27 พ.ย. 2025 เวลา 12:00 • ประวัติศาสตร์

สงคราม Punic ครั้งที่ 1 ตอนที่ 2 อีกาเหล็ก Corvus อาวุธที่ทำให้ทะเลกลายเป็นสนามรบบนบก

สงครามเร่ิมขึ้นแล้ว แต่โรม ก็มีความไม่พร้อมหลายๆ อย่างที่ต้องเรียนรู้
2
อย่างแรก นี่เป็นครั้งแรกที่โรมต้องไปต่อสู้นอกคาบสมุทรอิตาลี
อย่างที่สอง คู่ต่อสู้มีกองทัพบเรือที่ใหญ่และทรงพลังที่สุดแห่งหนึ่งในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่โรมไม่มีกองทัพเรือและไม่มีประสบการณ์รบทางทะเลอย่างเต็มรูปแบบมาก่อน
ดังนั้นสิ่งแรกที่ทหารโรมันใช้คือ ความเร็ว
พวกเขารู้ดีกว่า กว่าคาร์เทจจะเตรียมกองทัพเรือเสร็จต้องใช้เวลา โรมเลยฉวยโอกาสนี้รีบส่ง กองทัพไปยังเกาะซิซิลี อย่างรวดเร็ว ทำให้ทหารของไซราคิวส์รับมือไม่ทันจนพลาดท่าและถูกบังคับให้ลงนามมาเข้าร่วมเป็นฝ่ายเดียวกับโรม
จากนั้นโรมก็ต้องสร้างกองทัพเรือ แต่ด้วยความที่ไม่เคยต่อเรือมาก่อน จึงไม่รู้จะทำยังไง แต่โชคดีว่ามีเรือของคาร์เทจมาเกยตื้นอยู่นอกชายฝั่งอิตาลี พวกเขาจึงไปนำมาเป็นต้นแบบในการต่อเรือ และสร้างกองทัพเรือขนาด 100 ลำขึ้นมา
การได้เรือมาเป็นเพียงครึ่งหนึ่งของสมการ เพราะชาวโรมันยังขาดฝีพาย วิธีแก้ปัญหาของพวกเขาคือการรวบรวมลูกเรือ และช่วงที่เรือยังสร้างไม่เสร็จ ก็เอาม้านั่งมาวางไว้ที่ชายหาดให้เหมือนม้านั่งพายเรือบนเรือ แล้วให้ลูกเรือฝึกพายเรือไปบนบก
1
แต่พายเรือเป็นก็ยังไม่พอ พวกเขารู้ว่าต่อให้ฝึกยังไงประสบการณ์ก็ด้อยกว่า ดังนั้นถ้ารบในทะเลไม่เก่งเท่าก็เปลี่ยนการรบในทะเลเป็นการรบบนบกก็แล้วกัน
สิ่งที่ชาวโรมันทำคือ สร้างสิ่งที่เรียกว่า คอร์วัส (corvus) ซึ่งแปลว่า อีกา ติดตั้งไว้บนเรือ
อีกา ที่พวกเขาสร้างขึ้นจริงๆ ก็คือ สะพานพับได้ที่มีเหล็กแหลมขนาดใหญ่อยู่ที่ปลาย เหมือนจะงอยปากของอีกา ไอเดียคือ พวกเขาจะแล่นเรือเข้าไปใกล้ๆ เรือของคาร์เทจ จากนั้นก็จะทิ้งสะพานลงโดยให้เหล็กแหลมหรือจะงอยของอีกา จิกเรือของคาร์เทจไว้ จากนั้น ทหารชาวโรมันก็วิ่งข้ามสะพานไปรบกับทหารคาร์เทจเหมือนกับที่รบบนบก ในแบบที่พวกเขาชำนาญ
ผลปรากฎว่า แผนของโรมได้ผลดีเป็นอย่างมาก พวกเขาสามารถชนะศึกได้หลายครั้งติดๆ กัน จมเรือของคาร์เทจไปหลายสิบลำ จนพื้นที่รอบๆ เกาะซิซิลี อยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพเรือโรมัน
เมื่อชนะบ่อยจนมั่นใจขึ้น กองทัพเรือมีขนาดใหญ่ขึ้น ทหารชาวโรมันก็คิดถึงเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น นั่นคือ การยกกองทัพของโรมไปเหยียบถิ่นของคาร์เทจ ในทวีปแอฟริกาเลย
