8 ชั่วโมงที่แล้ว • หุ้น & เศรษฐกิจ

จีนเร่งเครื่องเทคโนโลยีท้าชนสหรัฐ กงสุลใหญ่เตือนไทยต้องอัปสกิลรับการแข่งขัน

  • จีนกำลังเร่งพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงภายใต้นโยบาย "การพัฒนาคุณภาพสูง" เพื่อสร้างความแข็งแกร่งทางอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพาต่างชาติ และแข่งขันกับสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจ
  • กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ชี้ว่าไทยกำลังเผชิญช่องว่างทางเทคโนโลยีกับจีน สะท้อนจากตัวเลขขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และปัญหาแรงงานไทยที่ยังขาดทักษะรองรับเทคโนโลยีใหม่
  • ไทยจำเป็นต้องยกระดับทักษะแรงงานให้เป็นวาระแห่งชาติอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะด้านยานยนต์ไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในภูมิภาค
กว่างโจวในวันนี้ไม่ใช่เพียงเมืองการค้าเก่าแก่ แต่เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจจีนยุคใหม่ เมืองนี้มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของประเทศต่อเนื่องกว่า 36 ปี และเป็นประตูเชื่อมสู่ Greater Bay Area (GBA) พื้นที่ที่ผสานเทคโนโลยีชั้นสูง นวัตกรรม และอุตสาหกรรมยุคใหม่ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ ไปจนถึงเทคโนโลยีอวกาศเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ดังนั้น หากต้องการเข้าใจว่า “จีนกำลังจะไปทางไหน” กว่างโจวคือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด
ภาพใหญ่นี้ถูกอธิบายโดย นายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว ฉายภาพความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของจีนในช่วงที่ประเทศกำลังก้าวสู่ยุค “High-quality Development” ซึ่งเป็นโมเดลพัฒนาที่รัฐบาลจีนกำลังผลักดันอย่างเป็นระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายชัดเจนว่า จีนจะไม่แข่งขันด้วยต้นทุนต่ำอีกต่อไป แต่จะยกระดับทั้งประเทศด้วยคุณภาพ เทคโนโลยี ประสิทธิภาพ และการพึ่งพาตนเองทางอุตสาหกรรม
นายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว
หากต้องการเข้าใจจีนยุคใหม่ ต้องเริ่มต้นที่กวางตุ้ง เพราะเป็นมณฑลที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของจีนต่อเนื่องกว่า 36 ปี ที่นี่คือฐานเชื่อมต่อของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ วัสดุขั้นสูง ไปจนถึงอุตสาหกรรมอวกาศเชิงพาณิชย์ โดย Greater Bay Area (GBA) เป็นพื้นที่รวมเมืองหลักอย่าง กว่างโจว เซินเจิ้น ฮ่องกง และมาเก๊า กำลังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและเศรษฐกิจยุคใหม่ของจีน
GDP ของกวางตุ้ง ขนาด 4 เท่าของประเทศไทย ฉะนั้นแม้เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัว แต่ก็ยังถือว่าเป็นหัวใจของจีน มีคำกล่าว ว่ามองกวางตุ้ง เห็นเศรษฐกิจจีน ถ้ากวางตุ้งสะดุด จีนสะเทือน
  • แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 “แผนรับมือสหรัฐฯ”
กงสุลใหญ่ขยายความว่า แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 15 ของจีนถูกมองว่าเป็น “แผนรับมือสหรัฐฯ” ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีพื้นฐาน โดยมีเป้าหมายลดการพึ่งพาต่างประเทศในห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ เช่น ชิป วัสดุพิเศษ พลังงานใหม่ และเทคโนโลยี AI ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนความต้องการด้านความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์ แต่ยังเป็นผลจากแรงผลักดันภายในที่ต้องการให้จีนขึ้นเป็นผู้นำเทคโนโลยีโลกในระยะยาว
แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 ของจีน ปีนี้เป็นปีที่พิเศษ เพราะเป็นแผนตอบโต้เชิงนโยบายในการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จีนเน้นการพัฒนาคุณภาพสูงเป็นเป้าหมายที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง เเละหวังชนะการแข่งขันเปลี่ยนจากผู้ตามเป็นผู้สร้าง นี่คือเป็นสิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์ได้วางรากฐานเอาไว้เเละจะเข้มข้นมากขึ้นในอนาคต
ในเชิงการค้า กงสุลใหญ่ให้รายละเอียดว่า ตัวเลขระหว่างไทย กวางตุ้งสะท้อนความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะกวางตุ้งเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยในจีน คิดเป็นกว่าหนึ่งในสี่ของการค้ารวมไทย–จีนทั้งหมด เเต่ขณะเดียวกัน ไทยกลับขาดดุลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายกาจฐิติ วิวัธวานนท์ กงสุลใหญ่ ณ นครกว่างโจว
ถ้ามองเฉพาะมณฑลกวางตุ้ง มณฑลเดียว เป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย คิดเป็น 1 ใน 4 ของการค้าระหว่างไทยกับจีน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ สถิติ 3 ปีก่อนหน้านี้ไทยได้ดุลการค้ามาตลอด แต่เรากำลังขาดทุน และขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมหาศาล ปีที่แล้ว มูลค่าการค้าระหว่างไทยกับกวางตุ้ง ประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ เราขาดทุนประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ ปี 68 ครึ่งปีเท่านั้นขาดทุนเท่ากับปีที่แล้วทั้งปี และมองไม่เห็นที่จะผงกหัวกลับมา เราสูญเสียความสามารถในการแข่งขันหรือไม่
  • ไม่ใช่แค่มิตรภาพ 3 เหตุผลจีนเลือกไทย-โจทย์ใหญ่เรื่องทักษะแรงงาน
กงสุลใหญ่ มีมุมมองถึงการที่จีนเลือกประเทศไทยว่า ไม่ได้เกิดจากความใกล้ชิดหรือมิตรภาพทางวัฒนธรรม แต่เป็นเพราะรัฐบาลจีนให้ความสำคัญกับการลงทุนในไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยบริษัทจีนระบุว่า การอนุมัติเงินทุนจากทางการจีนเพื่อเข้ามาลงทุนในไทยเกิดขึ้นรวดเร็วกว่าการไปลงทุนในประเทศอื่น
ไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าบางประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนามที่ยังมีประเด็นด้านพลังงาน ขณะเดียวกันไทยยังถูกมองว่าเป็นปลายทางของกำลังการผลิตบางส่วนที่ล้นจากประเทศอื่น เช่น Data Center ที่ไหลมาจากมาเลเซีย
อย่างไรก็ตาม กงสุลใหญ่ชี้ให้เห็นความท้าทายสำคัญที่จีนเผชิญร่วมกันเมื่อเข้ามาลงทุนในไทย นั่นคือ แรงงานไทย ยังไม่สามารถรองรับเทคโนโลยีจีนได้เต็มศักยภาพ
Pain Point ของเขามีอย่างเดียว เขาบอกว่าแรงงานไทยยังไม่สามารถ fit in กับเทคโนโลยีของจีนได้ และต้องการแรงงานทักษะใหม่ราว 50,000 คนใน 3 ปี
ขณะที่ผู้ประกอบการรายเล็กจากจีนหลายรายถึงขั้นต้องกลับไปร้องเรียนต่อสำนักงานต่างประเทศของมณฑลกวางตุ้ง เพราะแรงงานไทยไม่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีเฉพาะทางได้ ทำให้บางโครงการไม่สามารถเดินหน้าได้ตามแผน
กงสุลใหญ่ยังเปรียบเทียบว่า ไทยคุ้นเคยกับรูปแบบการลงทุนของญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น JICA, ODA, JETRO หรือสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ซึ่งทำงานรองรับการลงทุนญี่ปุ่นในไทย แต่ในฝั่งจีนยังไม่มีโครงสร้างแบบเดียวกัน ทั้งที่การลงทุนจากจีนมีความเข้มข้นมากขึ้น
เขาตั้งคำถามว่าไทยพร้อมหรือยังที่จะเป็นประเทศผู้รับการลงทุนในลักษณะนี้ และพร้อมแค่ไหนในการปรับตัวให้สอดรับกับความต้องการของนักลงทุนจีน หลังจากที่กงสุลใหญ่ได้นำนักธุรกิจจีนไปดูพื้นที่ลงทุนจริง ทั้งในเขต EEC และนิคมต่าง ๆ พบว่า นักลงทุนจีนต้องการเห็นยุทธศาสตร์การรองรับที่ชัดเจน
โดยเฉพาะ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความร่วมมือแบบ Joint Venture แทนการลงทุนเต็มรูปแบบ การสร้าง Local Content จากการผลิตในไทย และการพัฒนาทักษะแรงงานไทยให้สามารถทำงานกับเทคโนโลยีจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • High-quality Development ในมิติเทคโนโลยี
กงสุลใหญ่กล่าวว่า เซินเจิ้นใช้เวลาเพียง 45 ปี ในการเปลี่ยนจาก Powerhouse การผลิตของโลก มาเป็น Innovation Hub ที่เต็มไปด้วย AI ดิจิทัล และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นหัวใจของ High-quality Development โดยยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ใช้งานจริงในจีน เช่น ระบบชำระเงินด้วยฝ่ามือ (Palm Scanning) ที่ใช้ในร้านสะดวกซื้อและระบบขนส่งสาธารณะ และพลังงานแม่เหล็ก (Magnetic Power) ที่เริ่มใช้ในรถจักรยานยนต์ส่งของ ซึ่งอาจเป็นเทคโนโลยีที่มีผลต่อระบบ EV ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม หนึ่งแนวทางที่กงสุลใหญ่ ผลักดันคือความร่วมมือด้านการแพทย์ขั้นสูงหรือ ATMP ซึ่งรวม Gene Editing, Cell Therapy และ Tissue Engineering โดยมณฑลกว่างตุ้งถูกกำหนดให้เป็นศูนย์กลาง Biotechnology ของจีน
โดยได้พาคณะแพทย์จาก 5 มหาวิทยาลัยไทย พร้อมภาคเอกชนและสตาร์ตอัป รวม 62 คน ไปศึกษาโครงสร้างต้นน้ำของอุตสาหกรรมนี้ จนเกิดการลงนามถ่ายทอดเทคโนโลยี Gene Editing เพื่อรักษาโรคธาลัสซีเมีย เเละยังมองว่าความร่วมมือด้านแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนจีน (TCM) ตั้งแต่ระดับต้นน้ำ เช่น การสกัดสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรและพัฒนาเป็นยาเม็ด เป็นโอกาสที่ไทยควรพิจารณา
  • ไหหลำ 2035 อวกาศ–MRO–นิวเคลียร์ คืออุตสาหกรรมอนาคตที่ไทยต้องจับตา
นอกจากภาพการพัฒนาในกวางตุ้งและ GBA กงสุลใหญ่ยังชี้ว่า จีนกำลังวางอุตสาหกรรมอนาคตอีกชุดหนึ่งไว้ที่ไหหลำ กงสุลใหญ่ย้ำว่า ไหหลำกำลังถูกวางให้เป็นศูนย์กลางสำคัญสามด้าน ได้แก่ อุตสาหกรรมอวกาศ ฐานซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO Center) ภายใต้ Bonded Zone ที่ลดต้นทุนได้มาก และนิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR ซึ่งหลายประเทศในภูมิภาคกำลังให้ความสนใจ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย เมียนมา และเวียดนาม โดยทั้งหมดคือโครงสร้างที่จีนวางแผนระยะยาวจนถึงปี 2035 และเป็นทิศทางที่ไทยต้องพิจารณาว่าจะเชื่อมโยงอย่างไร
สิ่งที่กงสุลใหญ่สะท้อนจากภาพใหญ่ สามารถยืนยันชัดเจนหลัง คณะสื่อมวลชนไทยได้ลงพื้นที่ดูงานในสามจุดสำคัญผ่านโครงการ OR Press Trip 2025 โดย บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR แสดงให้เห็นว่า นโยบายพัฒนาเทคโนโลยีของจีนกำลังถูกแปลงเป็นระบบพลังงาน อุตสาหกรรม ชุมชนแบบครบวงจร
โครงการ OR Press Trip 2025
  • Baiyun Power Group
การเริ่มต้นที่ Baiyun Power Group ทำให้เห็นว่าระบบพลังงานจีนนั้นเดินหน้าไปไกลกว่าที่หลายประเทศคาดไว้ บริษัทเอกชนรายนี้เป็นหนึ่งในเสาหลักด้านระบบไฟฟ้าแรงสูงของจีนมานานกว่า 30 ปี พัฒนาอุปกรณ์เพื่อรองรับโครงข่ายไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เทคโนโลยีสำคัญที่ถูกนำเสนอ เช่น ระบบชาร์จสองทิศทาง V2G ที่เปิดทางให้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถส่งพลังงานกลับสู่กริดเพื่อลดความต้องการไฟฟ้าในช่วงพีค
Baiyun Power Group
ฉนวนไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ออกแบบเพื่อลดการสูญเสียพลังงานบนสายส่ง และวัสดุทนไฟสำหรับจุดเชื่อมต่อหม้อแปลงที่ช่วยลดความเสี่ยงจากความร้อนสะสม ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าจีนไม่ได้พัฒนา EV แค่ที่ตัวรถ แต่กำลังอัปเกรดระบบไฟฟ้าทั้งโครงสร้างเพื่อรองรับอนาคตที่มี EV จำนวนหลายสิบล้านคันบนท้องถนน
  • Auto Tech Expo 2025 ภาพของ “Future Mobility”
จากนั้นที่งาน Auto Tech Expo 2025 ภาพของ “Future Mobility” ของจีนยิ่งชัดขึ้นเมื่อได้เห็นรถบินของ Xpeng หรือ AeroHT ที่แยกส่วนระหว่างตัวรถบกและอากาศยานไฟฟ้าแบบขึ้นลงแนวดิ่ง ซึ่งเตรียมเข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในปี 2026 รวมถึงระบบขับเคลื่อนอัจฉริยะที่ใช้เซนเซอร์ Lidar และ AI ที่เรียนรู้พฤติกรรมผู้ขับขี่จริงบนถนนจีน และเทคโนโลยีแบตเตอรี่รุ่นใหม่ทั้งโซเดียมไอออนและระบบชาร์จความเร็วสูงสำหรับยานยนต์ขนาดใหญ่
  • โรงไฟฟ้า Huaneng Shantou
ปลายทางของการลงพื้นที่อยู่ที่โรงไฟฟ้า Huaneng Shantou ซึ่งเป็นบริษัทผลิตไฟฟ้ารายใหญ่อันดับสองของจีน และอันดับสองของโลก โรงไฟฟ้าสะท้อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของจีนอย่างชัดเจน จากโครงสร้างที่มีสัดส่วนพลังงานสะอาดสูงเกือบครึ่งหนึ่ง ไปจนถึงโครงการโซลาร์ลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในกวางตุ้งซึ่งทำงานร่วมกับฟาร์มประมงในพื้นที่ แผงโซลาร์ที่ติดตั้งเหนือผืนน้ำไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า
Huaneng Shantou
Huaneng Shantou
แต่ยังช่วยลดอุณหภูมิน้ำและการระเหย ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถเลี้ยงปลาและกุ้งใต้แผงโซลาร์ กลายเป็นรูปแบบการพัฒนาที่จีนเรียกว่า “Green Plus” ซึ่งผสานพลังงานสีเขียวเข้ากับเศรษฐกิจชุมชน เกษตร และการท่องเที่ยวอย่างกลมกลืน
ภาพทั้งหมดนี้ เมื่อผูกเข้ากับมุมมองของกงสุลใหญ่ ทำให้เห็นชัดว่า จีนกำลังสร้าง ระบบนิเวศพลังงาน เทคโนโลยี เมือง ชุมชน ที่เชื่อมโยงกันครบวงจร เป็นการเปลี่ยนเกมเศรษฐกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ในขณะที่ไทยยังเผชิญข้อจำกัดด้านทักษะแรงงาน เทคโนโลยีพื้นฐาน การเร่งอัปสกิลแรงงาน ปรับนโยบายอุตสาหกรรม และสร้างความร่วมมือเชิงคุณภาพจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากต้องการรักษาความสามารถแข่งขัน
โฆษณา