30 พ.ย. 2025 เวลา 18:46 • ข่าวรอบโลก

มองเหตุการณ์ไฟไหม้กลุ่มอาคารฮ่องกง เสียชีวิต 146 ราย กับมุมมองของนักวิเคราะห์ชาวญี่ปุ่น

🔥 เหตุไฟไหม้ครั้งเดียว…หนักหนากว่าขโมยสิบครั้ง
วันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 (พุธ)
เกิดเหตุไฟไหม้รุนแรงในกลุ่มอาคารพักอาศัย
“หวั่งฟุกคอร์ต (Wang FuK Court (宏福苑 ))"
เขตซันไก้-ไทโป ทางตอนเหนือของอ่องกง
ซึ่งเป็นตึกสูง 31 ชั้น จำนวน 7 อาคาร
จากทั้งหมด 8 อาคาร ที่ตั้งประชิด แต่ไม่ติดกัน
และมีผู้พักอาศัย 8 อาคาร รวม 1984 ห้อง
เป็นอาคารที่มีอายุ 42 ปี
กลุ่มอาคารดังกล่าวกำลังอยู่ระหว่าง
การดำเนินการปรับปรุงซ่อมแซมภายนอกอาคาร
ตั้งแต่เดือนมกราคม 2567 ปีที่แล้ว
และมีกำหนดเสร็จในมีนาคม 2569
สำหรับต้นเหตุยังไม่ยืนยันแน่ชัดว่าเกิดจากก้นบุหรี่
ที่ชาวบ้านเคยร้องเรียน หรือ เกิดจากปัจจัยอื่น
แต่ไฟได้ลุกลามจากชั้นล่างตามช่องลมของตึก
ขึ้นไปจนถึงชั้นที่ 31 อย่างฉับพลันภายใน 6 นาที
ซึ่งทางการกำลังสอบสวนว่า
มีการละเมิดกฎความปลอดภัย
ของอาคารก่อสร้างอย่างไรหรือไม่ และล่าสุด
รัฐบาลฮ่องกงได้ประกาศให้บริษัทผู้รับเหมาดังกล่าว
หยุดงานก่อสร้างอื่นอีก 28 โครงการทันที
และต้องเข้ารับการตรวจสอบด้านความปลอดภัย
หลังพบข้อกังวลเรื่องการจัดการหน้างาน
วัสดุนั่งร้านไม้ไผ่ & ตาข่ายคลุมตึกที่ไม่ทนไฟ
เพราะขณะเกิดเหตุ
มีงานปรับปรุงอาคารและซ่อมผนังภายนอกอยู่
ซึ่งสงสัยว่าน่าจะมาจากวัสดุนั่งร้านไม้ไผ่
ที่กฎหมายห้ามแล้ว และมีการใช้ตาข่ายคลุมนอกอาคาร
ที่ไม่ได้เป็นวัสดุกันไฟ บวกกับโฟมที่ผู้พักอาศัย
ใช้ปิดประตู หน้าต่าง ในระหว่างที่ผู้รับเหมา
กำลังปรับปรุงซ่อมแซมภายนอกเพื่อป้องกันฝุ่นเข้า
ส่งผลให้ไม่สามารถรับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายนอก
ได้อย่างทันท่วงที อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ไฟไหม้ลุกลาม
อย่างรวดเร็วและกลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งนี้ขึ้น
นอกเหนือจากนี้ ยังพบปัญหาว่า
ระบบสัญญาณเตือนไฟไหม้บางจุดไม่ดังบ้าง
ซึ่งเจ้าหน้าที่ของอาคารกล่าวว่า
สืบเนื่องมาจากผู้รับเหมาไม่อยากให้สัญญาณเตือนภัย
ดังบ่อยครั้งจึงได้ปิดสัญญาณเตือนภัย ทั้งที่เจ้าหน้าที่
ของอาคารได้แจ้งหน่วยเหนือไปแล้วหลายครั้ง
แต่ยังไม่ได้รับการดำเนินการ จนเกิดเหตุ
ผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก หนีไม่ทัน
ทางออกฉุกเฉินบางจุดถูกล็อก
สร้างความเดือดร้อนและสูญเสียอย่างหนัก
ซึ่งหน่วยดับเพลิงกำลังอยู่ระหว่างร่วมสอบสวน
เพื่อหาสาเหตุอย่างละเอียด
ล่าสุด มีผู้เสียชีวิตยืนยันแล้ว 146 รายแล้ว
ในจำนวนนี้ มีแรงงานชาวอินโดนีเซีย 7 ราย
แม่บ้านชาวฟิลิปปินส์ 1 รายด้วย
และยังมีอีกกว่า 40 กว่ารายที่ยังติดต่อไม่ได้
นับเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมไฟไหม้ใน
อาคารที่พักอาศัยที่ร้ายแรงที่สุดและ
มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดของฮ่องกง
หน่วยพิสูจน์อัตลักษณ์ผู้เสียชีวิตของตำรวจฮ่องกง
ซึ่งรับหน้าที่ค้นหาและกู้ภัยในที่เกิดเหตุ
ได้เข้าตรวจสอบภายในอาคารที่เกิดเพลิงไหม้
อย่างละเอียด พบร่างผู้เสียชีวิตทั้งาในอาคาร บนดาดฟ้า
มีพยานที่เห็นเหตุการณ์ชี้ว่า เขาเห็นภาพศพถูกบรรจุ
ในถุงบรรจุศพและถูกนำออกจากที่เกิดเหตุหลายครั้ง
หัวหน้าชุดปฏิบัติการค้นหาแถลงกับผู้สื่อข่าวว่า
โครงสร้างอาคารยังแข็งแรง แต่เนื่องจากภายใน
มืดมาก ทำให้การค้นหาล่าช้า
โดยเฉพาะจุดที่อยู่ไกลจากหน้าต่าง
ขณะนี้ ทีมกู้ภัยได้ตรวจค้นแล้วเสร็จ
4 ใน 7 อาคารที่ได้รับผลกระทบ
นับเป็นเหตุการณ์ที่อาจเป็นไฟไหม้ที่เลวร้าย
อันดับถัดจากนับตั้งแต่ไฟไหม้โกดังหย่งออน
เมื่อปี 2491 ที่มีผู้เสียชีวิต 176 คน และ
แต่เหตุไฟไหม้ที่รุนแรงที่สุด คือ เหตุไฟไหม้
สนามม้าแฮปปี้วัลเลย์ที่เกิดวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2461
เมื่อ 77 ปีที่แล้ว ครั้งที่อาคารไม้ชั่วคราวที่่สร้างขึ้น
สำหรับผู้ชมได้ถล่มลงมาและ
เกิดเหตุไฟไหม้อย่างรวดเร็ว
ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ฮ่องกง
จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 600 คน
ขณะนี้ คณะกรรมการอิสระต่อต้าน
การทุจริตของฮ่องกง (ไอซีเอซี)
ได้จับกุมบริษัทที่ปรึกษาและผู้รับเหมา
ของโครงการฯ ที่ต้องสงสัยว่า
จะใช้วัสดุไม่เป็นไปตามกฎหมาย
ที่รวมถึงผู้บริหารด้วยที่กำลังรับเหมา
ของกลุ่มอาคารดังกล่าว
ที่เกี่ยวข้องกับเหตุไฟไหม้ในครั้งนี้
ไปแล้วจำนวน 11 คน
ตามรายงานของกรมแรงงานฮ่องกง
ทางการได้มีหนังสือย้ำเตือนถึงผู้รับเหมาหลายครั้ง
ให้จัดการป้องกันอัคคีภัยอย่างถูกต้อง
รวมถึงได้ออกคำเตือนอีก
เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้
ฝ่ายความมั่นคงชี้ว่า การสอบสวนเบื้องต้นพบว่า
เพลิงได้ลุกไหม้จากตาข่ายไนลอนที่คลุมอาคาร
เพื่อป้องกันฝุ่นที่นั่งร้านชั้นล่าง
แล้วได้ลุกลามไปติดแผ่นโฟมผนักด้านนอก
ที่ปิดกระจกหน้าต่างแตกก่อนที่เปลวไฟ
จะลุกลามเข้าไปภายในอาคาร
และด้วยกระแสลมแรง ไฟได้ลุกลามข้ามอาคาร
ไปยังอาคารข้างเคียงอย่างรวดเร็ว รวม 7 อาคาร
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงกว่า 2,000 นายทำงานต่อเนื่อง
40 ชั่วโมง ใช้เวลาประมาณสองวันครึ่งจนควบคุม
เพลิงได้ในเช้าวันที่ 30 พฤศิจกายน 2568 (ศุกร์)
ห้องพักอาศัยที่ใช้โฟมปิดหน้าต่าง ช่องระบายลมไว้ ส่งผลให้มองไม่เห็นเหตุการณ์ภายนอก และโฟมกลายเป็น เชื้อเพลิงอย่างดี
สิ่งสำคัญที่ก่อให้เกิดไฟไหม้ที่รุนแรงในครั้งนี้
และมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากนั้น ทางการแจ้งว่า
ปัจจัยสำคัญที่สุดมาจากโฟมสีขาว
ที่ผู้พักอาศัยใช้ปิดตามช่องหน้าต่าง
ไหม้ลุกไหม้จากควันขาวกลายเป็นควันดำ
ที่ร้อนขึ้นจนกระจกแตกส่งผลให้
กลายเป็นควันพิษ ทะลักเข้ามาในห้อง
ทำให้ผู้ที่ติดอยู่ในห้องได้รับความร้อน
จากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและสำลักควันพิษ
ขาดออกซิเจน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ
ที่ทำให้ถึงชีวิต นอกเหนือจากวัสดุนั่งร้านไม้ไผ่
และตาข่ายไม่กันไฟ ส่วนต้นเหตุที่ชัดเจนนั้น
ยังอยู่ในระหว่างการตรวจสอบ
เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน (ศุกร์) นายจอห์น ลี
(หลี่ เจีย จ้าว/ลี กา จิว) ผู้บริหารสูงสุดของ
เขตปกครองพิเศษฮ่องกงได้เป็นประธานในพิธีไว้อาลัย
ที่สำนักงานใหญ่ของรัฐบาล และกำหนดให้
ทุกหน่วยงานลดธงครึ่งเสา และสวมชุดดำไว้อาลัย
แก่เหยื่อไฟไหม้เป็นเวลา 3 วัน
และจัดให้ประชาชนมีจุดวางดอกไม้ไว้อาลัย
ให้ผู้เสียชีวิตตามสถานที่ราชการทั้งหมด 11 แห่ง
จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ทางการจีนประกาศ
จะตรวจสอบความปลอดภัย
ด้านการป้องกันไฟไหม้ของ
อาคารสูงทั่วประเทศด้วย
โดยจะตรวจสอบสิ่งที่ทำให้
ไฟลุกลามจนรุนแรงมาก ได้แก่
1) นั่งร้านไม้ไผ่ (Bamboo Scaffolding)
• เบา ราคาถูก
• ใช้งานสะดวก แต่ติดไฟง่ายมาก
• ถูกสั่งห้ามใช้ในงานที่มีความเสี่ยงแล้วหลายพื้นที่
2) ตาข่ายป้องกันของตกหล่น
• เป็นวัสดุไม่กันไฟ
• คลุมรอบอาคารทุกด้านในช่วงปรับปรุงอาคาร
• ทำให้อาคารทั้งกลุ่มลุกลามได้รวดเร็ว
3) วัสดุภายในอาคารที่มีส่วนผสมของโฟม
• ทำให้เกิดควันพิษหนาแน่น
4)ระบบท่อประปาและหัวฉีดดับเพลิง
5) ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้อัตโนมัติ
🌬️ ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นเผยเบื้องลึกที่หลายคนไม่รู้
ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นได้ให้ข้อสังเกต
เกี่ยวกับลักษณะการออกแบบโครงสร้างของอาคารว่า
แต่ละอาคารไม่ได้ชิดติดกัน และไม่มีทางเชื่อมต่อกัน
แต่เหตุที่ไหม้ลามไปถึง 7 ใน 8 อาคาร นั้น คือ
ช่องว่างระหว่างอาคารที่ประชิดกัน กลายเป็นปล่องดูดควันไฟที้พาเปลวไฟขึ้นที่สูงจากกระแสลมแรงมากระจุกตัวง่าย
ช่องว่างที่เป็นช่องลมระหว่างอาคาร
ตรงบริเวณโครงสร้างที่เป็นรอยแหว่ง
กลายที่ที่กระจุกตัวของกระแสลม
กลายเป็นปล่องดูดควันอย่างดี
อันเป็นเหตุให้ปล่องลมดูดไฟขึ้น
จากต้นเพลิงชั้นล่างขึ้นไปถึง
จุดสำคัญ ที่ส่งผลให้ไหม้ข้ามอาคารข้างเคียงที่แม้ไมี่ติดกัน ก็เพราะกระแสลมจากโครงสร้างช่องแหว่งระหว่างอาคาร
นักวิเคราะห์ญี่ปุ่นชี้ว่า จุดสำคัญที่ทำให้ลุกลามเร็ว
คือ รอยแหว่ง — ช่องว่างระหว่างอาคารที่อยู่ชิดกันมาก
กว้างเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตร
ทำให้เกิดภาวะ “ปล่องควันตามธรรมชาติ”
ลมถูกดูดขึ้นอย่างแรง
จากชั้น 1 สู่อาคารชั้น 31 ในเวลาเพียง 6 นาที
อดีตหัวหน้าหน่วยบรรเทาสาธารณภัยอาสะบุ
กรุงโตเกียว ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับผู้รอดชีวิต
คนหนึ่งที่เคยมีประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับ
อาคารที่ลุงคนหนึ่งลืมกุญแจแล้ววิ่งกลับไป
แต่ต้องถอยกลับและต้องรีบหนีลงบันไดฉุกเฉิน
อย่างไม่คิดชีวิตจนรอดชีวิตอย่างหวุดมาไดันั้น
เป็นเพราะว่า
- ควันสีขาวจากครั้งแรกที่เห็น
แล้วกรายเป็นควันดำ
นั่นหมายถึงความร้อนของควัน
ที่กำลังจะกระหน่ำเข้ามาเป็นเปลวเพลิง
ที่คุณลุงรีบหลบหนีออกมาเสียก่อนได้อย่างทันควัน
- การตัดสินไม่ใช้ลิฟต์ช่วงเกิดไฟไหม้
ที่เสี่ยงเกิดไฟดับและมีโอกาสูงที่จะถูกกักขัง
อยู่ในลิฟต์ได้ จึงรับหนีลงบันไดนั้น
เป็นวิธีที่ถูกต้องและปลอดภัยกว่า
😢 ความสูญเสียของผู้คน
• หลายครอบครัวยัง ติดต่อไม่ได้
• บางราย สำลักควันเสียชีวิต
• บางคนถูกไฟคลอกเสียชีวิตอย่างน่าสลด
• ห้องพักหลายแห่งเหลือเพียงเถ้าถ่าน
บางคนขายทรัพย์สินทั้งชีวิต เพื่อซื้อที่พักนี้
บางครอบครัวเพิ่งมีความสุขจากการท่องเที่ยว
บางคนเพิ่งออกไปวิ่งในตอนเช้า
วันนี้กลับบอกว่า หมดกำลังใจ
ไม่อยากทำอะไรอีก และหวังอยากให้
ทางการช่วยเรื่องที่อยู่อาศัยโดยด่วน
บางคนโชคดีที่สังเกตเห็นควันก่อน
ทำให้ตัดสินใจหลบออกมา
ครั้งจะกลับไปเอากุญแจที่ลืมและ
หยิบของก็พบว่าจากควันเขาว
ที่ทะลักเข้ามาได้กลายเป็ฯควันดำ
ไม่ทันการณ์เสียแล้ว แต่จากประสบการณ์
ทำให้หนีทางบันไดหนีไฟ
และรอดมาได้
💔 เรื่องที่น่าเศร้ายิ่งกว่า
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงหนุ่ม 1 นาย
เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้
ซึ่งกำลังจะแต่งงานกับแฟนสาว
ที่คบหากันมา 10 ปี
เป็นการพรากจากกันตลอดกาลอย่างน่าเศร้ายิ่ง
ขอแสดงความเสียใจ
ต่อครอบครัวผู้สูญเสียและ
ผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนี้
ขอไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิต
และขอให้ผู้ได้รับผลกระทบ
ผ่านพ้นเหตุการณ์นี้โดยเร็ว
ขอขอบคุณเจ้าของภาพและข้อมูลอ้างอิงจาก:
โฆษณา