แต่แล้วความอ่อนประสบการณ์ก็เริ่มแสดงตัวออกมาให้ห็น กองทัพเรือของโรมันเจอพายุใหญ่แต่พวกเขาประเมินความรุนแรงต่ำเกินไป ทำให้เรือรบถุกพายุทำลายไปกว่าสองร้อยลำ และเสียฝีพายฝีมือดีไปมากมาย
1
แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเหมือนเครื่องหมายการค้าของโรมคือความอึด พวกเขาไม่ใช่กองทัพที่พลาดครั้งนึงแล้วยอมแพ้ แต่เป็นกองทัพที่ล้มแล้วลุกใหม่ทุกครั้ง โรมใช้เวลาหลายปีถัดมาเพื่อสร้างกองทัพเรือขึ้นมาใหม่ ฝึกฝีพายใหม่ และพยายามบุกไปคาร์เทจอีกครั้ง
แต่ผิดพลาดซ้ำรอยก็เกิดขึ้นอีก กองทัพเรือถูกพายุทำลายลงอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน จุดอ่อนของ corvus ก็เริ่มปรากฏให้เห็นชัดขึ้น เพราะแม้ว่ามันจะเป็นสิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์มาก แต่ด้วยน้ำหนักที่มาก ทำให้เรือที่ติดตั้ง corvus ถูกจมลงได้ง่ายเมื่อต้องเผชิญกับพายุ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อรบไปสักพัก คาร์เทจก็เริ่มจับทางได้ และหากลยุทธ์ไม่ให้ชาวโรมันสามารถใช้ corvus สร้างความได้เปรียบได้
สุดท้ายกองทัพเรือของโรมันก็เลยต้องเลิกใช้ corvus ไป
อย่างไรก็ตาม ความมุ่งมั่นของโรมก็ยังไม่หมดสิ้น พวกเขาระดมกำลังขึ้นมาใหม่ สร้างเรือขึ้นมาใหม่ แล้วก็ออกไปรบอีกครั้ง แต่ก็ต้องพ่ายแพ้อย่างหนักและสูญเสียเรือไปเกือบทั้งหมด
และในช่วงนี้เอง ตัวละครสำคัญอีกคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้น เขาคือ ฮามิลคาร์ บาร์กา (Hamilcar Barca)
คำว่า "Barca" แปลว่า “สายฟ้า” ซึ่งเป็นชื่อที่สะท้อนบุคลิกของเขาได้เป็นอย่างยิ่ง เพราะบาร์คาเขาเป็นแม่ทัพที่ว่องไว คิดไว ตีไว และทำให้กองทัพคาร์เธจ แข็งแกร่งขึ้น จนถึงกับสามารถยึดเมืองต่างๆ บนเกาะซิซิลี กลับคืนจากโรมได้มากมาย
อ่านมาถึงตรงนี้ดูเหมือนว่าโรมจะจบลงด้วยการพ่ายแพ้ใช่ไหมครับ
1
แต่ผลสุดท้ายคือ โรมเป็นฝ่ายชนะในสงครามครั้งนี้ครับ
และทั้งหมดเกิดขึ้นจากปัญหาภายในของคาร์เทจเอง
แม้ว่าโรมจะพ่ายแพ้ติดๆ กันหลายครั้ง แต่ชาวโรมันไม่เคยท้อ และไม่เคยคิดจะยอมเจรจาสันติภาพเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทุกครั้งที่แพ้ก็เกณฑ์คนมาใหม่ สร้างเรือใหม่ จัดหาคนใหม่ และกลับมาต่อสู้ทันทีที่ทำได้
