29 พ.ย. 2025 เวลา 13:30 • ธุรกิจ

บริษัทแรกในโลกที่ทำยา แต่มีมูลค่าเทียบชั้น Big Tech

Eli Lilly กับโอกาสและความเสี่ยงเมื่อเข้าสู่ ’Trillion Dollar Club’
Eli Lilly เพิ่งกลายเป็นบริษัทยาเจ้าแรกของโลกที่มีมูลค่าตลาดทะลุ “1 ล้านล้านดอลลาร์” หรือราว 32 ล้านล้านบาท ขึ้นไปอยู่ในคลับ ‘Trillion Dollar Club’ เดียวกับ Apple, Microsoft, Nvidia และบริษัทเทคฯ ชั้นนำของโลก
แต่สิ่งที่ดันบริษัทไม่ใช่ยารักษาโรคแบบเดิม คือ “ยาลดน้ำหนัก” ตระกูล GLP-1 อย่าง Mounjaro และ Zepbound
(⚠️ หมายเหตุสำคัญ: ยากลุ่ม GLP-1 เป็นยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น ไม่ใช่ยาที่ใช้เพื่อความสวยงาม และต้องอยู่ภายใต้การประเมินสุขภาพ–ติดตามผลอย่างใกล้ชิด บทความนี้ไม่ได้ให้คำแนะนำทางการแพทย์หรือคำแนะนำการลงทุน)
แต่มันกำลังบอกเราว่าอุตสาหกรรมยาและสุขภาพกำลังเคลื่อนเข้าสู่ยุคใหม่อย่างเป็นทางการ
ในอดีต หุ้นมูลค่าเกิน 1 ล้านล้านดอลลาร์มักเป็นบริษัทเทคฯ แพลตฟอร์มระดับโลก แต่วันนี้ชื่อที่ตามหลัง Apple, Microsoft, Nvidia กลับเป็นบริษัทจากอุตสาหกรรมยาอย่าง Eli Lilly ที่ราคาหุ้นขึ้นมาจนทำให้มูลค่าบริษัทแตะระดับ 1 ล้านล้านดอลลาร์ไปเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2025 ด้วยราคาหุ้นราว 1,060 ดอลลาร์ต่อหุ้น และขึ้นมากว่าเกือบ 40% ภายในปีเดียว
หัวใจของการเติบโตคือกลุ่มยาที่เรียกว่า GLP-1 (Glucagon-like peptide-1)
หากอธิบายง่าย ๆ คือ “ยาที่เลียนแบบฮอร์โมนในลำไส้” ช่วยคุมความอยากอาหาร คุมระดับน้ำตาล และทำให้คนไข้ “อิ่มนาน–กินน้อยลง” ผลคือคนไข้ลดน้ำหนักได้มากกว่ายาลดน้ำหนักยุคก่อน ๆ หลายเท่า
* Zepbound (ยาลดน้ำหนัก) และ Mounjaro (ยารักษาเบาหวานที่ช่วยลดน้ำหนักได้ด้วย) ช่วยให้คนไข้บางกลุ่มลดน้ำหนักได้ราว 15-20%
* รายได้จากพอร์ทยาเบาหวานและโรคอ้วน นำโดย Mounjaro และ Zepbound ไตรมาสล่าสุดพุ่งขึ้นเป็นกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ หรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ทั้งบริษัทในไตรมาสนั้น
และนี่เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” ของตลาด
นักวิเคราะห์หลายสำนักประเมินว่า ตลาดยาลดน้ำหนักสไตล์ GLP-1 ทั่วโลก มีโอกาสแตะระดับ 1 แสนล้านดอลลาร์ขึ้นไปภายในปี 2030 ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขจาก J.P. Morgan ที่ประเมินเกิน 100,000 ล้านดอลลาร์ หรือการคาดการณ์ของบริษัทวิจัยอย่าง Grand View Research ที่มองไปถึง 150,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2030
เรียกว่านี่อาจเป็น “ตลาดใหม่ระดับแสนล้านดอลลาร์” ที่เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
ถ้ามองแบบผิวเผิน ยา GLP-1 ดูเหมือนเป็นแค่ “ยาลดน้ำหนัก” สำหรับคนอยากผอม แต่ข้อมูลทางการแพทย์ยังมีงานวิจัยใหม่ ๆ พบว่า GLP-1 ไม่ได้แค่ช่วยลดน้ำหนัก แต่ยังมี “ผลพ่วงด้านดี” (positive spillover) ต่อโรคอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงกับเมตาบอลิซึม (การเผาผลาญ) ของร่างกาย เช่น ลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด หรือช่วยเรื่องภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea)
