Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สรุปประเด็น
•
ติดตาม
7 ธ.ค. 2025 เวลา 04:43 • ธุรกิจ
เปา iHAVECPU สารภาพชีวิตห่วยแตกที่สุดในกลุ่ม ก่อนรวยระดับพันล้าน
1. พี่เปา บอกว่า ถ้าใครที่ทำธุรกิจแล้วกลัวที่จะล้ม ก็ไม่ควรทำเลยค่ะ ควรอยู่เฉย ๆ จะดีกว่านะคะ เพราะถ้าพี่เปาไม่มีบริษัท iHAVECPU พี่เปาก็คงจะไม่มีอะไรเลยในชีวิตนี้ค่ะ พี่เปาบอกว่าตัวพี่เปาเท่ากับ iHAVECPU เลยนะคะ
2. พี่เปาทำบริษัท iHAVECPU มานานถึง 12 ปีแล้วนะคะ ก่อนจะมาทำ iHAVECPU พี่เปาเคยมีงานประจำก่อนค่ะ ซึ่งงานนั้นเป็นงานขายตรง
3. บริษัทขายตรงนั้นเป็นบริษัทเล็ก ๆ ที่เพิ่งเปิดใหม่ มีพนักงานประมาณ 8 คน บริษัทขายตรงสมัยก่อนดังมากเลยค่ะ แต่บริษัทนี้ขายสินค้าเกี่ยวกับการเกษตร เช่น พวกปุ๋ยต่าง ๆ พี่เปาทำงานที่นี่ประมาณ 9 เดือน ตอนนั้นอายุประมาณ 23-24 ปี ถือเป็นงานแรกในชีวิตเลยค่ะ
4. พี่เปาทำงานหนักมากนะคะ เพราะเป็นฝ่ายสนับสนุนที่ต้องไปช่วยงานออฟฟิศ ต้องใส่สูทเวลาไปอบรมลูกค้า และต้องยกปุ๋ยที่มีน้ำหนักกระสอบละ 20 กิโลกรัม มีอยู่ประมาณ 200-300 กระสอบเลยค่ะ ตอนที่น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 2554 ก็ต้องขนปุ๋ยจากชั้น 1 ขึ้นไปชั้น 2 ด้วย เงินเดือนที่ได้ประมาณหมื่นกว่าบาทเท่านั้นเองค่ะ
5. พี่เปาจบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขา SIT ซึ่งถือเป็นมหาวิทยาลัยที่ดีนะคะ แต่เกรดเฉลี่ยไม่สูงเลยค่ะ ได้ประมาณ 2.06 หรือ 2.16 เท่านั้นเอง ตอนเรียนมหาวิทยาลัย พี่เปาไม่ตั้งใจเรียนเลย เป็นเด็กเกเร ชอบโดดเรียน และดื่มเหล้า
6. ที่เป็นแบบนั้นเพราะชีวิตมหาวิทยาลัยให้อิสระมาก พี่เปาอยู่หอ สามารถไปเรียนหรือไม่ไปก็ได้ อาจารย์แค่เช็กชื่อเท่านั้นเอง พี่เปาไม่เคยมีความฝันที่จะมีธุรกิจเป็นของตัวเองเลยค่ะ ตอนนั้นแค่คิดว่าขอเงินคุณแม่มาใช้เดือนละหมื่นกว่าบาทก็พอ
7. ที่พี่เปาไม่เก่งงานออฟฟิศเลย เพราะว่าไม่ตั้งใจเรียนตั้งแต่มัธยมปลายแล้วค่ะ ตอนนั้นพี่เปาเอาแต่เล่นบาสเกตบอลที่โรงเรียนทิวไผ่ งาม เล่นเพื่อความเป็นเลิศ อยากติดทีมชาติเลยนะคะ เคยถูกเรียกคัดตัวเยาวชนทีมชาติอายุ 18 ปีด้วย
8. แต่ความฝันต้องพังลงเมื่อเกิดอุบัติเหตุรถชนตอนเรียน ม.6 ขาหักสองท่อน ทั้งขาอ่อนและหน้าแข้ง รวมถึงกระดูกเล็ก ๆ ก็หักอีก 3 ท่อนด้วย คุณหมอบอกว่าเป็นกระดูกชิ้นใหญ่ที่สุดที่หักได้ ทำให้พี่เปาไม่สามารถกลับไปเล่นกีฬาได้อีกเลย
9. พี่เปาบอกว่าถ้าขาไม่หัก ก็คงไม่มี iHAVECPU ในวันนี้ เพราะความฝันตอนนั้นคือการเป็นนักบาสเกตบอลที่เท่ที่สุดแล้วค่ะ หลังจากนั้นชีวิตก็ลำบากมาก เพราะพี่เปาใช้เงินเดือนไปกับอบายมุขเยอะแยะเลย