ในทางตรงกันข้าม คาร์เธจกลับเปลี่ยนผู้นำของรัฐในช่วงสำคัญของสงคราม และรัฐบาลใหม่ที่ขึ้นมามีอำนาจ ก็หันไปสนใจปัญหาอื่น และไม่ให้การสนุบสนุน การรบที่ซิซิลีมากเท่าที่ควร
ดังนั้น ต่อให้แม่ทัพฮามิลคาร์จะเก่งแค่ไหน แต่การขาดกำลังเสริม ขาดเสบียง และต้องต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว สุดท้ายเขาก็แบกไว้ไม่ไหวอยู๋ดี
เมื่อความหวังสุดท้ายดับลง ฮามิลคาร์ต้องพ่ายแพ้ให้กับโรมอีกครั้ง ทางคาร์เธจจึงจำต้องยอมลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพกับโรม
และนั่นก็คือจุดสิ้นสุดของ สงครามพิวนิกครั้งที่หนึ่งที่รบกันมา 20 กว่าปี แต่จบลงง่ายๆ เพียงเพราะความขัดแย้งภายในของคาร์เทจเอง
หลังจากนั้น โรมก็กลายเป็นผู้ครอบครองซิซิลีอย่างสมบูรณ์ (ยกเว้นไซราคิวส์ที่โรมให้เป็นพันธมิตร)
แต่ความสำคัญของสงครามครั้งนี้ไม่ใช่แค่การได้เกาะซิซิลี มาครอบครอง แต่เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของประวัติศาสตร์โรม เพราะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาต้องไปปกครองดินแดนโพ้นทะเล
คำถามสำคัญคือ เมื่อไปครอบครองดินแดนที่อยู่ห่างไกลได้แล้ว จะปกครองดินแดนนั้นอย่างไร?
ก่อนหน้านี้ วิธีที่ชาวโรมันใช้คือ คือการให้สิทธิพลเมืองของโรมบางส่วนแก่เมืองที่ถูกยึดครอง และผนวกดินแดนนั้นเป็นส่วนหนึ่งของโรมไปเลย
แต่สำหรับซิซิลี ซึ่งผู้อยู่อาศัยมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมจากชาวโรมันมากกว่าชาวอิตาลี วิธีการเดิมจึงไม่เหมาะสม สิ่งที่โรมเลือกทำคือ ตั้งซิซิลีเป็น ‘จังหวัด’ (province) ภายใต้การปกครองโดยตรงของผู้ว่าการโรมัน
และให้ชาวซิซิลีจ่ายภาษีรายปีแก่โรม
แนวทางแบบนี้ในเวลาต่อมาจะกลายเป็นวิธีการหลักที่โรมใช้กับดินแดนอื่นๆ ที่พวกเขาไปครอบครองมาได้
กลับมาที่ทางฝั่งของคาร์เทจ
แม้ว่าคาร์เทจจะพ่ายแพ้สงครามครั้งนี้
แต่คาร์เธจยังคงแข็งแกร่งอยู่ โดยเฉพาะในฐานที่มั่นบนแผ่นดินแอฟริกาและในพื้นที่สเปน รวมถึงยังมีอำนาจเหนือเกาะสำคัญหลายแห่ง ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ทั้งคาร์เทจและโรมยังมีความทะเยอทะยานที่จะขยายอิทธิพลไปให้กว้างไกลมากขึ้น
แล้วในเวลาเพียงแค่ไม่ถึง 20 ปีดี สงครามพิวนิกครั้งที่สองก็จะปะทุขึ้นอีกครั้ง พร้อมๆ กับการปรากฏตัวของแม่ทัพคาร์เทจที่พูดได้ว่ามีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก
เขาคือ Hannibal Barca ลูกชายของ Hamilcar Barca แม่ทัพที่เกือบจะทำให้อาณาจักรโรมันล่มสลายลง
โฆษณา