24 พ.ย. เวลา 07:06 • ข่าวรอบโลก

จีน - ญี่ปุ่น ความขัดแย้งที่อาจนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญแห่งสันติภาพ

สันติภาพสูงสุดของโลกไม่ใช่แค่การ “เอ่ยปาก” ว่าประเทศจะไม่ก่อสงคราม รักสงบ
แต่ต้องเป็นการระบุเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
เช่นที่ประเทศ “ญี่ปุ่น” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 ที่ตีความอย่างเถรตรงว่าญี่ปุ่นจะเป็นกล่างอย่างเบ็ดเสร็จ จะไม่จัดให้มีศักยภาพทางสงครามใด ๆ ไว้แม้แต่เพื่อป้องกันตนเอง ทว่าเรื่องนี้กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงต่อจากนี้ จากความตึงเครียดที่ก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนระหว่างญี่ปุ่น-จีน ในรอบหลายวันที่ผ่านมา
## รัฐธรรมนูญ มาตรา 9 รัฐธรรมนูญแห่งสันติภาพที่แท้จริง
แรกเริ่มเดิมทีหลังจบสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นได้รับการร่างโดยประเทศสหรัฐอเมริกา นำโดยนายพลแมคอาเธอร์ในนามของฝ่ายสัมพันธมิตรผู้ชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 ถูกร่างขึ้นมาเพื่อควบคุมญี่ปุ่นไม่ให้ก่อสงครามในอนาคต
หัวใจของรัฐธรรมนูญมาตรา 9 เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองความจริงใจอย่างแรงกล้าที่จะให้เกิดสันติภาพระหว่างประเทศบนพื้นฐานความมีระเบียบและยุติธรรม ญี่ปุ่นจะไม่คงไว้ซึ่งกองกำลังทางบก ทางทะเล และทางอากาศ รวมทั้งศักยภาพใด ๆ ในการทำสงคราม และไม่ยอมรับสิทธิในการเข้าร่วมสงคราม
เรามักคุ้นเคยกันดีว่าญี่ปุ่นไม่มีกองทัพ มีแต่กองกำลังป้องกันตนเอง จริง ๆ ในช่วงแรกภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ เพราะมีกองกำลังจากสหรัฐเป็นคนเข้ามาปกป้องประเทศ จนกระทั่งเมื่อปี คศ 1950 ที่กองกำลังสหรัฐต้องถอนตัวออกเพื่อไปเข้าสมรภูมิรบเกาหลี
เวลานั้นญี่ปุ่นจึงต้องจัดตั้งกองกำลังขึ้นมาแทนที่ราว ๆ 75,000 นายโดยใช้ชื่อว่ากองกำลังตำรวจสำรองแห่งชาติ จนกระทั่งในปี คศ 1954 ได้ยกฐานะจนขยายมาเป็นกำลังรบเรียกว่า “กองกำลังป้องกันตนเอง”
อ้าว แล้วทำแบบนี้ไม่ขัดต่อหัวใจของรัฐธรรมนูญมาตรา 9 หรือ ? คำตอบคือไม่ เพราะ ณ เวลานั้มมีการตีความตัวรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมองว่าญี่ปุ่นมีสิทธิในการป้องกันตนเอง เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าแม้รัฐธรรมนูญจะศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน แต่เราก็จะเริ่มเห็นการตีความใหม่เพื่อปรับเปลี่ยนอะไรบางอย่างขึ้นมาให้เท่าทันสถานการณ์โลก และความพยายามในลักษณะนี้เราจะให้เห็นตลอดมาหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น
## เมื่อโลกเปลี่ยน แล้วทำไมรัฐธรรมนูญจะเปลี่ยนแปลงตามโลกไม่ได้
อย่างที่กล่าวไปว่าต่อให้รัฐธรรมนูญ มาตรา 9 จะศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครกล้าแตะต้องเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงให้ดีขึ้น-เท่าทันโลกมากขึ้นไม่ได้ จากข้อมูลจะพบว่ามีความพยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้อยู่บ่อยครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
-ปลายทศวรรษที่ 1950 โดยผู้นำฝ่ายขวา โนบุสุเกะ กิชิ จากสถานการณ์ที่สงครามเย็นเริ่มสั่นคลอนญี่ปุ่น
-ทศวรรษที่ 1980 และ 1990 โดยผู้นำญี่ปุ่น ยาสุฮิโระ นากาโซเน จากสถานการณ์การกดดันของประเทศนานาขาติ
-ช่วงศตวรรษที่ 21 ภายใต้รัฐบาลจุนอิจิโร โคอิสุมิ จากการเดินหน้าสนับสนุนปฏิบัติการณ์ของสหรัฐตอนที่บุกอิรัก
-ช่วงปี 2006 โดยผู้นำญี่ปุ่น ชินโซ อาเบะ ที่ประกาศจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 9
คือจากความพยายามในหน้าประวัติศาสตร์ก็จะมีทั้งครั้งที่ไม่สำเร็จ ครั้งที่ถูกประท้วงจนต้องหยุด ครั้งที่นายกลาออกก่อนจะแก้ได้ หรือครั้งที่ทำสำเร็จในแง่ที่ว่ารัฐธรรมนูญได้รับการตีความใหม่จนนำมาซึ่งการสนับสนุนภารกิจนอกดินแดนญี่ปุ่น
คือในมุมหนึ่งต้องยอมรับว่ารัฐธรรมนูญ มาตราที่ 9 มีมาตั้งแต่ยุคที่สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้วกว่า 80 ปี บริบทของโลกย่อมเปลี่ยนแปลงไปเป็นธรรมดา การจะแก้ไข-ตีความใหม่-ปรับปรุงกฎหมายให้เท่าทันโลกย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก และไม่ใช่เรื่องที่พึ่งจะมาเกิดในตอนนี้เท่านั้น
โดยเฉพาะโลกยุคนี้ทีมีความซับซ้อนมากขึ้น มีความรุนแรงปรากฎให้เห็นอยู่ทั่วทุกมุมโลก อีกทั้งการมีผู้เล่นหน้าใหม่ที่ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจโลกที่เป็นดั่งตัวแปรสำคัญของโลกทุกวันนี้ ก็คือ “จีน”
## ประเด็นจุดชนวนที่อาจนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญมาตราที่ 9
สถานการณ์ใดเกี่ยวกับไต้หวันที่จะถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น
“หากมีการสู้รบและการใช้กำลังเกิดขึ้น ไม่ว่าคุณจะคิดกับมันอย่างไร
ก็ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่คุกคามต่อการอยู่รอด”
BBC Thai อธิบายเพิ่มเติมว่า คำว่า "สถานการณ์ที่คุกคามต่อการอยู่รอด" เป็นศัพท์ในทางกฎหมายที่เขียนไว้ในกฎหมายความมั่นคงของญี่ปุ่นฉบับปี 2015 เป็นข้อบัญญัติที่อ้างถึงการโจมตีด้วยอาวุธต่อพันธมิตรที่ก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของญี่ปุ่น ในสถานการณ์แบบนี้ กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นสามารถเตรียมพร้อมเพื่อตอบโต้ต่อภัยคุกคามดังกล่าว
คำกล่าวของ ‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนปัจจุบัน คือตัวจุดชวนความตึงเครียดระหว่างจีนและญี่ปุ่น ถ้าจะกล่าวว่าเป็นสถานการณ์ที่ตึงเครียดสุดในรอบทศวรรษ ก็คงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงนัก
เราคงได้เห็นมาตราการตอบโต้ต่าง ๆ จากทั้งทางเศรษฐกิจและทางการทูตที่จีนดำเนินต่อญี่ปุ่นแล้วในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แน่นอนว่าญี่ปุ่นย่อมได้รับผลกระทบแน่ไม่มากก็น้อย ทว่าผลกระทบครั้งนี้ก็นำไปสู่ผลพลอยได้บางประการที่หลายฝ่ายจับตามอง นั่นคือการปัดฝุ่น แก้รัฐธรรมนูญมาตรา 9
คือพื้นเพของ ‘ซานาเอะ ทาคาอิจิ’ เป็นเหมือนลูกหม้อของ ‘ชินโซ อาเบะ’ ทั้งในแง่ของนโยบายด้านเศรษฐกิจ มีแนวทางการเมืองที่แข็งกร้าว และแน่นอนว่าเธอมีความ ‘ขวาจัด’ ดังนั้นการที่จะมีแนวคิดอนุรักษ์นิยม เหมือนอาเบะที่เคยมุ่งมั่นแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 9 ด้วยก็ไม่ใช่เรื่องแปลก (อยู่ภายใต้พรรคเสรีประชาธิปไตยเหมือนกัน)
เมื่อชนวนความขัดแย้งกับจีนเกิดขึ้นมาตอนนี้ จึงเป็นเหมือนการเปิดทางให้รัฐสภาและประชาชนเริ่มเห็นความสำคัญของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 เพราะในอดีตที่ผ่านมา ความล้มเหลวในการแก้ไขส่วนหนึ่งก็เกิดจากการที่ประชาชนในประเทศออกมาประท้วง ดังนั้นจะมีเหตุการณ์ไหน เวลาไหนที่เหมาะไปมากกว่าเวลานี้ ที่ความขัดแย้งกับจีนปะทุขึ้นมา (ประจวบเหมาะกับที่คนญี่ปุ่นเริ่มมีทัศนคติไม่ดีนักกับชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวโดยเฉพาะคนจีน)
## ท่าทีต่อจากนี้ของแต่ละประเทศ
แน่นอนว่าจากนี้เราคงได้เห็นการพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 ในญี่ปุ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างเห็นได้ชัด
จนถึงตอนนี้จีนก็ยังกดดันญี่ปุ่นอยู่เรื่อย ๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจและทางการทูต ล่าสุดเมื่อเช้านี้ ‘หวัง อี้’ รัฐมนตรีต่างปรเะทศของจีนได้เผยแพร่แถลงการณ์กล่าวหานายกรัฐมนตรีซาเนะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่นว่าพยายามแทรกแซงประเด็นไต้หวันด้วยมาตรการทางทหารในลักษณะที่ “ผิดอย่างน่าตกใจ” ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ไม่ถูกต้อง
หรือแม้แต่การที่ ‘ฟู่ ชง’ ผู้แทนจีนประจำสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้มีการส่งหนังสือถึงเลขาธิการยูเอ็น ชี้แจงจุดยืนของรัฐบาลจีนต่อคำพูดและการกระทำที่พาดพิงถึงจีนอย่างไม่ถูกต้องของนายกซาเนะ ทาคาอิจิ ดูท่าทางแล้วจีนคงจะไม่ยอมให้เรื่องนี้เงียบหายไปง่าย ๆ แน่
ในขณะที่ญี่ปุ่นเองก็มองและคิดมาตลอดว่า “ไต้หวันคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ” เพราะเกาะโยนากูนิ เกาะทางตะวันตกของหมู่เกาะโอกินาวะ อยู่ห่างจากไต้หวันเพียง 110 กิโลเมตร ญี่ปุ่นภายใต้การนำของหญิงแกร่งขวาจัด ซานาเอะ ทาคาอิจิ ก็คงไม่ยอมง่าย ๆ เช่นกัน หากเกิดอะไรขึ้นกับไต้หวันก็จะไม่มีอะไรมารับประกันความปลอดภัยในหมู่เกาะทางตะวันตกของประเทศตน
ต้องบอกว่าปี 2025 เป็นปีที่โลกเต็มไปด้วยความขัดแย้ง ไม่ว่าจะภูมิภาคไหนก็ตาม
โฆษณา