27 พ.ย. เวลา 03:30 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ทำความรู้จัก “Green Bond” - “Blue Bond” การลงทุนที่ได้ทั้งผลตอบแทนและได้ช่วยโลก

ในปัจจุบันที่สภาพแวดล้อมโลกมีความเปราะบางสูง การลงทุนที่ดี ไม่ได้วัดแค่ผลตอบแทนอีกต่อไป แต่ต้องตอบโจทย์ความยั่งยืนด้วย นี่ทำให้ การเงินเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance) กลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงทั่วโลก และหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่เติบโตเร็วที่สุดคือ Green Bond และ Blue Bond
ในบทความนี้ Wealthy Thai จะมาสรุปให้เข้าใจแบบง่ายๆ ว่าทั้งคู่คืออะไร และให้ประโยชน์อะไรกับนักลงทุนและสังคม
Green Bond คืออะไร?
Green Bond หรือ ตราสารหนี้เพื่อสิ่งแวดล้อม คือ ตราสารหนี้ ที่ออกมาเพื่อระดมทุนให้กับโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น เช่น
-พลังงานสะอาด (พลังงานแสงอาทิตย์, พลังงานลม, พลังงานน้ำ)
-การลดคาร์บอน เช่น รถไฟฟ้า
-การอนุรักษ์ป่าไม้ และเพิ่มพื้นที่สีเขียว
-การบริหารจัดการน้ำท่วม-น้ำแล้ง
-อาคารประหยัดพลังงาน (Green Building)
โดยเงินทุกบาทจะต้องถูกใช้กับโครงการสีเขียวจริง และมีการรายงานความคืบหน้าที่โปร่งใส
Blue Bond คืออะไร?
Blue Bond คือ ตราสารหนี้เพื่อทะเลและแหล่งน้ำ ใช้ระดมทุนสำหรับโครงการที่ช่วยปกป้อง, ฟื้นฟู, หรือพัฒนาระบบนิเวศทางน้ำ เช่น
-ฟื้นฟูทะเลและแนวปะการัง
-ลดมลพิษในแม่น้ำและชายฝั่ง
-การประมงอย่างยั่งยืน
-โครงการปกป้องป่าชายเลน
-จัดการน้ำสะอาดให้ชุมชน
เรียกว่าเป็นการรวม “การเงิน“ และ ”การอนุรักษ์ทะเล” เข้าด้วยกัน
ประโยชน์ของ Green Bond และ Blue Bond สำหรับนักลงทุน
1.ได้ทั้งผลตอบแทนมั่นคงและได้ผลดีต่อสภาพแวดล้อม คือได้รับดอกเบี้ยตามงวดเหมือนพันธบัตรทั่วไป แต่ได้ “ผลตอบแทนทางสังคม (Impact)” เพิ่มขึ้นด้วย
2.ความเสี่ยงต่ำ เหมาะกับพอร์ตที่ต้องการความมั่นคง ผู้ออกส่วนใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจ, หน่วยงานรัฐ, หรือองค์กรใหญ่ ทำให้ความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ต่ำกว่าตราสารหนี้เอกชนทั่วไป
3.มีความโปร่งใสสูง โดยจะมีการติดตามและตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก ทำให้นักลงทุนรู้ว่าเงินไปอยู่ตรงไหน,ใช้ทำอะไร, และได้ผลจริงหรือไม่
4.สอดคล้องเทรนด์ ESG ที่มาแรงทั่วโลก เพราะนักลงทุนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น กองทุน หรือสถาบันการเงินใหญ่ ๆ ไม่ได้ดูแค่ “ผลตอบแทนทางการเงิน” อย่างเดียวอีกต่อไป แต่เริ่มให้ความสำคัญกับ ผลดีที่เกิดขึ้นกับสังคมและสิ่งแวดล้อม (Impact) มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความต้องการลงทุนใน Green Bond และ Blue Bond เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
5.เป็นสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายพอร์ตจากความเสี่ยงด้านภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) เพราะสินทรัพย์ที่เกี่ยวกับพลังงานสะอาดและการบริหารจัดการน้ำจะยืดหยุ่นต่อสภาพอากาศในระยะยาวมากกว่า
6.เข้าถึงง่าย และบางครั้งให้ดอกเบี้ย “ดีกว่าพันธบัตรปกติ” เล็กน้อย นี่ก็เพื่อจูงใจนักลงทุนรายย่อยให้เข้าร่วมโครงการที่มีผลต่อสังคม
ประโยชน์ต่อสังคม–สิ่งแวดล้อม
1.ช่วยเร่งโครงการสำคัญต่อประเทศที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก เช่น โครงการพลังงานสะอาด, ระบบขนส่งสาธารณะ, และการฟื้นฟูทะเล ซึ่งปกติมักเริ่มได้ช้าเพราะเงินไม่พอ
2.มีผลลัพธ์ที่วัดได้จริง (Measurable Impact) ทุกโครงการต้องรายงานผล เช่น ลด CO₂ ได้กี่ตัน, ฟื้นฟูพื้นที่ป่ากี่ไร่, ลดมลพิษน้ำเท่าไหร่, หรือเพิ่มประชากรสัตว์น้ำได้จริงหรือไม่
3.ช่วยชุมชนท้องถิ่นโดยตรง เพิ่มคุณภาพชีวิต, สร้างงานใหม่ๆ, และพัฒนาน้ำสะอาดหรืออาหารอย่างยั่งยืนให้กับชุมชน
4.เสริมความยืดหยุ่นต่อภัยธรรมชาติในระยะยาว ช่วยให้ประเทศรับมือกับน้ำท่วม, พายุ, ภัยแล้ง, หรือการกัดเซาะชายฝั่งได้ดีขึ้น
5.ยกระดับภาพลักษณ์ประเทศและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ ประเทศที่ออก Green Bond หรือ Blue Bond มักถูกมองว่ามีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมดี ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)
6.สร้างเศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจสีน้ำเงิน (Green & Blue Economy) ทำให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น เทคโนโลยีพลังงานสะอาด, ธุรกิจบำบัดน้ำ, ฟาร์มปลาและอาหารทะเลยั่งยืน, และ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
สรุป
Green Bond คือการลงทุนในโครงการที่ทำให้โลกมีสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืนขึ้น เช่น พลังงานสะอาด, การลดคาร์บอน, หรือการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่วน Blue Bond คือการลงทุนที่ช่วยฟื้นฟูทะเลและแหล่งน้ำ เช่น การอนุรักษ์ปะการัง, ลดมลพิษในน้ำ, หรือพัฒนาชุมชนชายฝั่ง
นักลงทุนที่ซื้อตราสารทั้งสองแบบนี้จะได้ ผลตอบแทนและความมั่นคงแบบตราสารหนี้ทั่วไป พร้อมกับได้ช่วยสนับสนุนโครงการที่ดีต่อโลกจริงๆ ซึ่งสามารถวัดผลได้และมีการรายงานอย่างโปร่งใส
โดยรวมแล้ว Green Bond และ Blue Bond เป็นเทรนด์การลงทุนที่กำลังมาแรง เพราะเป็นทางเลือกที่ให้ทั้ง ผลตอบแทนทางการเงิน และ ประโยชน์ต่ออนาคตของสิ่งแวดล้อมและสังคม ไปพร้อมกัน
โฆษณา