29 พ.ย. 2025 เวลา 14:18 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] Stardust - Danny Brown >>> ดาวในตม

“เมื่อไหร่ที่มึงเลิกเหล้ายาได้แล้ว มึงแม่งไม่คูลอีกต่อไป สิ่งที่ทำให้มึงว่า ยาและแอลกอฮอลล์ทำให้มึงคูลเนี่ยนะ แม่งไม่ใช่เลยเว้ย สิ่งที่ทำให้มึงคูลจริงๆก็คือการได้เป็นตัวของมึงเองเนี่ยแหละ จากนั้นมึงก็คิดได้ว่า ไม่ต้องพึ่งยา กูก็เป็นคนคูลได้อยู่ดี”
-ตราบใดที่เรารีวิวอัลบั้มของศิลปินที่เคยผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน ผมจะแยกเรื่องของผลงานกับชีวิตส่วนตัวออกจากกันเสมอ จะบอกว่าเป็นคนที่สนใจผลลัพธ์เลยก็ว่าได้นะ หากงานเพลงไม่ดี แต่ชีวิตส่วนตัวเข้าสู่ทางสว่าง ผมรู้สึกยินดีและเคารพในความเป็นมนุษย์โดยที่ยังคงรอคอยผลงานที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
-แต่การกลับมาของ Danny Brown ในรอบนี้ยังคงทำให้ผมมั่นใจในความเจ๋งที่สามารถพิสูจน์ให้เด็กมันดูได้ว่า คลีนอย่างสร้างสรรค์ มันเป็นเช่นไร สำหรับ Stardust เหมือนพี่ Danny อยากกลับไปสู่วัยรุ่นยุค 90’s อีกครั้ง มีความคิดนึกสนุก อยากทดลองโน่นนี่ กล้าลองผิดลองถูกโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องชาร์ทเพลง ไม่แคร์เรื่องยอด engagement เหมือนในยุคปัจจุบัน และไม่อยากพิสูจน์ความเรียลอะไรมากมาย ขอแค่กูได้แตกต่างจากคนอื่นก็เท่านั้น
-ดูจากลิสท์แขกรับเชิญและโปรดิวซ์เซอร์แทบจะเป็นคนรุ่นใหม่ Gen Z ล้วนๆเลยครับ มันก็บ่งชี้ถึงการยอมลดอีโก้ลงเพื่อให้เด็กมันปูแนวทาง experiment หาความเป็นได้ในยุคปัจจุบันดูบ้าง แทนที่พี่แกมีสิทธิ์เลือกตัวตึงระดับ A-List ยุคปัจจุบันก็ย่อมได้ แต่แกจิ้มเลือกคนตะเภา digicore และ hyperpop ใต้ดิน ไม่เกี่ยงเรื่องความโด่งดัง ไม่จำกัดเรื่องภาษาและเชื้อชาติ กลายเป็นว่าพี่ Danny พร้อมที่จะขยับขยายความเป็นฮิปฮอปให้แปลกประหลาดอย่างไม่หยุดนิ่ง ไม่วนอยู่แค่กรอบเดิมๆ blend แบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร
-ถ้าจะบอกว่า Danny สามารถแร็ปบนอะไรก็ได้ ณ จุดนี้ ความเชื่อนี้อาจจะจริงแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น ไม่ใช่ทุกเพลงที่มีแนวทาง experiment จะเป็นเพลงสุดเจ๋งตรงจริตเสมอไป มันคือแนวทางดนตรีที่ทุกคนไม่ได้เห็นพ้องตรงกันขนาดนั้น คนนึงตัดสินว่าเจ๋ง อีกคนอาจรู้สึกไม่เก็ทก็เป็นได้ มันเลยเป็นแนวทางลูกผีลูกคนพอสมควร มีเส้นกั้นบางๆระหว่างความล้ำกับความมั่วที่ระคนกัน
-ด้วยความที่ Danny อยู่ในวงการก็นานพอสมควร มีผลงานอัลบั้ม 6-7 ชุดแล้ว ความเก๋ายังคงอยู่จริงๆ อย่างน้อยก็ไม่สปอยเด็กไหลตามน้ำจนเกินไป ใช่ว่าแกจะแร็ปบกับอะไรก็ได้โดยไม่สนห่าไรเลย Danny ยังคงมีเรื่องอยากระบายถึงชีวิตขึ้นๆลงๆในแบบของแก รู้ว่าบริบทไหนควร swag บริบทไหนควรจริงจัง ซึ่งนั่นก็ตอกย้ำเป้าประสงค์การทำเพลงที่ไม่ได้ทำแค่การดำรงอยู่ แต่ยังเป็นความสนุกที่พร้อมจะเปิดโลก ปลุกความเยาว์ให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง
-ซิงเกิ้ลแรก Starburst ที่อาจชวนสับสนให้จำผิดเป็นไตเติ้ลแทร็ค Stardust ได้ทุกเมื่อ ไหนจะสะกดคล้ายๆกัน ออกเสียงคล้ายกัน แต่มันก็เป็นชื่อที่ represent การคัมแบ็คพร้อมที่จะระเบิดกลายเป็นธุลีดาวและความฝันฟุ้งอันไกลโพ้นที่ Danny อยากพาคนฟังไปผจญภัยกับ บีท Industrial สุดอึกทึก ซาวนด์ฉวัดเฉวียนหวือหวาในแบบที่เขาต้องการ แถมยังฉีกกฏเกณฑ์การออกซิงเกิ้ลในยุคนี้ที่กล้าขยายความยาว 5 นาทีขึ้นไป และแตกออกเป็นสองพาร์ท
พาร์ทแรก ยังคงคาแรคเตอร์เย้ยหยัน พาร์ทสอง self-empowerment และยังมีการสอดแทรกตัวละครสำคัญในอัลบั้มซึ่งก็คือ Angel Prost หนึ่งในคู่พี่น้อง Frost Childern มากล่าว poem ในท่อน Outro ของหลายเพลงในอัลบั้มนี้ ซึ่ง poem ดังกล่าวเป็นทั้ง narrator ที่บอกเล่าเป้าประสงค์ของ Danny ที่ค่อยๆพัฒนาปรับ mindset ความเป็นศิลปินให้ดีขึ้นตามลำดับ และเป็นดั่ง fanmail ที่คอยโน้มน้าวให้ Danny คิดอะไรบางอย่างได้จนสามารถทำเพลงต่อไป
-ซิงเกิ้ลที่สอง Copycats ยิ่งฉีกเข้าไปใหญ่ ต่อให้คุณเป็นแฟนเพลง Danny อย่างเหนียวแน่น มีสิทธิ์เกาหัวได้ตั้งแต่แรกฟัง เราไม่เคยเห็น Danny ในร่าง hyperpop เต็มสูบมากขนาดนี้ ลบล้างภาพจำ old school rapper แบบไม่เหลือเหี้ยนเลยครับ กลายเป็นพี่ใหญ่ที่ลดอายุตัวเองมาทำเพลงป็อปวัยรุ่นร่วมกับสาว underscore
อย่างไรก็ดีเมื่อฟังไปหลายรอบในฐานะทางผ่านของอัลบั้มกลับกลายเป็นเพลงที่ไม่ได้เป็นทางผ่านฆ่าเวลาเฉยๆแน่นอน มันคือเพลงป็อปสนุกๆสุดชิคชั้นดีที่เน้นปล่อยจอยเกินกว่าจะมาตะหงิดในแนวทางที่เปลี่ยนไป
-นี่คือเสน่ห์แห่งการได้เจอศิลปินที่ปล่อยอัลบั้มด้วยแนวทางที่ไม่ซ้ำหรือทับไลน์อัลบั้มใดเลย มันเหมือนเราได้อัพเดททั้งชีวิตและพัฒนาการทางรสนิยมส่วนตัวที่แปรเปลี่ยนไปตามเวลา Danny คือรุ่นพี่ที่ได้เปิดประตูอ้าแขนรับศิลปินรุ่นใหม่ที่ไม่เพียงแต่หน้าไม่คุ้น แต่ยังแตกต่างด้วยแนวทางอย่างที่ไม่เกรงกลัวการสบประมาทหรือการโดนถือสาเลย
-อาจเป็นความเจ๋งปนตลกร้ายที่ว่า การเป็นแร็ปเปอร์ underdog ที่ไม่โด่งดังเท่าคนอื่นๆนี้เองทำให้ Danny แทบไม่มีความกดดันในการฉีกแนวฮิปฮอป ชนิดที่ไม่ต้องขออนุญาตจากใครเลยก็ได้ เพราะแกสามารถเล่าเรื่องตัวเองได้เต็มที่ในแนวทางที่แกกำลังอินได้จริงๆ
-การได้ร่วมงานกับ Quadeca อดีตยูทูปเบอร์คอนเทนท์ rap freestyle ที่ขออุทิศเป็นศิลปินและโปรดิวซ์เซอร์เต็มตัว เขาเพิ่งปล่อยอัลบั้ม Vanisher, Horizon Scraper เมื่อช่วงกลางปี ซึ่งเป็นอัลบั้มที่โคตรน่าสนใจ (ถ้ามีเวลาจะรีวิวแยกไว้นะ อวยพรให้ทันก่อนสิ้นปี) เขาเป็นศิลปินสาย experiment ที่ลื่นไหลแต่ลงตัวได้แปลกประหลาดมากๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Danny เห็นอะไรบางอย่างในเด็กคนนี้ จนเป็นป๋าดันที่ร่วมงานกันบ่อยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา
-ในรอบนี้ Danny ทาบทาม Quadeca ให้มาเป็นทั้งฟีทเจอร์และโปรดิวซ์เซอร์หลักในอัลบั้มนี้ด้วย ตั้งแต่แทร็คแรก Book of Daniel ก็เปิดซิงด้วย element folk acoustic ที่ไม่คิดเลยว่า พี่ Danny จะมาแนวคลีนๆโปร่งๆขนาดนี้ อย่างไรก็ดี rhyme สุดเรียบง่าย ใจเย็น พร้อมอัพเดทชีวิตหลังเข้ารับบำบัด ทำให้เขากินอิ่มนอนสบายขึ้น กลายเป็นการเปิดอัลบั้มด้วยนิมิตรหมายที่ดีโดยที่ไม่ตัดสินหรือด้อยค่าการเกริ่นนำจนเกินไป
เกร็ดสำหรับชื่อเพลง ไม่ได้แปลว่าบันทึกของนายแดเนียล (ชื่อจริงของ Danny) เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นชื่อเดียวกับหนึ่งในคัมภีร์ Hebrew Bible ที่มีฉากสำคัญนั่นก็คือ ตัวละครในพระคัมภีร์ Daniel อยู่ท่ามกลางเหล่าสิงโต ซึ่งซีนนี้เองเปรียบเปรยกับการเป็นคนเมือง Detroit ที่มีทีม Detroit Lions เป็นทีม NFL ประจำบ้านเกิดเมืองนอนของ Danny นั่นเอง
Sleeping real good at night 'cause I'm proud of myself
Say a prayer when I wake up because that rehab helped
Book of Daniel - Danny Brown
-What You See ที่ยังคงได้ Quadeca มาเป็นฟีทเจอร์ถ่ายทอดท่อนฮุกสุดกระเส่า ถามคำถามเชิงพิสูจน์ตัวเองไปพร้อมๆกับปลอบประโลมถึงความไม่สมบูรณ์แบบในตัวเองที่ต้องได้รับการเห็นคุณค่าจากใครซักคน ผ่านความผิดหวังจากใครบางคนที่ทำให้ชีวิตเคยหลงทางอยู่ช่วงนึง ทั้งนี้ก็ตกผลึกได้ว่า ชีวิตขึ้นๆลงๆเป็นของคู่กัน ขึ้นอยู่กับว่าเรามีชีวิตไปเพื่ออะไรกันแน่?
-เพลงบ้าๆบอๆก็มีอย่าง 1999 ที่กระแทกกระทั้นไปกับซาวนด์ industrial สุด glitch และ noisy จาก JOHNNASCUS มีความตลกอย่างนึงตรงที่ตัวแขกรับเชิญดันเกิดในปี 1999 แต่ต้องมาช่วยคนวัย 40 ย้อนวันวานซะงั้น555 ชอบ puchline ด่าคนด้วยการเอาไปแขวนบนเว็บไซต์ lameassni**a.com โคตรพ่อโคตรแม่ฮา (ฮ่าๆ) Whatever The Case ที่ได้แร็ปเปอร์สาวสาย Trap Metal ที่ชอบแทนตัวเองด้วยกราฟิตี้อย่าง ISSBROKIE มาแร็ปกระแทกกระทั้นร่วมกับรุ่นพี่ การมีเสียงแฟลชเป็น background เป็นการแต่งเติมที่เข้าใจคิดในการสร้างความหวือหวา
-Flowers ได้นักร้องสาว bubblegum pop “8485” มาร่วมแจมด้วยท่อนฮุกสุดบ้องแบ๊ว แต่บีทในท่อน rap verse เน้นความล้ำแบบลุ่มลึก ไม่โฉ่งฉ่าง จนกลายเป็นท่อนแร็ปที่ทะมัดทะแมงและเพลิดเพลินเกินคาด Lift You Up มาในแนวทาง Garage House ที่คึกคักสมชื่อเพลงที่ไม่อยากให้คนฟังห่อเหี่ยว และอยากให้เราไม่เร่งรีบไปกับการใช้ชีวิต เพราะเรื่องดีร้ายสลับวนไปมาเหมือนม้าหมุน ค่อยๆเป็นค่อยๆไปกับจังหวะชีวิตน่าจะทำให้ได้มีสติในการใช้ชีวิต
Danny Brown (ซ้าย) 8485 (กลาง) โปรดิวซ์เซอร์ประจำอัลบั้ม Holly. (ขวา)
-1L0v3myL1f3! ฟังแล้วเห็นภาพแกเปิดหน้าต่างรถแล้วเอาหน้าปะทะลมลอยขึ้นมาเลยครับ มันได้ทั้งความคลี่คลาย การปลดปล่อยอย่างโล่งใจ และปิติยินดีที่ได้เห็น Danny ค้นพบความสุขในแบบของแกเอง หลังจากที่แกผ่านพ้นวันร้ายๆไปได้ เป็นเพลงฟีลกู๊ดที่โคตรล้ำที่สุดเท่าที่ผมเคยฟังมา ฟังครั้งแรกผมรีบแชร์ลงสตอรี่เลย
-RIGHT FROM WRONG ที่ขอทำหน้าที่เป็นพี่สอนน้องบ้าง ขบคิดถึงการอยู่ในวงการอย่างมั่นคง ให้รู้จักมีวินัยอย่างถ่อมตน เตือนสติให้เลิกกังวลในสิ่งที่ตัวองไม่มีทางควบคุมได้ โดยเฉพาะฟีดแบ็คและชื่อเสียงที่นำมาซึ่งความโดดเดี่ยวถึงแม้จะเป็นตัวท็อปก็ตาม ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นการเข้าสู่สเตจเพื่อรอการรีเซ็ตในแทร็คถัดไปเช่นกัน
-มาถึงเพลงยาว 9 นาทีที่จริงจังที่สุดในอัลบั้มอย่าง The End ที่บอกเล่าการผ่านพ้นประสบการณ์เลวร้ายและเหลวแหลกจากการติดเหล้าและสารเสพติดได้อย่างเข้มข้น แตกเป็น 3 พาร์ท ใช้โปรดิวซ์เซอร์ 3 คนคุมแต่ละพาร์ท และที่สำคัญยังทลายกำแพงทางภาษาด้วยการเชื้อเชิญแร็ปเปอร์ต่างเชื้อชาติมาแร็ปด้วย
สำหรับพาร์ทแรก เริ่มจาก Ta Ukrainka ชาวยูเครน-โปแลนด์ที่แร็ปภาษาแม่รัวๆ ถึงจะไม่ใช่ภาษาอังกฤษที่คุ้นหู แต่กลับเติมเต็มบริบทความดาร์คที่ Danny ได้ปูทางได้อย่างแนบเนียน ท่อนของ Ta Ukrainka เมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว จะเห็นได้ว่า เธอก็เป็นแฟนเพลง Danny ตัวยงจนมีการ reference ถึงผลงานเก่าสร้างชื่อ Atrocity Exhibition เป็นการคารวะไปใน verse ปนในใจความสำคัญที่เธออยากให้ Danny ช่วย advice วิธีฮีลใจในวันที่ย่ำแย่
ในพาร์ทสอง Danny จึงรับไม้ต่อด้วยการพรรณนาถึงชีวิตที่เริ่มดี หลังจากที่เขาสู้กับการเลิกสารเสพติดได้แล้ว เริ่ม reset ตัวเองกลายเป็นคนใหม่ที่มีเป้าประสงค์ และเริ่มเห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้น โทนบีทก็เร่ง speed pacing ประหนึ่งกำลังวาร์ปไปสู่โลกใหม่ Zheani นักร้องสาวชาวออสเตรเลียเป็นคนถ่ายทอดท่อนฮุกด้วยความรู้สึกดี๊ด๊า
ส่วนพาร์ทสุดท้ายห่อหุ้มด้วยอคลูสติคโปร่งๆคลอเบาๆไปกับบทกวีส่งท้ายของ Angel Prost ที่ขอพรพระเจ้าก่อนสู่ขิตไว้ว่า พวกเราขอสนุกกับการใช้ชีวิตก่อนที่จะหลับยาวๆได้มั้ย
-All4U จึงเป็นเพลงที่ Danny ส่งสาสน์จากใจสู่แฟนเพลงจริงๆแล้ว หลังจากที่เขาเล่าเรื่องตัวเองมาเยอะพอสมควร และยังคงยืนหยัดที่จะเป็นแร็ปเปอร์ต่อไป อันที่จริงเพลงนี้มีหัวเชื้อ original beat จากเพลง TWICE REMOVED ของ Jane Remover เคยถูกแพลนไว้จะเป็นอินโทรเพลง TWICE REMOVED แต่เขาตัดสินใจเอาไปสวมเพลงของ Danny แทน แล้ว rework ใหม่สำหรับเพลงของเขาไปเลย
-ถึงจะไม่ใช่อัลบั้มที่สมบูรณ์แบบด้วยรสชาติที่ไม่คุ้นชินสำหรับชาวฮิปฮอปทุกคนมากนัก แต่มันคือ chapter ที่ดีมากสำหรับ Danny Brown ที่หาทางให้ตัวเองได้ไปเจอสิ่งใหม่ๆด้วยวุฒิภาวะที่เติบโตเกินกว่าจะหยุดนิ่งในกรอบเดิมๆ เชื่อเลยว่ามันน่าจะมีคนที่ไล่ให้แกไปเล่นยาเพื่อทำเพลงที่บิดเบี้ยวและดาร์คแบบแต่ก่อน แล้วด้อยค่าความเป็น hyperpop ของแก ซึ่งผมและตัว Danny ก็ช่างแม่งกับ reaction ที่ป่วยๆเหล่านั้นไปแล้ว
-นี่จึงเป็น new normal ที่คลีนอย่างตกผลึก จากการใช้โทรศัพท์ในสถานบำบัดเพื่อใช้เวลาฟังเพลง 100 gecs อยู่ประมาณ 30 นาทีเป็นจำนวนหลายรอบในครั้งนั้น ได้นำพาเขามาค้นพบศิลปิน digicore ใต้ดินสายพันธุ์ประหลาดมากมาย แถมยังหาร่องรอยเติมเต็มได้เกือบทุกคน
-และแกก็ได้สร้างยูโทเปียขึ้นมาใหม่เป็นที่เรียบร้อยโดยที่มีแต่คนยอมรับในสิ่งที่แกเป็นและพร้อมยอมขึ้นยานของแกแบบไปไหนไปกันแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผมชอบแกในเวอร์ชั่นปัจจุบันนี้ซะด้วย ชอบมากกว่า Quaranta ตรงที่มันเป็นความสนุกที่ให้คุณค่าในการเปลี่ยนตัวเองไปพร้อมๆกัน อัลบั้มที่ดีไม่จำเป็นต้องอึมครึมหรือลดอีโก้จขนลดเสียงให้เบาลงขนาดนั้น แค่งัดอีโก้มาใช้อย่างสร้างสรรค์ แค่นี้ก็เป็นยอดศิลปินแล้ว
-ผมเพิ่งเจอบทสัมภาษณ์ที่แกให้ความเห็นเกี่ยวกับชาร์ทเพลง Top 40 ที่ไร้ซึ่งเพลงฮิปฮอปติดชาร์ตในรอบ 35 ปีไว้ว่า “นี่อาจเป็นการล้างบางวงการฮิปฮอปครั้งใหญ่” ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ แล้วอยู่ดีๆเราได้เห็นฮิปฮอปหน้าตา experiment ที่นอกเหนือจาก Trap Pop-Rap Rage แล้วล่ะก็ นั่นก็แปลว่า Danny อาจเป็น innovator ผู้มาก่อนกาลก็เป็นได้
คนฟังรู้ว่าต้องเปลี่ยนเพื่อหาอะไรแก้เบื่อแล้ว
Top Tracks: Book of Daniel, Starburst, Copycats, 1999, Flowers, What You See, Whatever The Case, 1L0v3myL1f3!, Right from Wrong, The End
Give 8/10
Thx 4 Readin’
See Y’all
โฆษณา