6 ธ.ค. 2025 เวลา 06:12 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ESLR กฎที่หากแก้ไข อาจเปลี่ยนภาพเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของสหรัฐฯ

ก่อนเราจะไปถึงคำถามที่ว่าทำไมหาก ESLR ถูกแก้ไข เศรษฐกิจและตลาดหุ้นของสหรัฐฯ จะเปลี่ยนไป เราต้องมาทำความรู้จักกับ ESLR กันก่อน
Enhanced Supplementary Leverage Ratio หรือเรียกย่อๆ ว่า ESLR
ก็คือ กฎกำกับธนาคารที่กำหนดว่าธนาคารระดับ GSIB (ธนาคารที่มีความสำคัญในระบบทั่วโลก) ของสหรัฐฯ
ต้องมีเงินทุนสำรองขั้นต่ำ (capital) เทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดของธนาคาร ไม่ว่าสินทรัพย์นั้นจะเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงก็ตาม ซึ่งนับรวมที่ปลอดภัยมากๆ อย่างพันธบัตรรัฐบาลและเงินที่ฝากไว้ที่ธนาคารกลางด้วย
1
ส่วนกรอบเงินทุนสำรองขั้นต่ำเทียบกับสินทรัพย์จะแตกต่างกันไป ซึ่งจะกำหนดโดยสามหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินหลักอย่าง Fed, FDIC และ OCC
เข้าใจง่ายๆ เลยคือ ยิ่งธนาคารถือสินทรัพย์มาก (ไม่ว่าจะเสี่ยงหรือไม่ก็ตาม) → ยิ่งต้องกันทุนสำรองไว้เยอะตาม
1
ข้อกำหนดนี้มีไว้เพื่อป้องกันการกระทำเสี่ยงๆ หรือความเสี่ยงที่ธนาคารจะใช้เลเวอเรจ (การกู้ยืม) มากเกินไป เพื่อไม่ให้การกระทำเหล่านั้นของธนาคารไปกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินโดยรวม (Systemic risk)
1
ซึ่งจะแตกต่างกับ Basel Risk-Weighted Rules ที่เป็นมาตรฐานสากล ที่กำหนดให้ธนาคารต้องถือเงินทุนสำรองขั้นต่ำในสัดส่วนที่ "เพียงพอต่อระดับความเสี่ยง" ของสินทรัพย์ที่ธนาคารถือครอง ไม่ใช่ทั้งหมดแบบทุกสินทรัพย์เหมือน ESLR
ทีนี้แล้วสิ่งนี้มันเปลี่ยนแปลงภาพเศรษฐกิจและตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ได้ยังไงกัน?
ตามความเข้าใจทั่วไปเลย ด้วยกฎ ESLR ทำให้ธนาคารจำเป็นต้องมีเงินทุนสำรองล้อไปกับสินทรัพย์ทั้งหมดของพวกเขา
1
นั่นหมายความว่า หากพวกเขาอยากจะลงทุน ปล่อยกู้ รวมถึงซื้อทรัพย์สินอะไรก็ตาม พวกเขาจะต้องมีเงินทุนสำรองขั้นต่ำในจำนวนที่กำหนดไว้ก่อน พวกเขาถึงจะทำมันได้
1
หากกรอบของกฎ ESLR สูง ก็จะทำให้ธนาคารที่อยู่ภายใต้กฎกำกับนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ยากขึ้นไปหมด
1
หรือก็คือ ยิ่งธนาคารถือของเยอะ → ต้องกันทุนเยอะ → งบดุลเต็มง่าย → ปล่อยกู้/ทำธุรกรรมได้น้อยลง
1
แต่หากลองคิดมุมกลับดู หากกรอบของกฎ ESLR ต่ำลงหรือผ่อนคลายมากขึ้น สิ่งนี้จะทำให้ธนาคารมี "พื้นที่" ในงบดุลมากขึ้นพอที่จะทำให้พวกเขาปล่อยกู้หรือลงทุนเพิ่มได้
1
และเมื่อธนาคารทำให้อะไรได้ง่ายขึ้น นั่นก็เท่ากับระบบมีความคล่องตัวมากขึ้นนั่นเอง
1
อีกทั้งสิ่งที่ทำให้กฎ ESLR มีผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมากอีกอย่าง นั่นก็เพราะแม้แต่พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Treasuries) ก็รวมอยู่ในกฎข้อนี้ด้วยเช่นกัน
สินทรัพย์ที่ตามตำราแล้วถือว่าไม่มีความเสี่ยง (Risk Free) อย่างพันธบัตรรัฐบาลก็อยู่ภายใต้กฎ ESLR
เป็นที่รู้กันดีว่าธนาคารยิ่งในระดับ GSIB พวกเขาถือเป็น Market Maker ของตลาดพันธบัตรรัฐบาล
1
หากกฎ ESLR ตึงตัวเกินไป ผู้กำหนดทิศทางตลาดอย่างธนาคารก็จะไม่มีแรงจูงใจที่จะถือพันธบัตรรัฐบาลเพิ่ม เพราะถูกกฎระเบียบครอบไว้นั่นเอง
1
แต่หากกฎ ESLR ผ่อนคลาย ธนาคารใหญ่ๆ จะมีแรงจูงใจในการถือครองและซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลมากขึ้น
ผลลัพธ์ก็คือ ตลาดพันธบัตรรัฐบาลจะมีความลื่นไหล (สภาพคล่องสูง) มากขึ้น ทำให้ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลมีเสถียรภาพ และลดความเสี่ยงของการหยุดชะงักในตลาดการเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม
1
หากไม่เข้าใจว่า ESLR มีผลยังไง? ลองนึกภาพตามกัน...
ณ ปัจจุบัน ด้วยหนี้สาธารณะ 118% ต่อ GDP (Q2 2025) และการขาดดุลการคลังมหาศาลของสหรัฐฯ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่รัฐบาลจะไม่ออกพันธบัตรชุดใหม่มาขายเพื่อหาเงินทุนมาดำเนินนโยบายและชดเชยการขาดดุล
1
แต่ในขณะเดียวกันด้วยกระแส Deglobalization ที่หลายประเทศใหญ่ๆ ทั่วโลกลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ก็ทำให้มีการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐชุดใหม่จากภายนอกน้อยลง
1
คำถามคือ แล้วใครคือ "เดอะแบก" ในเรื่องนี้กัน?
แน่นอนว่าก็ต้องเป็นสถาบันการเงินใหญ่ๆ ในประเทศนั่นเอง เพราะอย่างไรพวกเขาก็ยังต้องการสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยและให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ
แล้วถ้าหาก Market Maker เหล่านี้ถูกกฎ ESLR ตีกรอบไว้ สภาพคล่องในระบบก็จะไม่ไปไหนหรือไม่ Flow
1
และเมื่อเรานำมาประกอบกับการหยุดดึงสภาพคล่องออกจากระบบ (QT) และแนวโน้มการลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในปี 2026 แล้ว
ความเป็นไปได้ที่สามหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินหลักอย่าง Fed, FDIC และ OCC จะผ่อนคลายความตึงตัวของ ESLR นั่นก็มีสูง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ซึ่งท้ายที่สุดก็จะส่งผลที่ดีต่อบริษัทในตลาดหุ้นสหรัฐฯ นั่นเอง

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา