6 ธ.ค. 2025 เวลา 13:41 • นิยาย เรื่องสั้น

การสูญเสียและกลับมาอย่างยิ่งใหญ่กว่าเดิม.

วันที่7 มิถุนายน ศักราชอวกาศที่90 ตรงกับคริสต์ศักราชที่2171 เอลิซาเบธกลับมาแข็งแรงซึ่งอเล็กซานเดอร์พี่ชายของเธอเป็นห่วงเธอมากเพราะการที่เธอใช้มีดแทงที่คอของตนเองนั้นแสดงว่าเธอผิดปกติอย่างหนักเลยขอเป็นผู้ดูแลเธอด้วยตนเองแต่เพราะอเล็กซานเดอร์ชอบเอลิซาเบธเลยขอเธอว่าเมื่อเอลิซาเบธอายุ18ปีอยากแต่งงานด้วยซึ่งเอลิซาเบธนั้นพยักหน้าตกลงให้โดยไม่พูดอะไรเลยยิ่งน่ากังวลหนักกว่าเดิมอีก.
เมื่อถึงวันที่9 กรกฎาคม ปีเดียวกัน ระหว่างที่อเล็กซานเดอร์และเอลิซาเบธเดินทางไปเพื่อทำงานตามปกติซึ่งเอลิซาเบธในวัย12ปี ก็ได้เป็นหัวหน้าแผนกเลยได้เงินมาขึ้นเล็กน้อยแต่เกิดเรื่องระหว่างทางทำให้คนทั้งรถไฟฟ้าถูกแก๊งเรียกค่าไถ่จับตัวไปเพื่อเรียกค่าไถ่โดยมีคนถูกจับไป236คน ซึ่งครอบครัวต้องนำเงินไปไถ่แลกชีวิต.
ตัวของอเล็กซานเดอร์ถูกเรียกค่าไถ่10,000ดอลล่าร์นิวโฮปซึ่งเป็นเงินมหาศาลทั้งที่ครอบครัวก็เป็นหนี้มากกว่า70,000ดอลล่าร์อยู่แต่เอลิซาเบธบอกให้ไถ่ตัวพี่ไปส่วนตัวเองจะตายแทนพี่เองซึ่งเอเรียที่ช่วยลูกได้คนเดียวเลยต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อจ่ายค่าไถ่เมื่อจ่ายไปพวกแก๊งก็ตระบัดสัตย์สังหารอเล็กซานเดอร์ในทันทีและจะจบชีวิตเอลิซาเบธต่อแต่เอลิซาเบธที่โกรธแค้นจ้องหน้าพวกมันทำให้พวกมันชะงักไป2นาทีเอลิซาเบธสามารถถอดกุญแจมือได้และเดินไปหยิบร่มที่มีปลายแหลมออกมาและเดินไปแทงพวกมันเข้าที่คอ.
แม้ว่าพวกเรียกค่าไถ่จะนำปืนมายิงใส่เธอแต่เอลิซาเบธสามารถหลบการโจมตีได้เพราะเธอสามารถรับรู้การมองเห็นและการสัมผัสได้เร็วกว่าความเร็วกระสุนสุดท้ายแก๊งเรียกค่าไถ่ตายไปหลายร้อยคนและเอลซาเบธก็ดีใจมากๆ
เอลิซาเบธ : ทำได้ ทำได้แน่ ฉันเป็นพระเจ้าได้แน่ผู้สร้างกฎจักรวาลนี่แหละเป้าหมายของฉันคือเส้นทางนี้เยี่ยมเลยแต่ว่าพี่ตายแล้ว คำสัญญาของพี่จะทำยังไงดี รู้แล้วฉันแต่งงานกับศพของพี่ดีกว่า.
เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้ามาพบเอลิซาเบธนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวเปื้อนเลือด แก๊งเรียกค่าไถ่ไม่มีใครรอดชีวิต ส่วนตัวประกันคนอื่นๆที่เหลือเพียง60คนนั่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ซึ่งตัวเอลิซาเบธก็พูด บ่น หัวเราะ ร้องไห้คนเดียวแม้เจ้าหน้าที่เข้าไปคุยก็พบว่าเธอพูดคนเดียวอยู่ๆก็ดีใจไม่กี่วินาทีต่อมาเธอก็จะร้องไห้และไม่กี่วินาทีก็โมโหขึ้นมาแบบไม่มีเหตุผลทำให้ตำรวจถึงกับกลัว
เจ้าหน้าที่ตำรวจ : เอลิซาเบธเธอเป็นอะไรหรือเปล่า.
เอลิซาเบธ : ปกติดีฉันไม่ป่วยอะไรทั้งนั้นแค่เสียพี่ชายเท่านั้น.
เรื่องที่สำคัญที่สุดคือทรัพย์สินที่แก๊งเรียกค่าไถ่ที่มีมากกว่า200,000ดอลล่าร์นิวโฮปเอลิซาเบธได้ยึดไปหมดแล้วนำเงิน80,000ดอลล่าร์ไปใช้หนี้ให้ครอบครัว 15,000ดอลล่าร์ซื้อคฤหาสน์ให้แม่ และที่เหลือก็นำไปบริจาคให้มูลนิธิบรรเทาทุกข์3รูปแบบได้แก่1ช่วยเหลือจากภัยอาชญากรรม 2ช่วยเหลือภัยพิบัติทางธรรมชาติ และ3ช่วยเหลือเด็กกำพร้าทั้งหมดซึ่งหลายคนมองว่าเอลิซาเบธไม่ฉลาดแต่เอลิซาเบธนั้นประเมินความฉลาดของตนเองไว้สูงรวมกับความมั่นใจในตนเองสูงจึงไม่สนใจคำพูดใครทั้งนั้น.
แต่สุดท้ายเอลิซาเบธก็ถูกส่งเข้าไปพบจิตแพทย์แต่ก็ไม่มีจิตแพทย์คนไหนสามารถรักษาได้ทั้งทุกที่ก็สรุปตรงกันว่าเอลิซาเบธนั้นเป็นผู้ป่วยวิกลจริตแต่เอลิซาเบธนั้นเชื่อว่าตนเองยังปกติดีเลยแต่งงานกับหัวของอเล็กซานเดอร์พี่ชายของตนเองเพื่อแสดงว่าตนเองปกติดีแม้จะเป็นแค่การแต่งงานโดยพิธีการเพราะไม่สามารถแต่งงานโดยพฤตินัยย์โดยการเข้าหอและทางนิตินัยย์โดยการจดทะเบียนสมรสได้ก็ตาม.
จนเมื่อมีคนกล่าวหาหนักว่าเอลิซาเบธวิกลจริตตัวเธอเลยเขียนหนังสือออกมาหนึ่งเล่มในวันที่22 ตุลาคม ศักราชอวกาศที่90 มีชื่อว่าMagna Charta Evolutionis Humanae(Die große Charta der menschlichen Evolution) ซึ่งแปลได้ว่ามหากฏบัตรแห่งการวิวัฒนาการแห่งมวลมนุษย์
มหากฏบัตรแห่งการวิวัฒนาการแห่งมวลมนุษย์.
โดยงานเขียนชิ้นนี้เป็นงานเขียนแบบที่เป็นหนังสือที่เป็นเล่มจะเขียนด้วยภาษาละตินซึ่งเอลิซาเบธสามารถพูด อ่านเขียนได้อย่างแมนยำ และมีเนื้อหาหลักเป็นภาษาเยอรมันแบบพื้นฐานเพราะเป็นภาษาหลักของเธอและนิวโฮปคู่กับภาษาอังกฤษ โดยมีอีกเวอร์ชั่นที่เป็นหนังสือออนไลน์เป็นภาษาอังฤษชั้นสูงแบบเดียวกับราชวงศ์ของอังกฤษใช้ซึ่งจะไม่ใช้ภาษาอังกฤษสามัญเลยแม้แต่คำเดียว.
ซึ่งงานเขียนชิ้นนี้เป็นงานเขียนเดี่ยวกับต้นกำเนิดของจักรวาล มนุษย์ อารยธรรม วิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ อวกาศ การเมือง การปกครอง กฎหมาย เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของสังคมและประชาชน รวมถึงบุคคลสำคัญตั้งแต่เมื่อเกิดบิ๊กแบง(BigBang) เมื่อ10,000ล้านปีก่อน มนุษย์เป็นเผ่าพันธุ์แรกของจักรวาล มีการกล่าวถึงเผ่าพันธุ์ที่เป็นสายเลือดบริสุทธิ์ที่สูงกว่ามนุษย์กลุ่มอื่นๆ และบอกว่าวานรซึ่งเธอเรียกว่าลิงนั้นไม่ใช่สายต้นกำเนิดการวิวัฒนาการของมนุษย์แต่เป็นพวกผ่าเหล่าที่ไปอยู่ป่า.
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่ให้ความสำคัญของเผ่าพันธุ์อารยันซึ่งถูกตีความว่าเป็นคนที่มีผิวขาว มีตาสีดังนี้สีดำ สีน้ำตาล สีเหลือง สีเขียว สีฟ้า และสีแดง และต้องมีผมหยักศกหรือไม่ก็ต้องผมตรงเท่านั้น จึงถือเป็นชาวอารยันที่แท้จริงนอกนั้นไม่ใช่ ทั้งยังกล่างอ้างว่าชาวอารยันเมื่อสมัยต้นยุคไตรอาสสิครู้อยู่แต่เดิมแล้วว่าโลกมีสัญฐานกลมออกไปทางวงรีถือว่าเป็นการประกาศสงครามกับชาวโลกแบนอย่างเห็นได้ชัด.
ทั้งที่หนังสือเล่มนี้ไม่ตรงกับทฤษฎีของนักวิทยาศาสตร์ใดๆเพราะเป็นหนังสือที่เขียนเพื่อยกแนวคิดความจริงในทัศนคติของตนเองเป็นใหญ่ไม่อาศัยหลักฐานแต่กลับมาความยอดเยี่ยมในทางภาษาศาสตร์และวรรณศิลป์สูงมากไม่มีที่ติ ทั้งการใช้ภาษาละตินนั้นแสดงให้เห็นว่าชำนาญมากเพราะแทบจะไม่มีใครเรียนภาษาละตินกันแล้วเลยมีอาชีพการสอนภาษาละตินเพื่อเอามาตีความหนังสือเล่มนี้กลายเป็นการสร้างงานสร้างอาชีพได้อีกและวิทยาศาสตร์ในหนังสือเล่มนี้สร้างผลกระทบทางวงการวิชาการเพราะเป็นมุมมองใหม่ๆของวิทยาศาสตร์และบรรพชีวินวิทยา.
ผลที่ได้ในเวลาไม่นานเอลิซาเบธได้รับค่าลิขสิทธิ์จากงานเขียนนี้มากมายและเธอได้นำมาพัฒนาโดยการเขียนงานวิชาการอื่นๆ และได้นำไปเปิดบริษัทที่มีชื่อว่าThors Technologieunternehmen(บริษัทเทคโนโลยีแห่งธอร์ส) เพื่อใช้ในการสร้าง ประดิษฐ์เทคโนโลยีและพัฒนาเพื่อที่เอลิซาเบธจะนำเงินที่ได้จากเทคโนโลยีเหล่านั้นไปช่วยชาติและประชาชนต่อ ซึ่งเธอไม่เก่งเรื่องการบริหารธุรกิจจึงให้เอเลร่าญาติผู้พี่และเพื่อนสนิทที่สุดมาบริหารแทนเพราะทำธุรกิจเก่ง.
นอกจากนั้นเอลิซาเบธที่สนใจในด้านชีวะวิทยาจึงได้พัฒนายาที่จะกำจัดแบคทีเรียที่จะทำให้ป่วย ตาย หรือเป็นโรคผิวหนังให้ตายได้จริงจนคนป่วยจะไม่เป็นโรคทางผิวหนังซ้ำอีก ชื่อว่ายาปฏิชีวนะSen-A-I ซึ่งเธอทดลองกับตนเองและได้รับการวิจัยจากภาครัฐจนผ่านและได้รับใบอนุญาตในการผลิตและจัดจำหน่ายทำให้บริษัทผลิตยากังวลเพราะแค่เด็กผู้หญิงอายุ12ปีทำได้ขนาดนี้บริษัทยาที่ผลิตยาคุณภาพต่ำในราคาแพงตายแน่เพราะเอลิซาเบธตั้งเป้าจะทำเพื่อประชาชน.
ต่อมาในวันที่7 ธันวาคม ศักราชอวกาศที่90 เอลิซาเบธถูกลอบสังหารอย่างหนักโดยเป็นการถูกลอบสังหารด้วยมือปืน9ครั้งและระเบิด2ครั้ง แต่ก็ไม่ตายเพราะเธอสามารถสังหารพวกมือสังหารได้ทั้งหมดเพราะเธอรู้ตัวอยู่แล้ว จึงได้มีการเขียนหนังสืออีกเล่มที่มีชื่อว่าMein Krieg I(สงครามของข้าพเจ้า เล่มที่1)
หนังสือสงครามของข้าพเจ้า เล่มที่1.
โดยเล่มนี้เป็นหนังสือที่เล่าชีวะประวัติของตนเองแบบเข้าใจง่ายตั้งแต่เกิดมาจนถึงอายุ12ปี เป็นหนังสือที่ทำเพื่อประกาศอุดมการณ์ว่าตนเองต้องการทำเพื่อชาติ ไม่เอารัฐบาลสาธารณรัฐนิวโฮป เป็นหนังสือปลุกระดมฟาสซิสต์ ต่อต้านประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ ต่อต้านสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประณามระบบทุนนิยม ปฏิเสธระบบคอมมิวนิสต์ เหยียดหยามระบบชนชั้น ต่อต้านระบบเงินเฟียต.
สนับสนุนระบบที่ชาติและประชาชนพึ่งพาตนเอง(Autarky) ซึ่งสนับสนุนให้ประชาชนทำงานโดยได้ค่าแรงที่เหมาะสม รัฐบาลต้องควบคุมระบบเศรษฐกิจบางส่วน ต่างจากคอมมิวนิสต์ที่ห้ามมีทรัพย์สินส่วนตัวแต่ระบบนี้ทุกคนที่ทำงานต้องได้รับค่าแรงและสวัสดิการที่เหมาะสมกับการทำงานคือทำมากได้มากทำน้อยได้น้อย รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับตลาดภายในโดยเฉพาะการผลิตและบริโภคของภาคประชาชนไม่ใช่เอาใจนายทุน.
โดยเฉพาะสิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างกองทัพเพื่อชิงดินแดนคืนเรียกว่านโยบายนโยบายประชาชนคืนสู่บ้านเกิด(Politik zur Rückkehr der Bevölkerung in ihre Heimat) เป็นนโยบายที่เสนอให้สร้างกองทัพให้ยิ่งใหญ่ ก่อสงคราม ยกเลิกสนธิสัญญาปารีสที่เอาเปรียบชาติ.
แน่นอนว่าด้วยภาษาและศิลปะการเขียนที่ล้ำลึกทั้งที่เป็นภาษาเยอรมันต้นฉบับและแปลเป็นภาษาอังกฤษชั้นสูงด้วยตนเองทำให้หนังสือเล่มนี้ได้รับคำชื่นชมจากวงการวิชาการและประชาชนรวมถึงทหารแต่จะถูกมองว่าเป็นภัยโดยเฉพาะนายทุนและรัฐบาลที่มองว่าแบบนี้เป็นอันตราย.
โฆษณา