Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เรื่องเล่าพระเจ้าตาก
•
ติดตาม
1 ธ.ค. 2025 เวลา 04:07 • ประวัติศาสตร์
ตอนที่ 206 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงคราม
พระญาติวงศ์ในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีบันทึกไว้ในหลักฐานจำนวนน้อยมาก หนึ่งในนั้นคือ พระเจ้าหลานเธอ เจ้ารามลักษณ์ (พระนามเดิมว่า บุญมี) ต่อมาถูกแต่งตั้งเป็น กรมขุนอนุรักษ์สงคราม ดังปรากฎใน "ลำดับสกุลเก่าบางสกุล ภาคที่ 4 สกุลเชื้อสายพระราชวงศ์กรุงธนบุรี" เอาไว้ว่า
"กรมขุนรามอนุรักษ์สงคราม พระนามเดิมว่า บุญมี เป็นเจ้ารามลักษณ์ก่อน ต่อมามีความชอบในการสงครามจึ่งได้ทรงกรม ถูกสำเร็จโทษ พ.ศ. 2325" (1 : ง)
สันนิษฐานว่าช่วงเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 กรมขุนอนุรักษณ์สงคราม น่าจะหลบภัยพม่า (อังวะ) อยู่ที่เมืองลพบุรี หรือ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ดังปรากฏใน "พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)" เอาไว้ว่า
"อนึ่ง แต่งให้ขึ้นไปเกลี้ยกล่อมเมืองลพบุรีสำเร็จแล้ว จึงให้บุราณขัติยวงศาซึ่งได้ความลำบากกับทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ลงมาทำนุบำรุงไว้ ณ เมืองธนบุรี" (2 : 53)
กรมขุนอนุรักษ์สงคราม ปรากฏพระนามครั้งแรกในพระราชพงศาวเมื่อปี พ.ศ. 2312 คราวสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงแต่งตั้งพระราชนัดดาเป็นเจ้าราชนิกูล เจ้าบุญมีถูกแต่งตั้งเป็นเจ้ารามลักษณ์ ดังปรากฏใน "พระราชพงศาวดารพระราชหัตถเลขา" เอาไว้ว่า
"ตั้งพระเจ้าหลานเธอสามพระองค์เป็นเจ้าราชนิกูล ชื่อเจ้านราสุริยวงศ์องค์หนึ่ง เจ้ารามลักษณ์องค์หนึ่ง เจ้าประทุมไพจิตรองค์หนึ่ง" (3 : 8)
ต่อมาในปี พ.ศ. 2317 (นับแบบปัจจุบันคือปี พ.ศ. 2318) คราวศึกบางแก้ว ที่เมืองราชบุรี เจ้ารามลักษณ์ได้รับมอบหมายให้นำทหาร 1,000 คน ยกไปทำศึกกับพม่า (อังวะ) ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวมาแล้วว่า
"แล้วให้เจ้ารามลักษณ์ ถือพระราชอาญาสิทธิ์คุมไพร่ 1000 ไปช่วยราชการ ให้เจ้ารามลักษณ์, พระยาธิเบศรบดีปฤกษาราชการ คิดอ่านกันเอาชัยชำนะจงได้" (2 : 84-85)
ในสงครามบางแก้วคราวนี้ เจ้ารามลักษณ์ได้รับหน้าที่เป็นผู้เจรจากับแม่ทัพพม่าให้ออกยอมแพ้ ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวมาแล้วว่า
"งุยอคงหวุ่นจึงให้พม่านายกองคนหนึ่งกับไพร่ห้าคนออกมาหาตละเกล็บ ซึ่งเป็นพระยาราม จึงดำรัสให้พระยารามพาตัวพม่านายไพร่ไปให้พบพระเจ้าหลานเธอรามลักษณ์กับเจ้าพระยาจักรี จึงให้พระยารามบอกแก่พม่าว่า ถ้านายมึงออกมาถวายบังคมกูจะช่วยให้รอดจากความตาย ถ้ามิออกมาจะฆ่าเสียทั้งสิ้น" (2 : 50)
ต่อมาเมื่อเสร็จราชการสงครามบางแก้วแล้ว เจ้ารามลักษณ์ ได้รับการแต่งตั้งให้ทรงกรมเป็น พระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงคราม พร้อมด้วยเจ้านายพระองค์อื่น ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวมาแล้วว่า
"จึงทรงพระกรุณาโปรดตั้งพระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าจุ้ยเป็นกรมขุนอินทรพิทักษ์ ตั้งพระเจ้าหลานเธอรามลักษณ์เป็นกรมขุนอนุรักษ์สงคราม ตั้งพระเจ้าหลานเธอ เจ้าบุญจันทร์ เป็นกรมขุนรามภูเบศ" (3 : 57)
ต่อมาในปี พ.ศ. 2319 คราวศึกอะแซหวุ่นกี้ กรมขุนอนุรักษ์สงครามได้รับผิดชอบให้ป้องกันพม่าที่เมืองเพชรบุรี ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวมาแล้วว่า
"บัดนี้พระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงคราม ให้แต่งพลทหารไปขัดทัพอยู่ที่ช่องแคบด่านเมืองเพชรบุรี" (3 : 66)
ต่อมาในช่วงท้ายของสงครามอะแซหวุ่นกี้ กรมขุนอนุรักษ์สงครามได้รับมอบหมายให้ยกทัพไปขับไล่พม่าทีเมืองนครสวรรค์ ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวมาแล้วว่า
"กรมขุนอนุรักษ์สงคราม, กรมขุนรามภูเบศ, พระยามหาเสนา, พระยายมราช แลนายทัพนายกอง บอกมาให้กราบทูลว่า พะม่าขัดสนด้วยข้าวปลาอาหารนัก เลิกไปจากเมืองอุทัยธานีสิ้นแล้ว พะม่าซึ่งตั้งอยู่เมืองนครสวรรค์นั้นก็เลิกไป อยู่ประมาณ 800-900 คอยพะม่าซึ่งไปหาข้าว ณ เมืองเพ็ชรบูรณ์นายมนั้น" (2 : 106)
ในปี พ.ศ. 2319 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงแต่งตั้งพระเจ้านครศรีธรรมราช (หนู) ให้กลับคืนเมืองในฐานะเจ้าประเทศราช ในการตั้งกฏคืนเมืองคราวนั้น มีกรมขุนอนุรักษ์สงครามรวมอยู่ด้วย ดังปรากฏใน "สำเนากฏ เรื่องตั้งพระเจ้านครศรีธรรมราชครั้งกรุงธนบุรี" เอาไว้ว่า
"เมื่อทรงพระกรุณารับสั่งนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ พระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงคราม หม่อมเจ้าประทุมไพจิต หม่อมมงคล... เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ด้วย" (4 : 182-184)
สันนิษฐานว่า ในเวลาต่อมากรมขุนอนุรักษ์สงครามได้รับการแต่งตั้งให้ไปรักษาราชการที่เมืองเพชรบุรี (พระยาเพชรบุรีถูกประหารเมื่อคราวศึกบางแก้ว ตำแหน่งน่าจะว่างลงนับแต่ปี พ.ศ. 2317) เนื่องด้วยในปี พ.ศ. 2321 มีบันทึกว่าได้ส่งไพร่หนีราชการจากเมืองเพชรบุรีเข้ามายังพระนคร ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวมาแล้วว่า
"ลุศักราช 1140 ปีจอ สัมฤทธิศก จึงพระเจ้าหลานเธอกรมขุนอนุรักษ์สงครามซึ่งออกไปรักษาเมืองเพชรบุรี กับพระยาทุกขราษฎร์กรมการ และพระกุยพระปราณ บอกส่งคนบ่าวข้อราชการซึ่งลามุลนายออกไปหากิน และหนีออกไปทั้งครอบครัวก็มีเป็นอันมาก ส่งเข้ามายังกรุงธนบุรี ทรงพระกรุณาให้ส่งให้แก่เจ้าหมู่เจ้ามุลนายทั้งปวงตามหมู่ตามกรม" (3 : 86)
ในช่วงปลายรัชกาลเกิดจลาจลในกรุงธนบุรี พระยาสรรค์จับกรมขุนอนุรักษ์สงครามขังเอาไว้ ต่อมาได้รับการปล่อยตัวให้ออกไปทำสงครามกับพระยาสุริยอภัย ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวมาแล้วว่า
"ครั้น ณ วันอังคาร เดือน 5 แรม 5 ค่ำ พระยาสรรค์กับเจ้าพระยามหาเสนาและพระยารามัญวงศ์ จึงคิดกันให้ถอดกรมขุนอนุรักษ์สงครามหลานเธอออกจากเวรจำ แต่งให้เป็นนายทัพคุมขุนนางและไพร่พลยกออกไปตีบ้านพระยาสุริยอภัย" (3 : 100)
กรมขุนอนุรักษ์สงครามพ่ายในศึกคราวนี้และถูกจับกุมพระองค์ในเวลาต่อมา ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวมาแล้วว่า
"ในวันพุธ เดือน 5 แรม 6 ค่ำ ทัพข้างกรมขุนอนุรักษ์สงครามจึงแตกพ่ายหนีข้ามคลองบางกอกน้อย พระยาสุริยอภัยได้ชัยชนะแล้ว ให้พลทหารติดตามไปจับตัวกรมขุนอนุรักษ์สงครามมาได้ในวันนั้น" (3 : 101)
ต่อมาเมื่อเจ้าพระยาจักรีปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่แล้ว ทรงมีพระราชดำรัสให้ประหารชีวิตกรมขุนอนุรักษ์สงคราม ดังปรากฏในหลักฐานที่กล่าวมาแล้วว่า
"สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำรัสให้เอาตัวกรมขุนอนุรักษ์สงคราม และพระยาสรรค์หลวงเทพผู้น้อง และขุนนางทั้งสี่ซึ่งคิดกันนั้นให้ประหารชีวิตเสีย" (3 : 104)
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทรงมีพระราชวิจารณ์ไว้ว่า ในพระญาติวง์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช กรมขุนอนุรักษ์สงครามมีความเข้มแข็งมากที่สุด ดังปรากฏใน "พระราชวิจารณ์เรื่องจดหมายความทรงจำของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพธิ์)" เอาไว้ว่า
"คำที่เรียกเจ้าวังนอกนี้เห็นจะเป็นเจ้ารามลักษณ์ ซึ่งเป็นคนเข้มแขงกว่าเพื่อน ทำศึกสงครามใช้สอยการสำคัญเห็นจะไม่ผิดตัว" (5 : 72)
อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ไทยให้ความเห็นว่า กรมขุนอนุรักษ์สงครามน่าจะไม่ใช่พระราชนัดดาที่สนิทมากนัก และน่าจะเป็นพระญาติวงศ์ทางเมืองเพชรบุรีสายพระราชชนนีในสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ดังปรากฏใน "การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี" เอาไว้ว่า
"แต่เจ้ารามลักษณ์นั้นไม่น่าจะเป็นหลานสนิทนัก เพราะตำแหน่งที่ได้เป็นก่อนทรงกรมคือเจ้ารามลักษณ์นั้น เป็นตำแหน่งเจ้าราชนิกุล (ไม่ใช่ราชินิกุล) ชั้นผู้น้อย มีศักดินาเพียง 800 ไร่เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีเค้าเงื่อนอยู่ด้วยว่า เจ้ารามลักษณ์นี้น่าจะสัมพันธ์ทางสายพระราชมารดา เพราะโปรดฯ ให้ไปกำกับเมืองเพชรบุรีเมื่อกรงกรมเป็นกรมขุนอนุรักษ์สงคราม กล่าวกันว่าพระราชมารดาเป็นคนเพชรบุรีและอาจเป็นญาติกับพระยาเพชรบุรีคนหนึ่งเมื่อปลายอยุธยาด้วย" (6 : 66)
พระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงคราม ไม่มีข้อมูลปรากฏว่ามีพระชันษาเท่าไร รวมถึงทายาทสืบราชสกุลเอาไว้เลย
เชิงอรรถ
(1) ลำดับสกุลเก่าบางสกุล ภาคที่ 4 สกุลเชื้อสายพระราชวงศ์กรุงธนบุรี (ฉะบับร่าง). พระนคร : พระจันทร์, 2480
(2) พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) จดหมายรายวันทัพ อภินิหารบรรพบุรุษ และเอกสารอื่น. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : ศรีปัญญา, 2562
(3) พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม 4 / กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร. พิมพ์ครั้งที่ 11. นนทบุรี : โครงการเลือกสรรหนังสือ สำนักพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช, 2560
(4) ตรี อมาตยกุล. รวมเรื่องเมืองนครศรีธรรมราช. พระนคร : พิมพ์ในงานศพพลเอก เจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (แย้ม ณ นคร), 2505
(5) จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องจดหมายความทรงจำของพระเจ้าไปยิกาเธอ กรมหลวงนรินทรเทวี (เจ้าครอกวัดโพธิ์) ตั้งแต่ จ.ศ. 1129 ถึง 1182 เป็นเวลา 53 ปี. พิมพ์ครั้งที่ 5.กรุงเทพฯ : ศรีปัญญา. 2552
(6) นิธิ เอียวศรีวงศ์. การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. พิมพ์ครั้งที่ 12. กรุงเทพฯ : มติชน, 2559
#สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช #สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี #พระเจ้าตากสินมหาราช #พระเจ้าตากสิน #พระเจ้าตาก #เจ้าตาก #ตากสินมหาราช #ตากสิน #กรุงธนบุรี #กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร #ธนบุรี #พระญาติวงศ์ #พระบรมวงศานุนุวงศ์ #พระราชนัดดา #พระเจ้าหลานเธอ #เจ้ารามลักษณ์ #กรมขุนอนุรักษ์สงคราม #เพชรบุรี #เรื่องเล่าพระเจ้าตาก
บันทึก
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย