30 พ.ย. 2025 เวลา 11:42 • ภาพยนตร์ & ซีรีส์

TRAIN DREAMS | 10/10

รอเบิร์ต เกรนเนียร์ เป็นเด็กกำพร้า ไม่ได้เรียนหนังสือ หรือที่ถูกคือเขาเลิกเรียนหนังสือ เมื่อโตขึ้นเขาใช้ชีวิตแบบไร้หางเสือ จนในที่สุดก็ประกอบอาชีพคนตัดไม้ ชีวิตเขาเปลี่ยนไปบ้างเมื่อพบรัก และสร้างครอบครัว เริ่มมองเห็นจุดหมายของชีวิต
มันเป็นช่วงรอยต่อของศตวรรษที่ 19 กับ 20 โลกกำลังเปลี่ยน อเมริกากำลังเปลี่ยน พวกเขาสร้างทางรถไฟข้ามทวีป มีคนจีนจำนวนมากเข้าไปทำงานสร้างทางรถไฟที่นั่น แต่พวกเขาก็เหมือนคนผิวสี เป็นพลเมืองชั้นสอง บางครั้งถูกขับออกไป บางครั้งถูกฆ่า
บนเส้นทางชีวิตของคนตัดไม้ รอเบิร์ต เกรนเนียร์ พบหลายชีวิตจากที่ต่างๆ ต่างคนต่างทำงานหนักหาเงิน พรากจากครอบครัวไปทำงานไกลบ้าน แล้วกลับไปหาครอบครัว แล้วออกมาหางานทำอีก
รางรถไฟทำให้สองโลกใกล้ชิดกันขึ้น แต่ก็ทำให้คนแยกห่างกันกว้างขึ้น
1
รอเบิร์ต เกรนเนียร์ เป็นคนเงียบ ชอบสังเกตและฟังมากกว่าพูด เขาเป็นฤาษีในคราบคนตัดไม้ เขาทำงานอย่างอดทน เขาแลเห็นความตายเกิดขึ้นเสมอ บางคนตายง่ายๆ เช่น กิ่งไม้หล่นใส่หัว บางคนถูกฆ่าตาย
ขณะที่โลกภายนอกกำลังขยายตัวออกไป โลกภายในของเขากลับหดเข้ามา เขาเริ่มสงสัยความหมายของชีวิต โดยเฉพาะเมื่อแลเห็นความตายที่ใกล้ตัวเขา
นี่คือ Train Dreams หนังที่เล่าชีวิตของตัวละครชื่อ รอเบิร์ต เกรนเนียร์
นานๆ ทีจะเห็นหนังหนังดรามาผสมปรัชญา เล่าเรื่องในโทนนี้ อารมณ์เรื่อง Train Dreams มีส่วนคล้าย The Thin Red Line (1998) ของ Terrence Malick มีความเป็นบทกวี
ขณะที่ The Thin Red Line จำลองสงครามแบบปรัชญา Train Dreams จำลองชีวิตแรงงานอเมริกันในต้นศตวรรษที่ 20 แบบปรัชญา
หนังเล่าเรื่องโดยใช้วิธีเล่าโดยการบรรยาย (narration) ซึ่งทำให้ดียาก
ผมเคยใช้เทคนิคนี้ในเรื่องสั้น สะพาน​ (ชุด เส้นสมมุติ) เล่าเรื่องชีวิตของจิตรกรญี่ปุ่น อุตะกาวะ ฮิโรชิเกะ ผู้จมชีวิตอยู่ในความจริงผสมความฝัน
Train Dreams ก็เป็นเรื่องของผู้จมชีวิตอยู่ในความจริงผสมความฝัน
รอเบิร์ต เกรนเนียร์ ใช้ชีวิตจนชรา แลเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมือง จากเลื่อยมือเป็นเลื่อยไฟฟ้า รางรถไฟแผ่ขยายไปทุกทิศ เขาเห็นการมาถึงของเครื่องบิน ไปจนถึงการขึ้นสู่อวกาศของ จอห์น เกลนน์
ในเรื่องนี้ตัวเอกตั้งคำถามเรื่องชีวิต การสูญเสีย การมีชีวิตอยู่ ความฝัน ความจริง คล้ายการเดินทางของสิทธารถะ (Siddhartha) นาร์ซิสซัส (Narcissus and Goldmund) และนกนางนวล จอนาธาน ลิฟวิงสตัน (Jonathan Livingston Seagull)
หนังให้อารมณ์คล้ายบทกวี เหมือนเรากำลังดูจิตรกรวาดภาพ แต้มสีทีละจุด ทีละแถบอย่างช้าๆ ไม่รู้ว่าเขาจะแต้มสีอะไรต่อไป และไม่รู้ว่าภาพตอนเสร็จเป็นภาพอะไร
งานประณีตทุกจุด ละเมียดละไม สวยงามทั้งภาพและเรื่อง
ดู Joel Edgerton แสดงหนังมาหลายเรื่องแล้ว เรื่องนี้มีสิทธิ์สูงที่จะพาเขาสู่เวทีออสการ์สาขานักแสดงนำ และเรื่องนี้ก็มีสิทธิ์ชิงบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม
ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้คิดถึงหนังญี่ปุ่นสองเรื่องที่ทำให้รู้สึกเศร้าแต่ดี คือ Every Day A Good Day (日日是好日 2018) และ Perfect Days (2023)
1
มันตั้งคำถามว่าชีวิตคืออะไร ความทุกข์กำหนดพฤติกรรมของเราอย่างไร
มันทำให้คิดถึงปรัชญาญี่ปุ่นที่ว่า เมื่อฝนตก จงฟังเสียงฝน เมื่อหิมะตก จงดูหิมะ เมื่อร้อนสัมผัสความร้อน เมื่อหนาวสัมผัสความหนาว
1
ปรัชญา Stoic บอกว่าปัจจัยภายนอกเป็นเรื่องที่เราคุมไม่ได้ ดังนั้นเราควรยอมรับมัน รับมือกับมันอย่างมีสติ
1
ชาวสโตอิกมองว่าความทุกข์ยากลำบากไม่ใช่เรื่องร้ายหรือไม่ร้าย แต่อยู่ที่มุมมอง
เราเปลี่ยนสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้ไม่ได้เท่าไรนัก แต่เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันได้
เพราะชีวิตก็คือการใช้ชีวิต ไม่ว่ามันประกอบด้วยการเกิด การตาย การพบกัน การจากกัน
เพราะ... เช่นที่ตัวละครคนหนึ่งพูด... ต้นไม้ที่ตายกับต้นไม้ที่ยังมีชีวิต ก็สำคัญเท่ากัน
10/10
Netflix
ป.ล. นี่ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคนนะครับ ถ้าไม่ชอบหนังที่ไม่มีฉากตื่นเต้น ไหลไปเรื่อยๆ เหมือนสายน้ำของธารเล็ก ก็อย่าฝืนทนดู คะแนนสูงไม่ได้แปลว่าเหมาะกับทุกคน คะแนนมาจากงานศิลปะ ไม่ใช่ความสนุก
แต่ถ้าชอบ The Thin Red Line ก็น่าจะชอบเรื่องนี้ด้วย
วินทร์ เลียววาริณ รวมบทรีวิวหนังจำนวนหลายร้อยเรื่องในหนังสือใหม่ บ้าหนัง 1-4 มีจำหน่ายในรูปอีบุ๊คที่เว็บไซต์ winbookclub.com และที่ MEB (คีย์คำว่า วินทร์ เลียววาริณ)
(มาตรการให้คะแนนของ วินทร์ เลียววาริณ : ความคิดสร้างสรรค์ + สาระ + ศิลปะการเล่าเรื่อง)
โฆษณา