28 พ.ย. เวลา 12:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

วิจารณ์แซดแบ่งงาน รมต. คุมจังหวัดน้ำท่วมใต้ แก้ปัญหาหรือโชว์อำนาจ?

  • รัฐบาลออกคำสั่งมอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรับผิดชอบดูแลการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมใน 8 จังหวัดภาคใต้แบบเจาะจงรายจังหวัด
  • เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า การแบ่งงานดังกล่าวเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง สร้างภาพลักษณ์ และเตรียมฐานเสียงเลือกตั้ง มากกว่าการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ?
  • ฝ่ายค้านและข้าราชการในพื้นที่ชี้ว่า คำสั่งนี้สร้างความสับสนและซ้ำซ้อนในสายการบังคับบัญชาที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่แล้ว และอาจไม่ช่วยให้การช่วยเหลือรวดเร็วขึ้นจริง
ภายหลังสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ปกคลุมพื้นที่ภาคใต้ 8 จังหวัดต่อเนื่องตั้งแต่ สงขลา ถึง นราธิวาส รัฐบาลเร่งเดินเครื่องรับมือแบบรายจังหวัด อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ลงนามใน คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 11/2568 มอบหมายรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี รวมกว่า 10 คน รับผิดชอบแก้ไข เยียวยา และฟื้นฟูผู้ประสบภัยแบบเจาะจงจังหวัด มีผลตั้งแต่วันที่ 26 พ.ย. 2568
แม้ฝ่ายรัฐบาลชี้แจงว่า เป็นการ “เร่งรัดงาน” และ “ลดความซ้ำซ้อน” แต่คำสั่งนี้กลับถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งจากนักวิชาการ ข้าราชการท้องถิ่น และ สส.ฝ่ายค้านบางส่วน ที่ตั้งคำถามว่า การกระจายงานลักษณะนี้ เป็นประโยชน์จริง หรือ แค่สร้างภาพทางการเมือง?
รายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกมอบหมายให้กำกับสถานการณ์น้ำท่วมในแต่ละจังหวัด ได้แก่
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ – สงขลา
  • พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ – นครศรีธรรมราช, ปัตตานี
  • โสภณ ชารัมย์ รองนายกฯ – ยะลา
  • สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ – สุราษฎร์ธานี
  • สันติ ปิยะทัต รมต.ประจำสำนักนายกฯ – ตรัง
  • นภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ – พัทลุง
  • ทรงศักดิ์ ทองศรี รมต.ประจำสำนักนายกฯ – สตูล
  • อามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรฯ – นราธิวาส
ขณะที่ภารกิจเฉพาะด้าน เช่น การกำหนดมาตรการการเงิน-การคลัง การจัดระบบสาธารณสุข การประสานฝ่ายความมั่นคง และการจัดตั้งศูนย์สื่อสารมวลชน ถูกมอบหมายให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีระดับกระทรวงหลักเข้าดูแลโดยตรง
รัฐบาลให้เหตุผลว่า การมอบหมายรายจังหวัดจะทำให้สั่งการได้เร็ว แก้ปัญหาจากพื้นที่จริง ลดระบบรายงานที่ล่าช้า และเป็นการ “บูรณาการ” ทุกช่องทางเข้าสู่ศูนย์กลางเดียว
แต่ไม่ทันข้ามวันเสียงวิจารณ์ก็ดังขึ้นทุกทิศทาง ทั้งจากข้าราชการ-นักวิชาการ-ฝ่ายการเมือง
1.การเมืองมากกว่าการบริหารจัดการน้ำ : นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยภาคใต้รายหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตว่า การแบ่งงานรัฐมนตรีรายจังหวัดแบบนี้ ทำให้ดูคล้ายการสร้างฐานคะแนนและลงพื้นที่เชิงการเมืองมากกว่าแก้ปัญหาเชิงระบบ
“จังหวัดที่มอบหมายดูจะสัมพันธ์กับฐานการเมืองและมิตรทางการเมืองของรัฐบาลชุดนี้ บางจังหวัดมี สส.พรรคร่วมกำลังจะเปิดศึก เตรียมตัวเลือกตั้ง 2569 จึงถูกตั้งคำถามว่า เป็นการสร้างพื้นที่ให้รัฐมนตรีลงไป โชว์ผลงาน มากกว่าแก้ปัญหาโครงสร้าง”
2.ผู้ว่าฯ-ท้องถิ่นงง มีรัฐมนตรีซ้อนบนโครงสร้างที่มีอยู่แล้ว : เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองระดับจังหวัดรายหนึ่งในพื้นที่น้ำท่วม ยอมรับว่า คำสั่งลักษณะนี้ ทำให้เกิดการสั่งงาน 2 ทาง คือ จากผู้ว่าราชการจังหวัดตามระบบราชการปกติ และจากรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาเอกสาร-ขั้นตอนและการจัดสรรทรัพยากรซ้ำซ้อน
“ปกติศูนย์บัญชาการน้ำท่วมระดับจังหวัดก็จัดอยู่แล้ว มีไลน์สั่งงานจากกระทรวงมหาดไทยโดยตรง การเพิ่มรัฐมนตรีเข้ามาอีกระดับ ทำให้เราต้องรายงานสองชุด และกลัวว่าจะต้องจัดโปรแกรมให้ รมต. ลงพื้นที่เป็นพิธีมากกว่าปฏิบัติจริง”
3.ฝ่ายค้านฉะสร้างภาพ-โยนภาระ: สส.ฝ่ายค้านบางคนแสดงความเห็นว่า คำสั่งนี้คือ การผลักความรับผิดชอบจากนายกฯ ไปให้รัฐมนตรีรายจังหวัด ขณะที่งบประมาณช่วยเหลือเร่งด่วนก็ยังต้องผ่านขั้นตอนตามระบบราชการเหมือนเดิม
“ถึงแม้ รมต.จะไปประจำจังหวัด แต่สุดท้ายเงินชดเชยต้องผ่านจังหวัด ผ่าน ปภ. ผ่านกระทรวงมหาดไทย อยู่ดี การส่ง รมต.ไปประจำจังหวัดไม่ได้ทำให้เงินลงเร็วขึ้น แต่ทำให้ภาพ รัฐบาลกำลังทำงานหนัก ดูใหญ่ขึ้นเท่านั้น”
 
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัฐบาลออกมาระบุว่า กระแสวิจารณ์เป็นเรื่องปกติ แต่ยืนยันว่า การมอบหมายภารกิจแบบรายจังหวัด คือเพื่อให้ ลดเวลารายงาน-เร่งงบ-เร่งคำสั่งช่วยเหลือ โดยหวังว่า “รัฐมนตรีจะเป็นตัวเชื่อมให้ทุกหน่วยมีคำสั่งจากนายกฯ ได้ทันที ไม่ต้องรอขั้นตอน”
“ระบบนี้ทำให้สามารถแก้คอขวดในระดับจังหวัด เช่น การเร่งเปิดพื้นที่ระบายน้ำ การจัดการที่พักพิง และการประสานรถ-อุปกรณ์ช่วยเหลือจากกองทัพได้เร็วขึ้น” แหล่งข่าวในรัฐบาล ระบุ
คำสั่งนี้ถูกมองได้ 2 ด้าน คือ ความพยายามบริหารจัดการอุทกภัยแบบลงรายละเอียด อีกด้านคือ การเคลื่อนไหวเชิงการเมืองที่ซับซ้อนในช่วงใกล้เข้าสู่โหมดเลือกตั้ง
ท้ายที่สุด... ไม่ว่าภารกิจนี้จะมีเป้าหมายจริงแท้เช่นไร ตัวชี้วัดสำคัญที่สุดคือ ชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่น้ำท่วม ที่รอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน และต้องการระบบที่ตอบสนองได้จริง ไม่ใช่เพียงภาพของรัฐมนตรีลงพื้นที่เพื่อหวังผลทางการเมือง
โฆษณา