29 พ.ย. 2025 เวลา 02:42 • ประวัติศาสตร์

Punic War ครั้งที่ 2 ตอนที่ 1 จุดเริ่มต้นของสงคราม 16 ปี

สงครามพิวนิกครั้งที่ 2 เป็นสงครามที่ถือว่าเปลี่ยนประวัติศาสตร์ของโรมอย่างสิ้นเชิง เพราะหลังสงครามครั้งนี้สิ้นสุดลง สมดุลอำนาจของโลกเมดิเตอร์เรเนียนจะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเดิมที่โรมและคาร์เทจเป็นสองมหาอำนาจที่แข่งขันกัน จะเหลือแค่โรมที่เป็นอภิมหาอำนาจแต่เพียงผู้เดียว ขณะที่คาร์เทจแทบจะหมดบทบาทในภูมิภาคนี้ไปอย่างสิ้นเชิง
ความน่าสนใจคือ สงครามครั้งนี้ โรมพ่ายแพ้ติดๆ กันหลายครั้งแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน พ่ายแพ้จนดูเหมือนว่าโรมเกือบจะจบสิ้นลงได้ทุกเมื่อ แต่สุดท้ายโรมก็สามารถกลับมาพลิกชนะ จากนั้นโรมก็ขยายอำนาจจนกลายเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ๋แบบที่เราคุ้นเคยกันทุกวันนี้
ผมข้อเริ่มต้นเรื่อง หลังการจบลงของสงคราม Punic ครั้งที่ 1 ในปี 241 BC กันนะครับ
ผลของสงครามครั้งแรก ทำให้โรมได้เกาะซิซิลีมาครอบครอง ส่วนคาร์เทจแม้ว่าจะอ่อนแรงลงแต่ก็ยังถือว่าเป็นมหาอำนาจที่โรมยังต้องเกรงกลัว
สำหรับแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่อย่าง ฮามิลคาร์ บาร์กา หลังจากกลับมาที่คาร์เทจ แม้ว่าเขาจะพ่ายแพ้ แต่อำนาจบารมีของเขากลับเพิ่มขึ้น เหตุผลหลักคือ เพราะ กลุ่มอำนาจที่ต่อต้านเขาถูกมองว่าทำให้พ่ายแพ้แก่โรมส่วนแม่ทัพที่ต่อสู้กับโรมอย่างยอดเยี่ยมจึงได้รับความนิยม จนเรียกได้ว่าเขากลายเป็นผู้นำของคาร์เทจไปโดยปริยาย
สิ่งที่ฮามิลคาร์ต้องการทำหลังมีอำนาจคือ ฟื้นฟูความยิ่งใหญ่ของคาร์เทจกลับมาให้เร็วที่สุด เพื่อขยายอิทธิพลออกไปให้กว้างไกล
คำถามคือ จะขยายอำนาจไปทางทิศไหนดี จะไปทางเหนือก็ไม่ได้เพราะจะไปชนกับโรมอีกครั้งลงใต้ก็ติดทะเลทรายซาฮารา ไปทางตะวันตกก็ไปชนมหาสมุทรแอตแลนติกที่กว้างใหญ่ ถ้าไปทางตะวันออกก็จะไปเจออียิปต์ที่แข็งแกร่ง
ดังนั้นทิศที่ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีสุดคือ ขยายอิทธิพลเข้าไปยังคาบสมุทรไอบีเรียหรือพื้นที่ซึ่งเป็นประเทศสเปนในยุคปัจจุบัน
มีเรื่องเล่าว่า ก่อนที่ฮามิลคาร์จะยกทัพไปไอบีเรีย เขาพาฮันนิบาล (Hannibal) ลูกชายวัย 9 ขวบ ไปที่แท่นบูชาที่จะทำพิธีบูชายัญ แล้วให้ทุกคนถอยออกไป จากนั้นก็ถามว่าลูกอยากไปสเปนด้วยกันไหม ฮันนิบาลในวัย 9 ขวบตอบรับทันทีว่าอยาก ฮามิลคาร์จึงจับมือลูกวางบนตัวสัตว์ที่จะใช้บูชายัญแล้วให้สาบานว่า “จากนี้ไป เจ้าจะไม่มีวันเป็นมิตรกับชาวโรมัน” หรือ “จากนี้ไปเจ้าจะต้องเป็นศตรูกับโรมันไปชั่วชีวิต”
โดยที่พวกเขาพ่อลูกไม่รู้เลยว่า คำสาบานนี้ จะเป็นจริง และอาจจะพูดได้ว่าไม่ใช่แค่ชั่วชีวิต เพราะแม้ว่าฮานิบาลจะตายไปแล้วเป็นพันปี ทุกวันนี้พูดถึงชื่อของฮันนิบาล สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึงคือ แม่ทัพที่เป็นศตรูคู่แค้นคนสำคัญของโรมัน
