Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หลงไปในประวัติศาสตร์ by หมอเอ้ว ชัชพล
•
ติดตาม
1 ธ.ค. 2025 เวลา 12:00 • ประวัติศาสตร์
Punic War ครั้งที่ 2 ตอนที่ 4 ยุทธการซามา : การเผชิญหน้าครั้งสุดท้ายระหว่างสองอัจฉริยะ
การพบกันของอัจฉริยะทางการทหารสองคนแห่งโรมและคาร์เทจ เกิดขึ้นในปี 202 BC นอกเมืองคาร์เธจในพื้นที่ซึ่งมีชื่อว่า ซามา (Zama)
การรบในครั้งนั้น ถ้าจะเรียกด้วยภาษายุคเราคงเรียกได้ว่าเป็น บิ๊กแมตช์หยุดโลก
แต่ถ้าจะพูดให้จบ ก็อาจจะต้องบอกว่าเป็น บิ๊กแมตช์ที่น่าผิดหวัง ไม่สมกับที่ทุกคนรอคอย
เมื่อมาถึงแอฟริกา ฮันนิบาลก็พยายามรวบรวมทุกอย่างที่พอหาได้มาจัดทัพเรียงเป็นสามชั้น
ช้างศึกประมาณ 80 เชือกอยู่หน้ากองทัพ แล้วตามด้วยสามแนวทหาร
แถวหน้าเป็นทหารรับจ้าง
แถวสองเป็นกองกำลังจากแอฟริกาและทหารใหม่
และแถวสุดท้ายคือทหารเก๋าประสบการณ์ที่ร่วมรบกันมาในอิตาลี
ฝั่งของโรม สคิปิโอ ให้จัดรูปแบบกองทัพตามมาตรฐานของโรม แต่เพิ่มความห่าง เพื่อรับมือกับการพุ่งเข้ามาของช้างศึก นอกจากนี้ยังวางกองทัพม้าของนูมีเดียไว้ที่ปีกขวา กองทัพม้าของโรมไว้ที่ปีกขวา ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวที่ฮันนิบาลเคยใช้ทำลายกองทัพโรมมาแล้วหลายครั้ง
เมื่อการต่อสู้เริ่มขึ้น ช้างศึกของฮันนิบาลก็พุ่งเข้าไป แต่สคิปิโอก็สั่งให้กองทหารเปิดช่องทางกว้างๆ ให้ช้างวิ่งผ่านเข้าไป จากนั้นก็ใช้เสียงแตร เสียงตะโกน รวมถึงการปาหอก เพื่อให้ช้างตกใจ ช้างจำนวนมากจึงวิ่งหนีไปตามช่องทางที่โรมวางแผนเตรียมไว้
ช้างบางส่วนที่วิ่งหลุดไปด้านหลังของกองทัพโรมก็โดนกำลังที่รอไว้รุมทำร้าย ช้างบางส่วนตกใจแล้วหันหลังกลับก็วิ่งไปชนกับกองทัพม้าของคาร์เทจจนปั่นป่วนไปหมด
เมื่อช้างศึกและทหารแถวแรกไม่สามารถสร้างความเสียหายกับโรมได้ ฮันนิบาลก็ต้องส่งแถวสองเข้าไปแต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้ จึงต้องส่งแถวสามเข้าไปต่อ การต่อสู้ช่วงนี้เป็นการปะทะกันตรงๆ อย่างหนักหน่วง แต่โรมก็อาศัยกองทัพม้าทั้งสองปี ตีโอบไปแนวหลังของคาร์เทจ
ภาพที่เกิดขึ้น อาจจะเรียกได้ว่า เหมือนเป็นก็อปปี้ของสิ่งที่เคยเกิดขึ้นที่ คานเน แต่รอบนี้เป็นฝ่ายของคาร์เทจที่โดนล้อมและโจมตีอย่างหนักจนหมดสภาพ
และนั่นก็คือการพ่ายแพ้ครั้งแรกและครั้งเดียวของฮันนิบาล แต่เป็นการพ่ายแพ้ที่ล้มแล้วไม่สามารถลุกขึ้นยืนได้อีก
แม้ว่าฮินนิบาลจะหนีรอดไปได้ แต่เขาก็ไม่สามารถฟื้นกำลังทหารมาต่อสู้กับโรมได้อีก เขาจึงบอกให้สภาของคาร์เทจยอมรับความพ่ายแพ้และเจรจาสันติภาพกับทางโรม
ดังนั้น การรบที่ ซามาในปี 201 BC จึงถือได้ว่าเป็นการปิดฉากของสงครามพิวนิกครั้งที่ 2
คราวนี้โรมไม่ต้องการแค่ชัยชนะ แต่ต้องการให้คาร์เธจ หมดสภาพ อย่างถาวร จึงยื่นเงื่อนไขในการยุติสงครามที่หนักมาก ทั้งค่าปรับที่แพงมหาศาล ทั้งต้องยกดินแดนต่างๆ ให้กับโรมซึ่งรวมไปถึงดินแดนในสเปนและบางส่วนในแอฟริกา ทั้งจำกัดขนาดกองทัพของคาร์เทจให้น้อยจนไม่สามารถจะไปต่อกรอะไรกับโรมได้อีก แต่คาร์เทจก็ไม่อยู่ในฐานะที่จะไปต่อรองอะไรได้ จึงต้องยอมเซ็นสนธิสัญญาสงบศึกนี้
และเพราะสัญญาสงบศึกนี้ แม้ว่าคาร์เธจจะมีชื่ออยู่บนแผนที่ แต่แทบไม่เหลืออำนาจใดๆให้ใครกลัวอีกต่อไป
