าสุดระบุว่า ญี่ปุ่นมีนักศึกษาจีนมากกว่า 1.2 แสนคน และนักท่องเที่ยวกว่า 6.7 ล้านคน ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2025
ล่าสุด จีนพยายามตอบโต้ด้วยวิธีการทางการทหาร ด้วยการส่งเรือยามชายฝั่งออกลาดตระเวนบริเวณพื้นที่พิพาทหมู่เกาะเซนกากุ (ภาษาญี่ปุ่น) / หมู่เกาะเตียวหยู (ภาษาจีน) พร้อมระบุว่า นี่เป็นวิธีการชอบด้วยกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของจีน
อย่างไรก็ดี มีรายงานว่า มาซาอากิ คานาอิ (Masaaki Kanai) อธิบดีกรมเอเชียและโอเชียเนีย กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น จะเดินทางไปเจรจากับ หลิวจินซง (Liu Jinsong) รองอธิบดีกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศจีน ในสัปดาห์นี้ ซึ่งคาดว่า เป็นสัญญาณผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างสองชาติ
เรียบเรียงโดย อาจารย์ต้นสัก สนิทนาม
#ญี่ปุ่น #จีน #ความขัดเเย้ง #เอเชีย #ตะวันออก #ไต้หวัน #สงคราม #การฑูต
โฆษณา