29 พ.ย. 2025 เวลา 11:00 • ประวัติศาสตร์

Punic War ครั้งที่ 2 ตอนที่ 2 ฮันนิบาล ศัตรูแบบที่โรมไม่เคยเจอมาก่อน

เมื่อมีคนเห็นฮันนิบาล ข่าวก็แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็วว่าฮันนิบาลปรากฏตัวอยู่ในอิตาลี ชาวโรมันถึงกับตกใจ เพราะเขาเป็นศัตรูที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะมาโผล่บนผืนดินของโรมได้ กองทัพโรมจึงรีบระดมกำลัง 40,000 นาย โดยหวังว่าโจมตีเร็วขณะที่กองทัพของฮันนิบาลยังเหนื่อยล้าจากการข้ามแอลป์ ก็อาจจะจบปัญหาได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากลงจากแอลป์มาได้ ฮันนิบาลก็ได้ปะทะกับกองทัพของโรมเล็กๆ ครั้งนึงที่ ทิคินุส (Ticinus) และสามารถเอาชนะได้ จากนั้นกองทัพก็เดินหน้าต่อไปจนถึงแม่น้ำที่ชื่อ เทรเบีย การรบในครั้งนั้น โรมเสียหายเล็กน้อย แต่แม่ทัพที่ชื่อ พลูเบียส คอร์เนเลียส สคิปิโอ (Publius Cornelius Scipio) ก็ได้เรียนรู้ในทันทีว่าฮันนิบาล เป็นแม่ทัพหนุ่มที่ประมาทไม่ได้เลย
การต่อสู้อีกครั้งปัจจุบันมีชื่อที่รู้จักในชื่อว่า ยุทธการเทรเบีย (Battle of the Trebia) ในปี 218 ก่อนคริสตกาล การรบครั้งนี้จะทำให้ชาวโรมันรู้ว่า พวกเขากำลังเผชิญกับศตรูที่คิดเร็วกว่า มองไกลกว่า และมีกลยุทธ์ที่เหนือกว่าพวกเขา
ฝ่ายโรมในเวลานั้นมีผู้นำกองทัพสองคนคือ ไทบีเรียส เซมโพรนิอุส ลองกุส (Tiberius Sempronius Longus) ซึ่งเป็นสายลุย กับ พลูเบียส คอร์เนเลียส สคิปิโอ (Publius Cornelius Scipio) ซึ่งพ่ายแพ้และได้รับบาดเจ็บมาครั้งนึง จึงคอยเตือนว่าโรมว่าห้ามบุ่มบ่าม สคิปิโอคนนี้ยังเป็นเป็น บิดาของสกิปิโอ อัฟริกันนุส (Africanus) ที่จะเป็นคนเอาชนะฮันนิบาลต่อไปในอนาคตด้วย
ฮันนิบาล อ่านออกว่า ลองกุส เป็นคนเลือดร้อน เขาจึงใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์ ด้วยการส่งทหารไปโจมตีเพื่อยั่วยุให้ลองกุส โกรธ เผื่อล่อให้โรมนำทัพข้ามแม่น้ำเทรเบียในเช้าวันที่อากาศหนาวจัด
ทหารโรมันต้องใส่ชุดเกราะหนักๆ เดินลุยน้ำเย็นจัดระดับอก ผลคือ เสียแรง ตัวเย็น ขณะที่ฮันนิบาลก็วางกับดักไว้ที่อีกฝั่ง
ฮันนิบาลวางแผนจัดวางกองทัพไว้ทั้งหมดสามชั้น
หนึ่ง แผงหน้าที่รอเผชิญกับโรม ส่วนนี้เขาปล่อยให้เป็นส่วนที่มีกำลังน้อยที่สุด หน้าที่หลักคือ รับแรงปะทะและถ่วงเวลาไว้
สอง ปีกซ้ายแล้ขวาใช้ทหารม้าชาวนูมิเดียน (Numidian) ที่ได้ชื่อว่ารบบนม้าเก่งที่สุดในยุคนั้น และยังมีช้างศึก หน้าที่คือ ตีปีกของโรมันให้แตก เพื่อตลบมาโอบล้อมทหารโรมัน
สาม ให้มีทหารประมาณ 2000 คนไปซุ่มอยุ่ในพงหญ้าริมแม่น้ำ เพื่อโจมตีจากด้านหลังของกองทัพโรมัน และสังหารทหารโรมที่พยายามจะถอยหนี
แล้วผลก็เป็นไปตามที่ฮันนิบาลวางไว้คือ กองทัพของลองกุส ถูกโอบล้อมจากรอบด้านและทำลายย่อยยับ ความพ่ายแพ้ครั้งนั้น โรมเสียกำลังพลไปประมาณ 2-3 หมื่นนาย
แต่ตามธรรมเนียม โรมไม่เคยยอมแพ้ พวกเขาเกณฑ์ทหารใหม่และเตรียมรบอีกครั้ง
ปีต่อมา ฮันนิบาลทำสิ่งที่เหนือการคาดเดาของโรมอีกครั้ง
ประเด็นคือ ช่วงนั้นกองทัพโรมันใช้วิธีไล่บี้คาร์เทจไปเรื่อยๆ เพราะมองว่าในถิ่นตัวเองสามารถเติมกำลังเสริมไปได้เรื่อยๆ ส่วนกำลังของฝ่ายคาร์เทจมีแต่จะน้อยลงเรื่อยๆ
ฮันนิบาลจึงต้องการหลบหนีการตามไล่บี้ของกองทัพโรมันและไปโผล่ในที่ที่โรมคาดไม่ถึง ช่วงเวลานั้นมี ฝนกระหน่ำลงทั่วดินแดนที่มีชื่อว่า เอทรูเรีย ทำให้แม่น้ำอาร์โน (Arno) เอ่อล้นจนกลายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำกว้างใหญ่ คือ ถ้าเดินผ่านจะเจอโคลนลึก น้ำเย็น หมอกหนา และเสี่ยงที่จะป่วยด้วยโรคภัยต่างๆ พูดง่ายๆ เป็นเส้นทางที่ไม่มีใครคิดจะเดินผ่าน
แต่ฮันนิบาล มองว่านี่เป็นเส้นทางที่จะทำให้กองทัพของคาร์เทจ เสมือนหายตัวได้ เขาพากองทัพลุยเข้าไปในพื้นที่นี้ ทหารจำนวนมากจับไข้จากความหนาว ม้าและสัตว์ที่ช่วยบรรทุกของตายไปมากมาย แม้แต่ฮันนิบาล เองยังต้องเสียดวงตามไปข้างหนึ่งจากการติดเชื้อในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายแห่งนี้
แต่เมื่อกองทัพคาร์เทจ ออกมาพ้นดินแดนชุ่มน้ำนี้ได้ ก็เหมือนว่าพวกเขาดำดินมาโผล่ที่ใจกลางของอิตาลีโดยที่ชาวโรมันไม่ทันได้ตั้งตัว จากนั้นฮันนิบาลก็เริ่มปล้นเมือง เผาฟาร์ม ทำลายผลผลิตทางการเกษตร เป้าหมายหลักคือ ทำให้กลัว ทำให้เสียขวัญ และสร้างความปั่นป่วนให้เศรษฐกิจและการเมือง เขาเชื่อว่าความกลัวนี้จะทำให้พันธมิตรของโรมในอิตาลีเสียความมั่นใจในตัวโรม และยังบีบให้กองทัพโรมันต้องส่งกองทัพออกมาสู้กันตรงๆ
แล้วโรมก็ถูกบีบให้ต้องเล่นตามเกมของฮันนิบาลอีกครั้ง
เมื่อเห็นฮันนิบาลเผาบ้านเมือง เผ่าไร กองทัพโรมันก็พุ่งเข้าหาคาร์เทจอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง และเมื่อกองทัพโรมันไล่ตามฮันนิบาลจนมาถึงบริเวณใกล้ชายฝั่งที่เต็มไปด้วยหมอกหนาของ ทะเลสาบตราซิเมเน (Lake Trasimene) ซึ่งเป็นสถานที่ซึ่งฮันนิบาลวางกับดักเอาไว้ คือ
ด้านหน้าที่ล่อให้กองทัพโรมันเข้ามาเป็นหุบเขาแคบๆ
ด้านหนึ่งของทางเดินเป็นทะเลสาบ
อีกด้านหนึ่งเป็นเนินเขาที่สูงชัน บวกกับหมอกที่หนาจนดูเหมือนม่านควัน
เมื่อกองทัพโรมันเดินทัพเข้าไปลึกมากพอจนคิดว่าไม่สามารถถอยได้ กองกำลังของฮันนิบาลที่ซุ่มอยู่ทั้งสองฝั่งก็กระโจนเข้าใส่และโจมตีอย่างหนัก เวลาผ่านไปไม่นานกองทัพของโรมันก็ถูกตีแตกยับเยิน แม่ทัพถูกสังหาร ทหารโรมันนับหมื่นจมน้ำตายหรือถูกสังหาร จนถือได้ว่าเป็นการลอบโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในโลกโบราณ
และเป็นการรบอีกครั้งที่ทำให้ชื่อของฮันนิบาล เป็นที่หวาดกลัวไปทั่วกรุงโรม
ช่วงเวลาวิกฤตนี้ วุฒิสภาของโรมตัดสินใจแต่งตั้งให้ ฟาบิอุส แม็กซิมัส (Fabius Maximus) ขึ้นเป็น เผด็จการ (dictator) เพราะพวกเขารู้ว่าในภาวะวิกฤติการตัดสินใจต่างๆ ต้องเด็ดขาด รวดเร็ว จะมารอถกเถียงกันในสภาคงไม่ได้ ดังนั้นต้องเลือกผู้นำที่สุขุม หนักแน่น และมองปัญหาอย่างเป็นระบบ แล้วให้อำนาจเด็ดขาดไปเลย นั่นคนที่น่าจะพาโรมพ้นวิกฤตินี้ได้ดีที่สุด น่าจะเป็น แม็กซิมุส คนนี้
และสิ่งแรกที่แม็กซิมัสปรับเปลี่ยนเมื่อรับมือกับฮันนิบาลคือ ไม่เผชิญหน้ากับฮันนิบาลตรงๆ
คือเขาบอกว่าจากนี้ไปโรมจะไม่เปิดศึกใหญ่ แอบโจมตีเล็กๆ แล้วถอยหลบเข้าภูมิประเทศที่โรมได้เปรียบเพื่อไม่ให้คาร์เทจตามไป นอกจากนั้นก็เผาพืชผล ไร่นา เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งเสบียงแก่คาร์เทจ กลยุทธ์นี้เป็นการบีบให้ฮันนิบาล ต้องวิ่งหนีไปเรื่อยๆ จนอ่อนล้า
ปรากฎว่ากลยุทธนี้ โรมมีเวลาได้พักหายใจ คาร์เทจเป็นฝ่ายต้องคอยตั้งรับ และถอยหนีไปเรื่อยๆ ส่วนโรมก็สามารถระดมกองทัพใหม่ขึ้นมาหลายชุด
อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้ไม่ใช่วิธีถนัดของโรม หลายคนไม่เห็นด้วย มองว่าเสียเกียรติและน่าอับอายแต่ด้วยอำนาจเผด็จการทำให้ไม่สามารถขัดคำสั่งได้ อย่างไรก็ตามอำนาจของเผด็จการจะมีเวลาจำกัด ส่วนใหญ่จะให้ครั้งละ 6 เดือน เมื่อหมดเวลาหรือพ้นวิกฤติอำนาจก็จะต้องคืนให้กับสภา
สิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือ กระแสตีกลับ กลุ่มฮาร์ดคอร์ในสภาที่ต้องการรบซึ่งๆ หน้าขึ้นมามีอิทธิพล แล้วมีนโยบายให้รวบรวมกองทัพขนาดใหญ่ 80,000 นาย เพื่อไปบดขยี้ฮันนิบาลด้วยกำลังที่เหนือกว่าแบบมหาศาล เรียกว่าเพื่อล้างอายให้กับการสู้แล้วหนีก่อนหน้า
แต่ในสายตาของฮันนิบาลแล้ว นี่คือของขวัญจากสวรรค์
วันที่ 2 สิงหาคม ปี 216 ก่อนคริสตกาล กองทัพทั้งสองเผชิญหน้ากันใกล้เมืองเล็ก ๆ ชื่อ คันเน (Cannae) ฝ่ายโรมันจัดทหารราบจำนวนมหาศาลไว้ตรงกลางตามแบบฉบับที่นิยมของยุคนั้น โดยมีทหารม้าจำนวนไม่มากนักคุมปีกทั้งสองข้าง การรบในลักษณะนี้จะเหมือนใช้กำลังเป็นหอกพุ่งทะลวงไปข้างหน้าและบดขยี้ศตรูอย่างรุนแรง
แต่ฮันนิบาลเลือกวิธีตรงข้าม เขาวางทหารฝีมือดีไว้ที่ปีกทั้งสอง และจัดกองกลางให้ โค้งนูน มองจากด้านบนจะเหมือนโล่หันที่โค้งไปหาศัตรู
เมื่อการรบเริ่มขึ้น กองกลางของคาร์เธจก็ตั้งรับแรงปะทะมหาศาลจากทหารโรมัน แต่ไม่ยืนรับแรงปะทะตรงๆ แต่ใช้วิธีถอยร่น “ทีละคืบ” อย่างพร้อมเพรียงและมีระเบียบตามการสั่งการของฮันนิบาล
รูปแถวที่เคยโค้งออกจึงค่อยๆ ยุบเข้าด้านใน จนกลายเป็นเหมือนอ่างล้างหน้าให้กองทัพโรมันไหลเข้าไป ในความรู้สึกของทหารโรมันจะรู้สึกเหมือนว่าฝ่ายตัวเองตีโต้เข้าไปได้และกำลังจะชนะ จึงรีบบุกไปข้างหน้า
ช่วงเวลานั้นเอง ปีกซ้ายและปีกขวาของคาร์เธจก็ตีโอบเข้ามาล้อมรอบกองทัพของโรมัน ทำให้กองทัพของโรมเหมือนถูกขังอยู่รอบด้าน จากนั้นทหารคาร์เทจก็เดินหน้าบีบกองทหารโรมันให้ต้องถอยบีบตัวแน่นเข้าไปเรื่อยๆ ทหารหลายหมื่นคนเบียดกันแน่น จนคนที่อยู่ตรงกลางไม่สามารถไปช่วยต่อสู้ได้ บางคนแม้แต่จะยกแขนขึ้นยังทำไม่ได้ คนที่อยู่นอกวงก็โดนรุมสังหาร
กองทัพเลยเปลี่ยนสภาพเป็นฝูงชนที่ตื่นกลัวและพยายามหนีตายอย่างสิ้นหวัง
บ่ายวันนั้นเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง โรมต้องสูญเสียทหารไปมากมาย ตัวเลขไม่แน่ชัด แต่อยู่ราวๆ 65,000 นาย ถูกจับไปอีกเป็นหมื่น หนีรอไปได้แค่เล็กน้อยเท่านั้น
สมรภูมิที่คันเน จึงกลายเป็นการพ่ายแพ้ที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของโรม และเกือบจะทำให้โรมล่มสลายลง
หลังการรบที่คันเน โรมถึงกับตกอยู่ในสภาวะที่สิ้นหวัง นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาเจอศัตรูที่เอาไม่ลง ไม่ว่าจะส่งทหารไปกี่ระลอก ก็ถูกตีแตกกลับมาทุกครั้ง
แต่สงครามยังไม่จบ เพราะในวันที่มืดมนที่สุด ก็เป็นโอกาสให้อัจฉริยะทางการทหารอีกคนได้มีโอกาสแสดงฝีมือ และจะกลายมาเป็นคู่ปรับคนสำคัญของฮันนิบาล ชื่อของเขา พูบลิอุส คอร์เนลิอุส สคิปิโอ คนลูก (ชื่อเขาเหมือนกับพ่อ Publius Cornelius Scipio) ซึ่งในเวลาต่อมาคนจะรู้จักชื่อของเขาในนาม สคิปิโอ  แอฟริกานุส (Scipio Africanus)
โฆษณา