6 ชั่วโมงที่แล้ว • ธุรกิจ

เอกชนหวั่น! ขึ้น VAT 10% ซ้ำเติมศก.ซบ ค่าครองชีพพุ่ง กระทบกลุ่มเปราะบาง

  • ภาคเอกชนกังวลว่าแผนการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เป็น 10% จะซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น และกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
  • ผู้ประกอบการเสนอให้รัฐบาลพิจารณาคงอัตรา VAT ไว้ที่ 7% สำหรับธุรกิจบางประเภท เช่น ร้านอาหาร สินค้าบริโภค และโรงแรม เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภคและภาคการท่องเที่ยว
  • ภาคธุรกิจมองว่าการขึ้น VAT ควรเกิดขึ้นเมื่อเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสร้างความโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณก่อน
โรดแมปการปฏิรูปโครงสร้างการคลังของรัฐบาลที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และกดดันให้รายจ่ายภาครัฐอยู่ในกรอบวินัยมากขึ้น การกำหนดกรอบอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ใหม่ที่ 8.5% ในปี 2571 และ 10% ในปี 2573 ภายใต้กรอบการคลังระยะปานกลาง (MTFF) กลายเป็นประเด็นร้อนที่ภาคเอกชนจับตา
แม้กระทรวงการคลังย้ำว่า การขึ้น VAT ยังไม่เกิดขึ้นในปีนี้และปีหน้า และยังเป็นเพียงทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่ต้องพิจารณาตามภาวะเศรษฐกิจจริง แต่หลายฝ่ายกังวลว่าการส่งสัญญาณล่วงหน้าอาจตอกย้ำความเปราะบางของรายได้รัฐ–เศรษฐกิจไทย และกระทบกำลังซื้อประชาชนในระยะต่อไป
นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า แผนการขึ้น VAT แบบขั้นบันไดจนแตะระดับ 10% ในปี 2573 เป็นการส่งสัญญาณเตรียมพร้อมรับมือภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง และบ่งชี้ถึงความกังวลด้านรายได้ของประเทศ ทั้งจากดุลการค้า การลงทุน และรายได้โดยรวมของภาครัฐที่อาจไม่เพียงพอเมื่อมองไปข้างหน้า
ทั้งนี้การกำหนดอัตรา VAT ที่ 10% เคยถูกพูดถึงและวางแนวทางไว้แล้ว แต่ถูกลดหย่อนเหลือ 7% มานานหลายรัฐบาล เพื่อสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง เนื่องจาก VAT เป็นเครื่องมือที่ง่ายและรวดเร็วที่สุดในการหารายได้เข้าประเทศ ต่างจากภาษีรายได้ที่ขึ้นกับกำไรและการเติบโตของภาคธุรกิจ
“ในสถานการณ์หากเศรษฐกิจไม่ดี การรอเก็บภาษีรายได้จะทำได้ยาก แต่ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT เป็นสิ่งที่ต้องเก็บกับทุกคนเมื่อซื้อสินค้าและบริการ กลยุทธ์ ‘ขั้นบันได’ ที่จะค่อยๆ ปรับเพิ่มในแต่ละปีคือการเลี่ยงแรงกระแทก เพราะหากปรับขึ้นทีเดียว 10% จะส่งผลกระทบรุนแรงทั้งประเทศ” นายวิศิษฐ์กล่าว
พร้อมมองว่า การประกาศทิศทางล่วงหน้าและดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปคือการ “โยนหินถามทาง” เพื่อดูปฏิกิริยาและฟีดแบ็กจากทุกภาคส่วน หากเศรษฐกิจในอนาคตฟื้นตัวดีและตัวเลขเติบโตบรรลุเป้าหมาย แผนขึ้นภาษีอาจถูก “ยกเว้น” หรือเลื่อนออกไปได้
อย่างไรก็ดี บริบทเศรษฐกิจปี 2568 เป็น “ปีแห่งความไม่แน่นอน” แม้การเบิกจ่ายของภาครัฐทำได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อน แต่ภาพรวมยังต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การส่งออก การท่องเที่ยว และการใช้จ่ายในประเทศมาช่วยประคองตัวเลข GDP ปัจจัยหลักที่ผลักดันให้ต้องพิจารณาการขึ้น VAT มาจากรายได้ของรัฐที่ไม่เป็นไปตามเป้าคาดการณ์ หากไม่สามารถสร้างอุตสาหกรรมใหม่หรือดึงการลงทุนใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มฐาน GDP ได้ การใช้มาตรการภาษีจึงเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
ด้านภาคธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจที่มีต้นทุนเปราะบางต่อการขึ้นภาษี นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิติมศักดิ์ สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย กล่าวว่า เข้าใจเป้าหมายของรัฐในการเสริมสร้างเสถียรภาพการคลัง และไม่คัดค้านการปรับเพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 8.5% ในปี 2571 และ 10% ในปี 2573 แต่ต้องขอให้พิจารณา “แยกตามภาคธุรกิจ” อย่างรอบคอบ
“ไม่คัดค้าน เพียงแต่ให้ทบทวนการปรับขึ้นในแต่ละภาคธุรกิจ ซึ่งอาจมีผลกระทบกับค่าครองชีพของประชาชนในประเทศเป็นวงกว้าง และจะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อสูงได้ เช่นภาคธุรกิจร้านอาหารและสินค้าบริโภคจำพวกอาหารเป็นต้น”
ทั้งนี้มีตัวอย่างในหลายประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มที่แตกต่างกันไป เช่น ในยุโรปและญี่ปุ่นกำหนดอัตรา VAT แตกต่างกัน โดยภาษีมูลค่าเพิ่มเฉลี่ยอาจอยู่ราว 20% แต่สำหรับร้านอาหารและอาหารจะลดลงเหลือเพียง 9–13% เพื่อไม่ให้กระทบต่อการบริโภคของประชาชนและผู้ประกอบการ
สำหรับประเทศไทย ร้านอาหาร SMEs ที่อยู่ในระบบกลับไม่ค่อยมี VAT ขาซื้อ เพราะวัตถุดิบหลักเป็นสินค้าการเกษตรและของสดที่ไม่ต้องเสีย VAT ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถนำ VAT ขาเข้ามาหักลบกับ VAT ขายได้เลย ส่งผลให้ต้องแบกรับต้นทุนภาษีมูลค่าเพิ่มเต็มๆ ซึ่งยังไม่นับรวมภาษีและค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่ต้องจ่ายในแต่ละปี
“ในต่างประเทศภาคการท่องเที่ยว เช่น โรงแรมที่พัก ก็มีการแยกอัตรา VAT เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันด้านท่องเที่ยวของประเทศ ดังนั้น หากไทยปรับขึ้น VAT เป็น 8.5–10% ในอนาคต ควร “ตรึงอัตราเดิม 7%” ให้กับภาคธุรกิจร้านอาหาร สินค้าอาหาร รวมถึงโรงแรมที่พัก เพื่อไม่ให้ภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นถูกผลักไปยังผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวมากเกินไป มิฉะนั้นอาจทำให้เศรษฐกิจเกิดภาวะตึงเครียดและกระทบเป็นวงกว้าง”
ในมุมของผู้ประกอบการอุตสาหกรรม นายโจเซฟ โล ผู้จัดการทั่วไปและผู้อำนวยการ บริษัท ไมย์เออร์ อินดัสตรีส์ จำกัด และ บริษัท ไมเร็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นว่า แผนการปรับเพิ่ม VAT จาก 7% เป็น 10% ภายในปี 2030 แม้ยังไม่ถูกนำมาใช้ในทันที แต่ผลกระทบที่แน่นอนคือ “ภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภคจะเพิ่มขึ้น” โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นภายในครัวเรือน
“บริษัทจะพยายามเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตเพื่อลดต้นทุนภายใน และไม่ให้ราคาสินค้ากลายเป็นภาระเกินไปต่อผู้บริโภค แต่ปัจจัยภายนอก เช่น ราคาวัตถุดิบ (material) และค่าแรง (labor) ยังเป็นความท้าทายที่ควบคุมได้ยาก ประกอบกับเศรษฐกิจในปัจจุบันที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 1%
ทำให้ข้อเสนอหลักของภาคอุตสาหกรรมคือ “ควรคง VAT ไว้ที่ระดับปัจจุบัน” การปรับขึ้นภาษีควรทำเมื่อเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งอย่างแท้จริง เพื่อให้ผู้บริโภคมีกำลังในการ “ดูดซับ” ภาระภาษีที่สูงขึ้นได้มากกว่า”
ขอย้ำว่า ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า บริษัทจะยังไม่ปรับราคาสินค้า เพราะปัจจัย VAT 10% ยังไม่ถูกนำมาใช้ และหลายบริษัทมีการสั่งซื้อวัตถุดิบล่วงหน้าไว้แล้ว แต่หากในระยะกลางแผนขึ้น VAT เดินหน้าโดยที่เศรษฐกิจยังโตต่ำ ภาระอาจย้อนกลับมากดดันทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค
ขณะที่นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า การประกาศแผนล่วงหน้าเป็น “เรื่องที่ดี” เพราะช่วยให้ภาคเอกชนและประชาชนเตรียมความพร้อม แต่การจะเดินหน้าเก็บ VAT เพิ่มให้สำเร็จ รัฐต้องเร่งแก้ปัจจัยสำคัญ 5 ประการควบคู่กันไป ได้แก่
1. ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่ำ โดย GDP ไตรมาส 3 ปี 2568 โตเพียงราว 1.2% ต่ำสุดในอาเซียนเมื่อเทียบกับเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ สะท้อนว่าประเทศยังต้องการมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง เพื่อให้ฐานเศรษฐกิจแข็งแรงพอรับอัตราภาษีใหม่
2. การดึงผู้ประกอบการนอกระบบเข้าสู่ระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยต้องควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถของแรงงานและผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสร้างกลไกภาษีที่ “ใช้ง่าย” เช่น ระบบบัญชี–การยื่นภาษีที่เป็นมิตรต่อผู้ค้า คล้ายโมเดลสหรัฐที่ใช้โปรแกรมภาษีสำเร็จรูปช่วยให้คนเข้าสู่ระบบได้สะดวกขึ้น
3. การจัดการปัญหาธุรกิจนอกระบบ ทุนเทา และนอมินี ซึ่งทำให้เกิดการแข่งขันไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการในระบบ แม้ภาครัฐมีความพยายามอยู่แล้ว แต่ยังต้องเร่งให้เข้มข้นขึ้น เพื่อสร้างสนามแข่งขันที่โปร่งใสและเอื้อให้ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายไม่เสียเปรียบ
4. การแก้ปัญหาคอร์รัปชันในงบประมาณแผ่นดิน นายแสงชัยตั้งคำถามว่า เงินงบประมาณที่รัฐใช้จริงตามวัตถุประสงค์มีอยู่เท่าใด และมีค่าใช้จ่ายนอกระบบมากแค่ไหน พร้อมย้ำว่า หากรัฐต้องการเก็บรายได้เพิ่ม ต้องทำให้รายจ่ายโปร่งใสและยึดธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเงินภาษีถูกใช้คุ้มค่า และ
5. โครงสร้างงบประมาณที่ใช้กับรายจ่ายประจำสูงถึง 80% เหลืองบลงทุนจริงเพียง 20% ทำให้จำเป็นต้องพิจารณาแนวทาง “ลีนภาครัฐ” เช่น การลดจำนวนบุคลากรรัฐ การชะลอการจ้างงานใหม่ และการนำเทคโนโลยีอย่างบล็อกเชนหรือ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ
“หากรัฐสามารถแก้ 5 ประเด็นนี้ได้ก่อนถึงปี 2571 ความเป็นไปได้ของการปรับ VAT เป็น 8.5% และเดินหน้าไปสู่ระดับ 10% ในปี 2573 จะสูงขึ้น รัฐต้องแสดงให้ประชาชนเห็นว่า ภาษีที่จัดเก็บเพิ่มเติมจะถูกใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้คนไทยยอมรับการขึ้นภาษีมากขึ้น” นายแสงชัยกล่าว
อย่างไรก็ดีในช่วงเวลาอีกประมาณ 2 ปีก่อนการขึ้น VAT เป็น 8.5% ภาคเอสเอ็มอีจะเดินหน้าหารือกับหน่วยงานรัฐ จัดทำข้อเสนอเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความเชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจ ด้วยการผลักดันมาตรการ “กระตุ้นสั้น ดันยาว” เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการยกระดับเกษตรกรให้เป็น “ผู้ประกอบการเกษตร” เพื่อแก้ปัญหารายได้และคุณภาพชีวิตในระยะยาวด้วย
โฆษณา