ทำให้ GLP-1 มีโอกาสที่ต่อยอดไปได้หลายแบบในอุตสาหกรรมสุขภาพ
สำหรับ Eli Lilly นักวิเคราะห์คาดว่า เฉพาะ Mounjaro + Zepbound สองตัวนี้ อาจทำยอดขายรวมกันได้มากกว่า 60,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ภายในปี 2030 ซึ่งตัวเลขนี้เทียบได้กับ “บริษัทใหญ่ทั้งบริษัท” หนึ่งบริษัทเลยทีเดียว
แถมรายงานข่าวล่าสุดคือ Eli Lilly ยังไม่หยุดแค่ยาฉีด
บริษัทยังพัฒนายาแบบเม็ดรับประทานรุ่นใหม่ (เช่น orforglipron) ซึ่งถ้าทำสำเร็จจะยิ่งขยายตลาดออกไปอีก เพราะคนจำนวนมาก “พร้อมกินยา แต่ไม่พร้อมฉีดยา” ทำให้ยาเม็ดอาจครองส่วนแบ่งตลาดราว 25% ของตลาดยาลดน้ำหนักทั้งหมดในอนาคต
โดย Eli Lilly เตรียมยื่นขออนุมัติ FDA ภายในสิ้นปีนี้ และหากผ่านก็มีโอกาสเปิดตัวจริงในปี 2026 พร้อมเผชิญการแข่งขันจาก AstraZeneca และ Structure Therapeutics ที่กำลังพัฒนายาเม็ดแบบเดียวกันเช่นกัน
แต่อย่าลืมเรื่องผลข้างเคียง–ข้อจำกัด ตั้งแต่คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย หรือท้องผูก เบื่ออาหารมากเกินไป จนต้องคอยปรับขนาดยา แน่นท้อง รู้สึกอืด ส่วนใหญ่จะเกิดช่วงเริ่มใช้หรือเพิ่มโดส แล้วค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เสมอ
จำไว้เสมอว่านี่ไม่ใช่ยาสำหรับคนอยากผอมเร็ว แต่ต้องได้รับการแนะนำจากแพทย์ ราคาค่อนข้างสูง และในหลายประเทศประกันหรือภาครัฐอาจยังไม่ครอบคลุมเต็มที่ สุดท้ายโดยยาควรใช้ ร่วมกับการควบคุมอาหารแบบลดแคลอรี และ การเพิ่มระดับการออกกำลังกาย ตามคำแนะนำทางการแพทย์ ต้องใช้ต่อเนื่องถ้าหยุดยาแบบไม่คุมอาหาร ไม่ออกกำลังกาย น้ำหนักอาจดีดกลับได้
🔄 [ การกลับตัวของยักษ์เก่า: จากหมดสิทธิบัตร สู่ดาวรุ่งพุ่งแรง ]
สิบปีก่อน Eli Lilly ยังเผชิญปัญหายาหลายตัวหมดสิทธิบัตร ยอดขายหด การวิจัยยาใหม่ก็สะดุด ไม่ต่างจากบริษัทยาเก่าหลายเจ้าในยุคนั้น
แต่บริษัทเลือกปรับเครื่องยนต์วิจัยพัฒนา (R&D) ครั้งใหญ่ โฟกัสทรัพยากรไปที่โรคที่เป็นภาระใหญ่ของสังคม เช่น เบาหวาน โรคอ้วน มะเร็ง และโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน
ผลคือวันนี้นอกจาก GLP-1 แล้ว ยังมีทั้งยามะเร็ง Verzenio, ยาโรคผิวหนัง Taltz และโครงการวิจัยด้านอัลไซเมอร์และโรคหัวใจ*ที่นักลงทุนจับตามอง
การที่บริษัทหนึ่งสามารถเปลี่ยนจากภาพ “ธุรกิจเก่ายุคหมดสิทธิบัตร” สู่ “ดาวเด่นระดับโลก” ได้ในเวลาไม่กี่ปี เป็นตัวอย่างสำคัญของการลงทุนใน นวัตกรรมระยะยาวว่าถ้าทำสำเร็จ มูลค่าบริษัทสามารถขยับขึ้นไปอีกขั้นได้จริง ๆ
🎯 [ ทำไมนักลงทุนควรสนใจ? ]
ลองแบ่งเป็น 3 ระดับที่นักลงทุนมือใหม่มองตามได้ง่าย ๆ
1) หุ้นผู้นำ (Winners ระดับโลก)
ในระดับแรกสุด คือหุ้น “เจ้าตลาด” อย่าง Eli Lilly และคู่แข่งรายสำคัญอย่าง Novo Nordisk (ช่วงหลังมานี้ Novo ก็เจอทั้งผลทดลองยารุ่นใหม่ที่ไม่เข้าเป้า และแรงกดดันจากคู่แข่งที่แรงขึ้น)
* ทั้งสองบริษัทถือเทคโนโลยี GLP-1 ตัวจริง มีข้อมูลคนไข้จำนวนมหาศาล
* มีเงินสดและกำไรจำนวนมากกลับไปหมุนใน R&D ทำให้มีโอกาสนำหน้าคู่แข่งต่อ
ข้อดีคือ ถ้ามองระยะยาว 5–10 ปี กลุ่มนี้มีโอกาสเติบโตตามเมกะเทรนด์สุขภาพโลกที่ชัดเจนมาก
แต่ข้อเสียคือ ราคาหุ้นวันนี้ก็ขึ้นมาเยอะพอสมควร
Eli Lilly เพิ่งทำมูลค่าตลาดแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ การจะเติบโตต่ออีกเท่าตัว นักลงทุนต้องเชื่อว่ารายได้และกำไรจะโตได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุดด้วยกฎระเบียบ รัฐบาล หรือคู่แข่งรายใหม่
สำหรับนักลงทุนไทยสามารถซื้อ DR ของ Eli Lilly ได้หรือจะเข้าถึงหุ้นเหล่านี้ผ่านกองทุนต่างประเทศ กองทุนธีมสุขภาพ หรือ ETF ก็ได้
2) หุ้นในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain รอบ ๆ GLP-1)
เมกะเทรนด์ยา GLP-1 ไม่ได้ช่วยแค่บริษัทผู้ผลิตยา แต่ยังกระทบทั้ง “ห่วงโซ่คุณค่า” ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เช่น
* บริษัทชีววิทยาศาสตร์และไบโอเทคที่ทำวิจัยยาเมตาบอลิซึมหรือยารุ่นถัดไป
* บริษัทรับจ้างผลิตยา (CDMO) ที่ช่วยผลิตในปริมาณมหาศาล
* ผู้ผลิตอุปกรณ์ฉีดยาและบรรจุภัณฑ์แบบพิเศษ
* ธุรกิจโรงพยาบาล ตรวจสุขภาพ คลินิกลดน้ำหนัก ที่อาจมีดีมานด์เพิ่มขึ้น
หุ้นกลุ่มนี้บางครั้งราคายังไม่วิ่งแรงเท่าผู้ผลิตยาโดยตรง แต่โยงกับเทรนด์เดียวกัน
จุดสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ ต้องดูให้ออกว่าบริษัทนั้น “พึ่ง GLP-1 มากเกินไปไหม” หรือมีรายได้จากหลายแหล่งที่บาลานซ์ความเสี่ยงกัน
3) ความเปลี่ยนแปลงฝั่ง “ผู้จ่ายเงิน” และ “ผู้บริโภค”
อีกด้านที่น่าสนใจคือฝั่งผู้จ่ายเงิน ไม่ว่าจะเป็นรัฐ บริษัทประกัน หรือ นายจ้าง
เมื่อยาสามารถลดความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคไต หรือช่วยให้คนลดน้ำหนักได้จริง ตัวเลขค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพระยะยาวของประเทศและบริษัทประกันอาจลดลง จึงมีแรงจูงใจสูงที่จะช่วย “แชร์ค่าใช้จ่ายยา” ให้ผู้ป่วยมากขึ้นในอนาคต
ตามรายงานของสื่อการเงินต่างประเทศ ในสหรัฐฯ เอง Eli Lilly เพิ่งทำดีลกับรัฐบาล เพื่อยอมลดราคายาบางส่วนแลกกับการที่ยาเข้าถึงคนไข้ Medicare/Medicaid ได้มากขึ้น และได้ความชัดเจนด้านกฎระเบียบ รวมถึงการยกเว้นภาษีบางรายการ ข้อตกลงลักษณะนี้อาจเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นเดินตามในอนาคต
ในมุมของผู้บริโภค ระยะยาวอาจเห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหาร แอลกอฮอล์ ฟิตเนส ไปจนถึงประกันสุขภาพ เพราะการที่คนอ้วนลดลง มีผลต่อพฤติกรรมใช้จ่ายและความเสี่ยงด้านสุขภาพโดยรวมทั้งระบบ
🚨 [ ความเสี่ยงที่นักลงทุนต้องไม่มองข้าม ]
แม้ภาพรวมจะดูสวย แต่เมกะเทรนด์ที่ทุกคนเห็นตรงกัน มักมาพร้อมความเสี่ยงที่ถูกมองข้าม
1. ความเสี่ยงด้านราคาและการเมือง : เมื่อยอดขายยาพุ่งจนกลายเป็นภาระงบประมาณของรัฐหรือผู้ประกันตน เสียงเรียกร้องให้ “กดราคายา” จะดังขึ้นเป็นระยะ การเมืองสามารถเปลี่ยนเงื่อนไขธุรกิจได้เร็วเสมอ
2. ความเสี่ยงด้านการแข่งขันและนวัตกรรม : วันนี้ GLP-1 ดูเป็นพระเอก แต่ในอนาคตอาจมียากลไกใหม่ที่ดีกว่า ถูกกว่า หรือมีผลข้างเคียงน้อยกว่าออกมาแย่งตลาดได้
3. ความเสี่ยงจากความคาดหวังสูงเกินไป : เมื่อราคาหุ้นสะท้อนความคาดหวังเยอะมาก ๆ แค่ข่าวไม่ดีเรื่องเดียว เช่น ผลทดลองยาตัวใหม่ไม่ดีเท่าที่คิด หรือปัญหาด้านความปลอดภัย ก็อาจทำให้ราคาหุ้นเหวี่ยงแรงกว่าที่มือใหม่รับไหว
4. ความเสี่ยงด้านข้อมูลระยะยาว: แม้งานวิจัยระยะช่วงที่ผ่านมาจะออกมาดี แต่การใช้ยากับคนจำนวนมหาศาลทั่วโลกอาจทำให้เราเจอผลข้างเคียงหายากหรือความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่ยังไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งพร้อมจะเปลี่ยนเรื่องราวในตลาดได้เสมอ
ถ้ายังไม่ได้ลงทุนต่างประเทศ เทรนด์ GLP-1 และการขึ้นสู่ 1 ล้านล้านดอลลาร์ของ Eli Lilly เป็น “กรณีศึกษา” ที่ดีมาก ว่า
* นวัตกรรมที่แก้ปัญหาใหญ่ของโลก (โรคอ้วน เบาหวาน หัวใจ) สามารถสร้างมูลค่าทางธุรกิจมหาศาลได้จริงๆ
* แต่การเข้าลงทุน ต้องดูทั้ง “เทรนด์” และ “ราคา” ไปพร้อมกันเสมอ
สำหรับคนที่เริ่มสนใจ อาจเริ่มจาก ศึกษากองทุนหรือ ETF ธีมสุขภาพ/นวัตกรรมการแพทย์ อ่านรายงานของบริษัทวิจัยการแพทย์ หรือสถาบันวิเคราะห์ที่อธิบายเทคโนโลยีแบบเข้าใจง่าย ฝึกตั้งคำถามเสมอว่า “ถ้าเรื่องนี้ออกมาแย่กว่าที่ตลาดหวัง หุ้นจะลงได้แค่ไหน?”
เพราะสุดท้ายแล้ว การตามเทรนด์ให้ทันเป็นเพียง “ครึ่งหนึ่ง” ของเกมการลงทุน อีกครึ่งหนึ่งคือการรู้เท่าทันความเสี่ยงและความคาดหวังของตัวเองด้วย
⚡ [ TL;DR – สรุปสั้นเอาไปเล่าต่อ ]
* Eli Lilly กลายเป็นบริษัทยาเจ้าแรกของโลกที่มูลค่าตลาดแตะ 1 ล้านล้านดอลลาร์ จากความสำเร็จของยาลดน้ำหนักตระกูล GLP-1 อย่าง Mounjaro และ Zepbound
* ตลาดยากลุ่ม GLP-1 กำลังเติบโตเป็นเมกะเทรนด์ระดับแสนล้านดอลลาร์ ภายในปี 2030 จากดีมานด์ด้านลดน้ำหนัก เบาหวาน และโรคหัวใจที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
* GLP-1 ไม่ใช่แค่ “ยาลดพุง” แต่กำลังกลายเป็น แพลตฟอร์มรักษาโรคเมตาบอลิซึมทั้งระบบ ตั้งแต่หัวใจ ไต ตับ ไปจนถึงโรคเรื้อรังอื่น ๆ ในอนาคต
* โอกาสสำหรับนักลงทุนคือทั้ง หุ้นผู้นำอย่าง​ Lilly / Novo และหุ้นในห่วงโซ่รอบ ๆ เช่น ผู้ผลิตยา เครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาล และบริษัทประกัน
* แต่ความเสี่ยงสำคัญคือ ราคาหุ้นที่สะท้อนความคาดหวังสูงมาก, ความไม่แน่นอนด้านนโยบายกดราคายา และความเสี่ยงที่นวัตกรรมรุ่นใหม่อาจมาแย่งตลาด
* สำหรับมือใหม่ เทรนด์นี้เป็น เคสตัวอย่างเรื่อง “นวัตกรรม + ระยะยาว” ที่ดีมาก แต่การลงทุนจริงควรเริ่มจากการกระจายความเสี่ยงผ่านกองทุนหรือ ETF และไม่ลืมถามตัวเองเสมอว่า “ถ้าเรื่องไม่สวยงามอย่างที่ตลาดหวัง เรารับแรงเหวี่ยงของราคาหุ้นไหวแค่ไหน?”
อ้างอิง :
#aomMONEY #MakeRichGeneration #EliLilly #Novo #TrillionDollarClub
โฆษณา