ทางฝั่งของโรม สงครามพิวนิกครั้งที่สอง ยังเปลี่ยนแปลงโรมในหลายๆ ด้าน
ที่เห็นได้ชัดสุดคือ โรมรู้แล้วว่าจากนี้ไปจะหวังเกณฑ์และฝึกทหารเมื่อจำเป็นไม่ได้อีกต่อไปแต่ต้องมีการระดมกำลังต่อเนื่อง ยืดอายุการประจำการ และเริ่มมีทหารที่ใช้ชีวิตอยู่กับสงครามเป็นงานหลัก ซึ่งจะนำไปสู่ทหารอาชีพในเวลาต่อมา
สำหรับ สคิปิโอ หลังได้ชัยชนะเหนือฮันนิบาล เขาก็ได้ทั้งศักดิ์ศรีและเกียรติยศที่โรมันเรียกว่า dignital อย่างมากมายจนไม่มีใครเทียบได้ เขาได้รับชื่อใหม่ว่า Scipio Africanus หรือสคิปิโอ ผู้พิชิตแอฟริกา
แต่ด้วยนิสัยและวัฒนธรรมของโรมัน ใครที่โดดเด่นมากๆ สุดท้ายจะโดนอิจฉาและมีคนพยายามจะดึงลงมา แล้วสคิปิโอเองก็ไม่รอด ศตรูทางการเมืองเริ่มโจมตีเขาด้วยข้อกล่าวหาต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องคอรัปชั่น รับสินบน ใช้อำนาจเกินขอบเขต แม้ว่าหลายครั้งหลักฐานจะไม่ชัดเจน แต่เมื่อโดนพูดถึงบ่อยๆ ชื่อเสียงและบารมีของเขาก็ลดลง
สุดท้ายอาจจะเพราะความเบื่อหน่าย เขาเลยเลือกที่จะถอนตัวออกไปจากแวดวงการเมือง แล้วไปใช้ชีวิตกึ่งๆ ลี้ภัยในชนบท และไม่กลับมามีบทบาทในสาธารณะอีกต่อไปจนกระทั่งเสียชีวิตในปี 183 BC
มีเรื่องเล่ากันว่า (ซึ่งอาจจะไม่จริงแต่เป็นนักเขียนยุคโบราณเขียนขึ้นมาเอง) เขาบอกก่อนตายไว้ว่า ไม่ให้ฝังศพเขาในโรม และยังกล่าวว่า แผ่นดินอกัตญญู แม้แต่กระดูกของเขาก็จะไม่กลับไปโรม
มาดูบั้นปลายชีวิตของฮันนิบาลกันบ้าง
หลังความพ่ายแพ้ที่ซามา เขาก็ยุติชีวิตการทหารแล้วไปเริ่มต้นใหม่ในสภา เขาพยายามจะปฏิรูปการเมืองซึ่งเต็มไปด้วยการคอร์รัปชัน เขาพยายามลดอำนาจของเหล่าตระกูลใหญ่ กำจัดระบบเส้นสาย ซึ่งทำให้รัฐบริหารงานได้ดีขึ้น แต่ตัวเขากลับมีศัตรูเพิ่มขึ้น จนถึงจุดที่มีการปล่อย ข่าวลือฮานิบาลมีแผนจะทำสงครามกับโรมอีกครั้ง
แม้ว่าจะเป็นข่าวลือที่ไม่น่าเป็นไปได้ แต่สำหรับชาวโรมัน ชื่อของฮันนิบาล สามารถสร้างความหวาดกลัวได้มากถึงขนาดที่โรมต้องส่งคนมาเพื่อจับตัวเขา แต่ฮันนิบาลรู้ตัวทันและหลบหนีออกจากคาร์เธจ แล้วนั่นจะกลายเป็นการจากบ้านเกิดอีกครั้ง และจะเป็นครั้งสุดท้าย
เขาหนีไปเข้ากับกษัตริย์แอนติโอคัสมหาราช (Antiochus III) ของซีเรีย ซึ่งต้องการตัวเขาเพราะซีเรียกำลังขัดแย้งกับโรม แต่แอนติโอคัสพ่ายแพ้ ทำให้ฮันนิบาลต้องหนีไปรัฐเล็กๆ ในเอเชียไมเนอร์ แต่ไมว่าฮันนิบาลจะหนีไปไหน ทหารโรมันก็ยังตามล่าเขา เพราะสำหรับโรม ฮันนิบาลเป็นคนที่อันตรายจนไม่สามารถปล่อยไว้ไม่ได้
สุดท้ายในปี 183 BC หลังจากที่ทหารโรมันตามเขาเจออีกครั้ง ฮันนิบาลในวัยหกสิบกว่า และเหนื่อยจากการหลบหนีไม่มีที่สิ้นสุด ก็ตัดสินใจเปิดแหวนที่เขาสวมไว้ติดตัวตลอด ภายในนั้นบรรจุด้วยยาพิษสำหรับใช้ยามจำเป็น
วันนั้นคือวันที่เขาคิดว่าจำเป็น
ประโยคสุดท้ายที่ถูกเล่าต่อๆ กันมาโดยไม่มีหลักฐานว่าเป็นเรื่องจริงแค่ไหน ฮันนิบาลพูดว่า “ข้าจะปลดปล่อยชาวโรมันจากความกลัวที่พวกเขามีเสียที เพราะการรอให้ชายชราคนหนึ่งตายไปเองมันยากเกินไปสำหรับพวกเขา”
เขาตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพื่อไม่ให้ศตรูได้มีความสุขจากการได้จับเขาไปเป็นเชลยและแห่ไปทั่วกรุงโรม ....
2 บันทึก
9
2
2
9
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย