6 ธ.ค. 2025 เวลา 05:45 • หุ้น & เศรษฐกิจ

"พิพัฒน์ KKP" คาดปี 69 GDP ไทยโต 1.6-1.8% ชี้! ไทย คือ คนป่วยคนใหม่ของเอเชีย

"พิพัฒน์ KKP" คาดปี 69 GDP ไทยโต 1.6-1.8% ชี้!ประเทศไทย คือ คนป่วยคนใหม่ของเอเชีย มอง GDP ปีนี้ จบที่ 2.0%
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า including Bank of America ที่เป็นพาร์ตเนอร์ด้านวิจัยของธนาคาร ก็ได้มีการประเมินไปในทิศทางเดียวกันว่า เศรษฐกิจโลกปี 2026 จะเติบโตใกล้เคียงปีนี้ โดยคาดการณ์อยู่ราว 3.3% เทียบกับ 3.4% ในปีก่อน แม้ตัวเลขจะดูทรงตัว แต่ยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
“ดร.พิพัฒน์ KKP” คาดปี69 GDP ไทยโต 1.6-1.8% ชี้!ประเทศไทย คือ คนป่วยคนใหม่ของเอเชีย มอง GDP ปีนี้ จบที่ 2.0%
โดยระบุว่า สหรัฐยังคงเป็นประเทศที่เติบโตแข็งแกร่งที่สุด ซึ่งเศรษฐกิจไตรมาสล่าสุดขยายตัวเกิน 3% และคาดว่าปีหน้าจะโตได้ราว 2% กลางๆ และยังสูงกว่าศักยภาพการเติบโตปกติที่ราว 2% อย่างไรก็ตาม โลกกำลังเข้าสู่ภาวะ “K-shape Economy” ที่แต่ละประเทศฟื้นตัวแตกต่างกันชัดเจน โดยสหรัฐและจีนมีสัญญาณฟื้นตัวบางด้าน ในขณะที่ยุโรปและญี่ปุ่นยังต้องระวังเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันนโยบายการค้าของสหรัฐยังเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะประเด็นด้านกฎหมายและท่าทีทางการค้ากับประเทศคู่ค้า
นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ระบุว่า หนึ่งในแรงหนุนสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐ คือเม็ดเงินลงทุนด้าน AI Data Center และเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา มีส่วนผลักดัน GDP ถึงประมาณ 1.5% หากไม่มีการลงทุนด้านนี้ เศรษฐกิจสหรัฐจะขยายตัวช้าลงมาก
ซึ่งปัจจุบัน AI optimism ยังช่วยพยุงทั้งตลาดหุ้น ความมั่งคั่งของผู้บริโภค และการลงทุน แต่คำถามสำคัญในปี 2026 คือการลงทุนจำนวนมหาศาลเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือไม่ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างผู้เล่นใหญ่ทั้ง OpenAI และ Google
สัญญาณสับสนในเศรษฐกิจโลกยังมาจากสภาพคล่อง
นายพิพัฒน์ ยังชี้ด้วยว่า สัญญาณสับสนในเศรษฐกิจโลกยังมาจากสภาพคล่อง และกระแสการปล่อยสินเชื่อที่ยังขยายตัวสูง แม้ดอกเบี้ยจะปรับขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดยังจับตาปรากฏการณ์ Private Credit และพฤติกรรมการเก็งกำไร ซึ่งอาจสร้างความผันผวนต่อเนื่องในปีหน้า
ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ อธิบายว่า สำหรับจีน ปัญหาใหญ่ยังคงแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
1.ภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
2.ภาคการผลิตที่เร่งตัวจนเกิดภาวะ “over capacity” ส่งผลให้เงินเฟ้อติดลบ และจีนกลายเป็นผู้ส่งออก “ภาวะเงินฝืด” ไปยังทั่วโลก ทำให้ประเทศอย่างไทยและอาเซียนเผชิญการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรง
3.การลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่ที่ยังคงเป็นความหวังสำคัญในการประคองเศรษฐกิจจีน
ด้านปัญหาการคลังระดับโลก นายพิพัฒน์ ชี้ว่าเป็นความเสี่ยงที่ถูกพูดถึงมากขึ้น จากระดับหนี้ของหลายประเทศที่เพิ่มสูง เช่น สหรัฐ อังกฤษ ญี่ปุ่น ซึ่งต่างมีสัญญาณความกังวลเรื่องเสถียรภาพการคลัง ปีหน้าประเด็นนี้อาจกลับมาเป็นหัวข้อใหญ่ของเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง
KKP มองเศรษฐกิจปี 2569 ชะลอลงอีก
อย่างไรก็ตาม เมื่อสะท้อนมาที่ไทย เศรษฐกิจไทยปีนี้ถูกคาดว่าจะโตประมาณ 2.0% (ก่อนรวมผลกระทบจากน้ำท่วม) ส่วนปีหน้า KKP ประเมินว่าการขยายตัวน่าจะชะลอลงอีก โดยคาดว่าจะอยู่ที่ 1.6-1.8% โดยสภาพัฒน์ให้กรอบ 1.2–2.2% และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ที่ 1.6–1.8% แสดงให้เห็นว่าทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะโตช้ากว่าปีนี้
ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากฐานเศรษฐกิจช่วงต้นปีที่ผ่านมา โดยไตรมาส 1 ปีนี้โตถึง 3.2% จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวจีน ก่อนจะเริ่มชะลอตัวในไตรมาส 2–3 ทำให้ตัวเลขปีหน้ามีฐานที่สูงในช่วงต้นปี และทำให้การเติบโตแบบเทียบปีดูชะลอลง แม้อาจเริ่มฟื้นดีขึ้นช่วงปลายปี
อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยยังน่ากังวลยิ่งกว่า ได้แก่ข้อจำกัดด้านศักยภาพการเติบโตที่ลดลงเรื่อยๆ จากเดิมที่เศรษฐกิจโตเฉลี่ย 7% ต่อปี ลดเหลือ 5% เหลือ 3% และหลังโควิดยังยากที่จะกลับสู่ระดับ 2% ได้อย่างมั่นคง ปีหน้าถูกประเมินว่าจะโตเพียง 1.6–1.8%
ไทยเริ่มโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน
ยิ่งไปกว่านั้น ไทยเริ่มโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดย นายพิพัฒน์ชี้ว่า GDP ต่อหัวของไทยตามหลังสิงคโปร์ถึง 11 เท่า ขณะที่สิงคโปร์เติบโตเฉลี่ย 4% ในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา แต่ไทยโตเพียงราว 2% และมีแนวโน้มต่ำกว่า 2% ในปีหน้า หากเป็นเช่นนี้ ไทยจะตามสิงคโปร์ไม่ทัน อีกทั้งประเทศที่ตามเราอยู่ เช่น มาเลเซียและเวียดนาม กำลังเร่งตัวแซงขึ้นมา ขณะที่ไทยเสี่ยงถูกบีบตรงกลางจนความสำคัญในภูมิภาคลดลง
ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ ยังเตือนด้วยว่า หากไทยไม่สามารถเร่งผลิตเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ความเสี่ยงที่ไทยจะหล่นจากอันดับ 2 ของอาเซียนด้าน GDP ไปอยู่ที่อันดับ 5 ภายใน 15 ปี เป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างจริงจัง
โดยในระยะสั้น ปัญหาหลักคือความสามารถในการแข่งขัน แม้ตัวเลขการส่งออกช่วง 2–3 เดือนที่ผ่านมาเติบโตดีมาก แต่ตัวเลขการผลิตภาคอุตสาหกรรมกลับโตเพียง 1% สะท้อนว่าการส่งออกที่โตไม่ได้แปลว่าไทยผลิตเองทั้งหมด และหลายอุตสาหกรรม เช่น ปิโตรเคมี รถยนต์ อาหารเครื่องดื่ม กำลังเผชิญแรงกดดันจากสินค้านำเข้าราคาถูก โดยเฉพาะจากจีน
นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ไทยจำเป็นต้องเร่งหากลไกการเติบโตใหม่ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจชะลอลงต่อเนื่องทั้งเทียบกับอดีตและเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่ทั้งภาครัฐและ ธปท. จะต้องร่วมกันขับเคลื่อนในปีหน้า
อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่ :
ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
และช่องทาง Social Media
โฆษณา