Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Winny Lawyer
•
ติดตาม
4 ธ.ค. 2025 เวลา 16:16 • ข่าว
“ปิดงาน” ≠ “เลิกจ้าง”
“เสือกมวลชน” ≠ “สื่อมวลชน”
ถ้อยคำบางคำอาจดูเหมือนเป็นเพียงการเลี่ยงบาลีในสายตาของคนทั่วไป แต่แท้ที่จริงแล้วกลับเป็นกระบวนการมาตรฐานสากลที่มีกฎหมายรองรับ ซึ่งทั้งเหตุปัจจัยและผลของการกระทำนั้นมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
“การปิดงาน” มีนิยามความหมายตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5 ว่า “การที่นายจ้างปฏิเสธไม่ยอมให้ลูกจ้างทำงานชั่วคราวเนื่องจากข้อพิพาทแรงงาน“
ส่วน “การเลิกจ้าง” มีการอธิบายความหมายในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118 วรรคสอง ว่า “การกระทําใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทํางานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใด และหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทํางานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดําเนินกิจการต่อไป”
ถ้าอธิบายสั้นๆ ให้เข้าใจง่ายที่สุด “การปิดงาน” คือการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานเป็นการ “ชั่วคราว” แต่ “การเลิกจ้าง” นั้น คือการที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานอีกต่อไปอย่าง “ถาวร”
“การปิดงาน” นั้น ไม่ใช่นึกอยากจะปิดตอนไหนก็ทำได้ แต่ต้องเกิดข้อพิพาทแรงงาน ที่เป็นข้อขัดแย้งระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เช่น เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ เป็นต้น
โดยข้อพิพาทแรงงานดังกล่าว นายจ้างจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบภายใน 24 ชั่วโมงนับตั้งแต่ที่ตกลงกันไม่ได้ ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 21
หลังจากพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานได้รับแจ้งข้อพิพาทแล้วจะต้องดำเนินการไกล่เกลี่ยให้ทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้ได้ภายใน 5 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง
หากตกลงกันไม่ได้ กฎหมายให้สิทธิทั้งสองฝ่ายดำเนินการได้ 3 แนวทาง ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 22 คือ
1. ทั้งนายจ้างและลูกจ้างตกลงร่วมกันตั้งผู้ชี้ขาดข้อพิพาทแรงงาน
2. นายจ้างปิดงาน
3. ลูกจ้างนัดหยุดงาน
วิธีการดังกล่าวจึงเป็นวิธีการมาตรฐานสากล และมีกฎหมายรองรับ ซึ่ง “การปิดงาน” นั้น นายจ้างจะมีสิทธิห้ามไม่ให้ลูกจ้างเข้ามาทำงานโดยไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ต้องแจ้งล่วงหน้าให้ทั้งลูกจ้างและพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานทราบอย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนที่จะปิดงาน
“การปิดงาน” จึงเป็นหนึ่งในกลไกการเจรจาต่อรองระหว่างฝ่ายนายจ้างกับลูกจ้างที่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งในฝั่งของลูกจ้างเองก็มี “การนัดหยุดงาน” ที่สามารถสร้างความเสียหายต่อกิจการของนายจ้างจากการหยุดชะงักของการดำเนินงาน เป็นกระบวนการอารยขัดขืนที่กฎหมายรับรองให้กระทำได้ เพื่อความเสมอภาคและเท่าเทียมกันในการสร้างอำนาจต่อรองเช่นกัน
และเมื่อข้อพิพาทแรงงานต่างๆ ได้มีการตกลงกันจนเสร็จสิ้นในภายหลังแล้ว ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ทั้งสองฝ่ายก็สามารถกลับมาร่วมงานกันเหมือนเดิม โดยนายจ้างไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าชดเชยใดๆ ในช่วงเวลาที่ปิดงาน ส่วนลูกจ้างก็ไม่ถือว่ามีความผิดในระหว่างที่หยุดงานเช่นกัน
แตกต่างจาก “การเลิกจ้าง” ซึ่งฝ่ายนายจ้างสามารถบอกเลิกสัญญาจ้างแรงงานได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องมีข้อพิพาทแรงงานใดๆ แต่ต้องรับผิดชอบจ่ายทั้งค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าชดเชย ค่าชดเชยพิเศษ ค่าชดเชยพิเศษแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย เช่น กรณีเลิกจ้างเพราะทุจริต ละทิ้งหน้าที่ 3 วันติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือผิดซ้ำคำเตือน เป็นต้น ซึ่งหลังจากที่ได้มี “การเลิกจ้าง” แล้ว สัญญาจ้างแรงงานระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างถือเป็นอันสิ้นสุดลงทันที
การที่มีข่าวบริษัทใหญ่แห่งหนึ่งประกาศ “ปิดงาน” เพื่อตอบโต้กรณีพนักงานรวมตัวประท้วงขอเพิ่มโบนัส โดยมีการเผยแพร่เอกสารที่ออกโดยบริษัทนั้นซึ่งมีข้อความชัดเจนว่าได้มีการแจ้งข้อพิพาทแรงงานตามขั้นตอนแล้ว จึงถือเป็นการใช้สิทธิ “ปิดงาน” ของฝ่ายนายจ้าง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในกระบวนการเจรจาข้อพิพาทแรงงานเท่านั้น มิใช่ “การเลิกจ้าง” อย่างที่มีผู้อวดอ้างว่าตนเองเป็น “สื่อมวลชน” บางรายประโคมข่าวออกไป
“สื่อมวลชน” มีหน้าที่ “สื่อ” ข่าวสารที่ถูกต้องให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูล มีความรู้ ความเข้าใจ ต่อเหตุการณ์ต่างๆ ตามความเป็นจริง
การเป็น “สื่อ” ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญทุกแขนง เพราะไม่มีใครเกิดมาแล้วรู้ไปหมดทุกเรื่อง แต่มี “หน้าที่“ ต้องรู้ว่าจะหาข้อมูลที่ถูกต้องได้จากใคร ที่ไหน และโดยวิธีการใด ซึ่งมันคงไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะตามหาแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ สอบถามผู้มีความรู้ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับข่าวสารที่จะนำเสนอ เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารต่างๆ ก่อนที่จะเผยแพร่ต่อสาธารณะ
ผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลแบบผิดๆ บิดเบือนโดยไม่มีการตรวจสอบ หวังเอาแต่กระแสสังคม เรียกร้องความสนใจหรือเพื่อความสะใจของมวลชน แบบนั้นไม่คู่ควรกับการเรียกตัวเองว่า ”สื่อมวลชน“ หากแต่ควรได้รับการขนานนามว่า ”เสือกมวลชน” ที่ดีแต่ “เสือก” ทำให้สังคมวุ่นวายเพราะเสพข้อมูลข่าวสารที่ไร้การกลั่นกรองนั่นเอง
กฎหมาย
ธุรกิจ
บันทึก
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย