วันนี้ เวลา 04:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ถอดบทเรียนน้ำท่วม ’หาดใหญ่’ ถึงเวลาต้องบริหารจัดการอย่างยั่งยืน

● ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลมาจากการบริหารจัดการลุ่มน้ำที่ล้มเหลว ผังเมืองที่ขาดวินัย และปัญหาคอร์รัปชัน
● เสนอให้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และต่อเนื่อง เช่น อุโมงค์ผันน้ำ พื้นที่หน่วงน้ำ และระบบระบายน้ำอัตโนมัติ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายผังเมืองอย่างจริงจัง
● ควรนำโมเดลการจัดการน้ำที่ประสบความสำเร็จจากต่างประเทศมาปรับใช้ เช่น เนเธอร์แลนด์และญี่ปุ่น พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ (AI, Digital Twin) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์และบริหารจัดการ
● การแก้ปัญหาต้องทำอย่างเป็นระบบและครบวงจรทั้งลุ่มน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายใต้แผนแม่บทและการบริหารจัดการที่เป็นเอกภาพ
น้ำท่วมหาดใหญ่ไม่ใช่เรื่อง “ภัยธรรมชาติ” อย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นภาพสะท้อนของการบริหารจัดการลุ่มน้ำที่ล้มเหลว การพัฒนาเมืองที่ขาดวินัยเชิงผังเมือง และระบบการลงทุนรัฐที่ไม่ต่อเนื่อง ขาดประสิทธิภาพ และบางครั้งถูกบ่อนทำลายด้วยคอร์รัปชัน เหตุการณ์ที่เกิดซ้ำปีแล้วปีเล่า ชี้ชัดว่า ประเทศยังขาด “ระบบนิเวศการจัดการน้ำ” ที่ทำงานจริง ไม่ใช่เพียงเอกสารนโยบายสวยหรู
การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแก้น้ำท่วมต้องเป็นวาระแห่งชาติ ไม่ใช่โครงการเฉพาะกิจหลังน้ำลด รัฐต้องลงทุน “แบบชุดใหญ่และต่อเนื่อง” ทั้งระบบ เช่น การเพิ่มขีดความสามารถคลองระบายน้ำและทำอุโมงค์ผันน้ำ การพัฒนาระบบท่อระบายน้ำเมืองตามหลักวิศวกรรมสมัยใหม่ การสร้างแก้มลิง–พื้นที่หน่วงน้ำตามธรรมชาติ การปรับปรุงประตูระบายน้ำและสถานีสูบให้เป็นระบบอัตโนมัติ
น้ำท่วมหาดใหญ่
ที่สำคัญ การลงทุนต้องมี “ตัวชี้วัดผลลัพธ์ (Outcome)” ไม่ใช่วัดจากเม็ดเงินที่ใช้จ่ายขณะเดียวกันต้อง เรียนรู้จากต่างประเทศ ซึ่งเป็นโมเดลที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริงสะท้อนจากหลายเมืองโลกที่เคยจมน้ำหนักกว่าหาดใหญ่ ปรับตัวจนกลายเป็นเมืองปลอดน้ำท่วม เช่นเนเธอร์แลนด์ – Room for the River
คืนพื้นที่ให้แม่น้ำ เปิดพื้นที่รับน้ำ ญี่ปุ่น – อุโมงค์ G-Cans: โครงสร้างขนาดยักษ์รองรับน้ำหลากจากเมือง เกาหลีใต้ – Cheonggyecheon: รื้อถนนบนคลอง–ฟื้นฟูระบบน้ำเพื่อการระบายขณะที่ประเทศไทยควรยก “ลุ่มน้ำหาดใหญ่” เป็นพื้นที่นำร่องโครงการต้นแบบระดับประเทศ ที่ใช้โมเดลสากลผสานภูมิสังคมไทย
ประเด็นที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คือผังเมืองต้องเข้มงวด หยุดการก่อสร้างที่กีดขวางทางน้ำ ทั้งนี้น้ำท่วมหนักส่วนหนึ่งเกิดจาก
1.การถมที่ลุ่ม
2.การสร้างอาคาร–หมู่บ้านในทางน้ำโบราณ
3.การบุกรุกคูคลอง
ที่สำคัญนโยบายต้องมุ่ง บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ทั้งผ่านการ Mapping ทางน้ำประวัติศาสตร์และการจัดทำเขต “ห้ามพัฒนา” รวมถึงกลไกลงโทษที่ชัดเจน โดยเฉพาะกับผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มักได้รับการผ่อนปรน
เหนือสิ่งอื่นใด การทุจริตคอร์รัปชันในทุกโครงการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโครงข่ายถนน สะพาน โดยเฉพาะระบบชลประทาน ในโครงการน้ำหัวใจของความน่าเชื่อถือ ซึ่งโครงการน้ำมักเต็มไปด้วยช่องโหว่ ไม่ว่าจะเป็น วัสดุไม่ได้มาตรฐานระบบที่พังหลังใช้งานไม่นาน การส่อฮั้วประมูล
ทั้งนี้รัฐต้องตั้งกลไกตรวจสอบภายนอกที่อิสระ ให้ประชาชน–นักวิชาการร่วมประเมิน ก่อน–ระหว่าง–หลังก่อสร้าง พร้อมเปิดข้อมูลสาธารณะทุกโครงการ (Open Data Infrastructure)
สิ่งที่น่าจับตาคือการใช้กลไก เทคโนโลยีเป็นตัวเร่ง จากการพยากรณ์ถึงระบบระบายอัตโนมัติ รัฐควรนำเทคโนโลยีที่ต่างประเทศใช้อย่างแพร่หลาย เช่น ระบบ Digital Twin เมืองหาดใหญ่ เพื่อจำลองความเสี่ยงน้ำท่วม ระบบเซนเซอร์น้ำแบบ Real-time การAI คาดการณ์ปริมาณน้ำและสั่งงานปิด–เปิดประตูระบายน้ำอัตโนมัติ แผนที่เสี่ยงน้ำท่วมระดับชุมชน (Flood Risk Map) ที่อัปเดตรายวัน ทั้งนี้เทคโนโลยีไม่ได้ทดแทนการวางแผน แต่ทำให้ระบบทั้งหมด “ตอบสนองเร็วขึ้น”
ขณะเดียวกัน การจัดการน้ำแบบลุ่มน้ำ ต้องออกแบบโดยมองทั้งระบบ ไม่ใช่โครงการโดดเดี่ยว ซึ่งปัญหาหาดใหญ่เกี่ยวข้องกับทั้งลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาและระบบลำน้ำย่อย การแก้ต้องเชื่อมโยงกันทั้ง ต้นน้ำ คือการป้องกันการชะล้าง ฟื้นฟูป่า กลางน้ำ คือการจัดทำคลองระบายน้ำและพื้นที่หน่วงน้ำ และปลายน้ำ คือการเพิ่มขีดการระบายลงทะเล โดยทั้งหมดต้องอยู่ใน “Master Plan เดียวกัน” และบริหารด้วยหน่วยงานเดียวแบบ One Command
อย่างไรก็ตามจากปัญหาซ้ำซากสู่อนาคตที่ไม่ต้องอยู่กับน้ำท่วม ประเทศไทยต้องยอมรับว่า การแก้น้ำท่วมไม่ใช่เพียง “โครงการวิศวกรรม” แต่เป็น นโยบายความมั่นคงของประเทศ หากไม่ทำวันนี้ ความเสียหายต่อเศรษฐกิจเมืองใหญ่ เช่น หาดใหญ่ เชียงใหม่ กรุงเทพฯ จะยิ่งทวีค่าและฉุดรั้งประเทศจากการเติบโต
รัฐบาลต้องลงมืออย่างจริงจัง ด้วยงบประมาณที่เพียงพอ ผังเมืองที่เข้มแข็ง นโยบายที่เรียนรู้จากโลก เทคโนโลยีทันสมัย และการปราบคอร์รัปชันโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งหาดใหญ่ไม่ควรเป็น “บทเรียนซ้ำๆ” แต่ควรเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้ประเทศไทยก้าวสู่ระบบจัดการน้ำสมัยใหม่อย่างแท้จริง
โฆษณา