เมื่อไปถึงไอบีเรีย ฮามิลคาร์ ก็นำกองทัพคาร์เทจเดินหน้าทำสงครามกับชนเผ่าท้องถิ่นหลายกลุ่มทั้งเพื่อยึดเมือง หารายได้จากเหมือง บางครั้งก็ทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับชนเผ่าที่แข็งแกร่ง และรวบรวมกำลังคนเข้ากองทัพคาร์เทจเพิ่มขึ้น เขามองว่าไอบีเรียเป็นเหมือนธนาคารของคาร์เทจ โดยเป้าหมายสำคัญคือหาเงินและสร้างกองทัพขึ้นมาใหม่ให้แข็งแกร่ง เพื่อเตรียมจะงัดข้อกับโรมต่อในระยะยาว
แต่ในที่สุด ฮามิลคาร์ก็เสียชีวิตลงระหว่างสู้รบในไอบีเรีย ทำให้การนำทัพตกอยู่ในมือลูกเขยของฮามิลคาร์ระยะหนึ่ง ก่อนที่ในเวลาต่อมาเขาก็จะเสียชีวิต แล้วอำนาจก็ถูกส่งต่อไปให้กับ ฮันนิบาล บาร์กา ลูกชายของ ฮามิลคาร์ ในวัย 26 ปี
แม้ว่าฮันนิบาลจะยังหนุ่ม แต่เขาเริ่มแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางการทหารระดับอัจฉริยะ โดยเขาสานต่องานที่พ่อเริ่มต้นไว้ คือ รุกคืบไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของคาบสมุทรไอบีเรียไปเรื่อยๆ ทำให้คาร์เทจกลับมาร่ำรวยและมีกองทัพที่แข็งแกร่ง
กลับมาที่ฝั่งของโรมันกันบ้าง
ระหว่างนี้ชาวโรมันเองก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน พวกเขาพิชิตชนเผ่ากอล (Gaul) แล้วขยายอิทธิพลขึ้นไปทางเหนือ จากนั้นก็รุกคืบไปทางตะวันตกเฉียงใต้ไปเรื่อยๆ
ซึ่งถ้าเราเปิดแผนที่ดู จะเห็นได้เลยว่า เส้นทางที่โรมขยายอำนาจไปกับ เส้นทางที่คาร์เทจขยายอำนาจมา ยังไงๆ มันก็ต้องมาชนกัน ดังนั้นดูเหมือนว่าการปะทะกันระหว่างสองมหาอำนาจนี้อีกครั้ง คงจะเลี่ยงได้ยาก
แต่แล้ว สงครามที่ดูเหมือนจะเลี่ยงไม่ได้ ก็ถูกยับยั้งด้วยการลงนามในสนธิสัญญาระหว่างโรมและคาร์เทจ โดยชาวคาร์เธจสัญญาว่าจะไม่รุกคืบไปทางเหนือของ แม่น้ำเอโบร (Ebro River)
แต่สุดท้ายสงครามก็เกิดขึ้นจนได้
เรื่องของเรื่องคือ มีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อว่า ซากุนตัม (Saguntum) เมืองนี้ดูเหมือนได้ทำข้อตกลงบางอย่างกับโรม แม้ว่าความสัมพันธ์หรือข้อตกลงกับโรมเราจะไม่มีข้อมูลชัดเจนนัก แต่ซากุนดัม ก็กล้าพอที่จะไปโจมตีพื้นที่ใกล้เคียงบางส่วนที่อยู่ภายใต้การควบคุมของฮันนิบาลและชาวคาร์เทจ และเพื่อเป็นการแก้แค้น ฮันนิบาลจึงโจมตีซากุนตัม
ส่วนโรมก็ตัดสินใจว่าต้องเข้าไปช่วยเหลือซากุนตัม และด้วยเหตุการณ์นี้ สงคราม Punic ครั้งที่สอง ก็ถือกำเนิดขึ้นในปี 219 BC
ถ้ามองย้อนกลับไปสมัยสงคราม Punic ครั้งที่ 1 ตอนที่สงครามเริ่มต้นขึ้น อาจจะมองได้ว่าคาร์เทจแข็งแกร่งกว่าโรมอยู่เล็กน้อย แต่ในวันที่สงคราม Punic ครั้งที่ 2 เปิดฉากขึ้น โรมยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งกว่าคาร์เทจ อย่างเห็นได้ชัด แม้แต่กองทัพเรือของโรม ก็ยังแข็งแกร่งกว่าคาร์เทจ
ซึ่งตัว ฮันนิบาล เองก็มองออก และรู้ว่าถ้าจะรบแบบเดิมๆ คาร์เทจคงไม่มีโอกาสชนะ
ฮันนิบาล มองว่าจุดที่แข็งที่สุดของโรมันคือ กำลังเสริมที่อาจจะพูดได้ว่า มีแบบไม่มีที่สิ้นสุด เพราะโรมมีพลเมืองเยอะมาก วิธีที่จะพอชนะโรมได้คือ ต้องตัดกำลังสำรองเหล่านั้น
คำถามคือ ทำยังไง ?
สิ่งที่ฮันนิบาลตัดสินใจทำถือได้ว่าเป็นการเสี่ยงและกล้าหาญมาก นั่นก็คือ การบุกไปที่คาบสมุทรอิตาลีเลย แล้วหวังว่า ถ้าสามารถเอาชนะบนแผ่นดินของโรมได้สักหลายๆ ครั้ง มีโอกาสที่ดินแดนต่างๆ และผู้คนที่เคยถูกโรมผนวกเข้าเป็นโรม จะฉวยโอกาสก่อการกบฏแล้วเรียกร้องอิสรภาพคืนมา
ไอเดียดี แต่ในทางปฏิบัติจะทำยังไง เพราะการจะนำกองทัพไปอิตาลีได้มีแค่สองทาง
หนึ่งไปทางทะเล ซึ่งกองทัพเรือของโรมขวางทางอยู่ และไม่น่าจะชนะได้
สอง เดินทัพจากสเปนข้ามเทือกเขาแอลป์ลงสู่อิตาลี ซึ่งก็เป็นไปไม่ได้เพราะเทือกเขาแอลป์สูงมาก มีหิมะและน้ำแข็งปกคลุมตลอด และเต็มไปด้วยชาวเขาที่ดุร้าย
แต่ฮันนิบาลก็เลือกทำสิ่งที่คนมองว่าเป็นไปไม่ได้นั่นคือ ข้ามเทือกเขาแอลป์
ต้นเดือนพค.ปี 218 BC ฮันนิบาลก็ออกเดินทางพร้อมกับกองทัพประมาณ 40,000 นายและช้าง 37 เชือก ข้ามเขาแอลป์ และเป็นที่น่าทึ่งมาก เพราะเขาทำสำเร็จ แม้ว่าระหว่างทางจะเจอ หินถล่ม หิมะถล่ม และชนเผ่าชาวเขา ทำให้สูญเสียอย่างหนัก ขนาดว่า วันที่เดินลงจากเขาฮันนิบาลเหลือกำลังพลแค่ 26,000 นาย และช้างเพียง 1 เชือก เท่านั้น
และเมื่อมีชาวโรมันเห็น ข่าวก็แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วว่าฮันนิบาลปรากฏตัวอยู่ในอิตาลี ชาวโรมันถึงกับตกใจ เพราะเขาเป็นศัตรูที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาโผล่บนผืนดินของโรมได้ กองทัพโรมจึงรีบระดมกำลัง 40,000 นาย โดยหวังว่าการโจมตีเร็วขณะที่กองทัพของฮันนิบาลยังเหนื่อยล้าจากการข้ามแอลป์ ก็อาจจะจบปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
แต่ศึกษาแรก แม้ว่าโรมได้เปรียบในหลายๆ ด้าน แต่ก็จะพ่ายแพ้ให้กับฮันนิบาลอยู่ดี
ในตอนหน้า เราจะมาดูกันว่า เมื่อสงครามเร่ิมต้นขึ้น ฮันนิบาลจะแสดงให้ชาวโรมันเห็นถึงความเป็นอัจฉริยะในการรบของเขาอย่างไรบ้าง
โฆษณา