10. ช่วงที่ทำงานขายตรงนั้น พี่เปาเหนื่อยและทนทุกข์ทรมานมาก เงินเดือนที่ได้ประมาณ 14,000-15,000 บาท ก็หมดไปกับการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะพี่เปาต้องดื่มถึงจะนอนหลับได้ พี่เปาไม่ได้ขอเงินพ่อแม่แล้ว เพราะมีความคิดว่ามีศักดิ์ศรี
11. ความเป็นอยู่ตอนนั้นลำบากมาก จนไม่สามารถกินอาหารดี ๆ ได้ ต้องกินแค่ผักต้มถูก ๆ เพื่อให้ดำรงชีวิตอยู่ได้ เสื้อผ้าก็ซักแล้วตากกับเก้าอี้พลาสติก และต้องนอนกับเพื่อน มีผ้าห่มผืนเดียว ต้องเลือกเอาว่าจะเอามาห่มหรือเอามาปูรองนอน
12. พี่เปาอยู่กรุงเทพฯ ซึ่งไกลจากบ้านที่นครนายก ตอนน้ำท่วมก็ต้องย้ายไปอยู่โคราช และกินนอนอยู่บนตึกสำนักงานคูหาเดียวที่มี 4 ชั้น ชีวิตวนเวียนกับการทำงาน โหลดหนังรางวัลมาดู ดื่มแอลกอฮอล์ แล้วก็กลับมานอน
13. สุดท้ายพี่เปาก็ทนไม่ไหว ยอมรับความพ่ายแพ้และกลับบ้านไปหาคุณแม่ที่นครนายก พี่เปาอยากสู้ด้วยตัวเองก่อน ไม่เหมือนเพื่อน ๆ ที่เรียนจบแล้วได้ทุนหรือไปเรียนต่อโท มีเงินเดือนสูง ๆ
14. พี่เปารู้สึกว่าตัวเองแย่ที่สุดในกลุ่มเพื่อน และเสียงเบามากเวลาอยู่กับเพื่อน เพราะไม่มีอะไรในชีวิต ทำให้ขาดความภูมิใจในตัวเองไป พี่เปาจึงคิดว่าจะทำอย่างไรดีที่จะหาเงินได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องขอเงินพ่อแม่
15. พี่เปาลองไปสมัครงานกว่า 10 บริษัท เช่น บริษัทประกัน, IT Support แต่ไม่เคยผ่านสัมภาษณ์เลยสักครั้ง มักจะโดนถามว่า มีดีแค่นี้เองหรอ ทำให้พี่เปาจำฝังใจว่าตัวเองแย่จริง ๆ
16. การสมัครงานไม่ผ่านทำให้พี่เปาต้องกลับไปหาแม่ แล้วให้แม่ฝากงานกับญาติที่ทำขายตรง ซึ่งพี่เปาบอกว่านี่คือการ แพ้ อีกครั้ง หลังจากทำงานขายตรง 9 เดือน ก็ยอมแพ้กลับมาหาแม่
17. ช่วงนั้นมีจังหวะที่จะนำข้าวเข้ามาพอดี พี่เปาจึงทำโรงสีช่วยพ่อแม่ค่ะ แต่ทำได้ 2 ปีก็ เจ๊ง ขาดทุนไปหลายล้านบาท เพราะคุณภาพข้าวไม่ดี และไม่มีเส้นสายในการจำนำ
18. โรงสีของที่บ้านเป็นโรงสีเก่ามาก อายุถึง 80 ปี สร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 เป็นเทคโนโลยีเมื่อเกือบ 100 ปี ทำให้ประสิทธิภาพต่ำมาก สามารถแปลงข้าวเปลือก 100 เม็ดให้เป็นข้าวสารได้แค่ 40 เม็ด สู้โรงสีปูนหรือโรงสีเหล็กสมัยใหม่ไม่ได้เลย
19. พอทำโรงสีต่อไม่ได้ พี่เปาก็รู้สึกตัน เลยตัดสินใจเริ่มทำ iHAVECPU โดยเริ่มจากการขายคอมพิวเตอร์มือสองก่อน เพราะคิดว่าอยู่ ๆ จะไปขายมือหนึ่งเลยไม่ได้
20. พี่เปาเห็นตลาดมือสองในเว็บ Overclock Zone ซึ่งเป็นเว็บบอร์ดที่คนใช้มาก และสังเกตเห็นช่องทางที่ว่าราคาขายในไทยแพงกว่าราคาที่เจอใน eBay ของต่างประเทศมาก เช่น สินค้าที่ไทยขาย 1,600 บาท แต่อีเบย์ขายแค่ 500-600 บาท
21. จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้พี่เปาขายได้คือเรื่อง Shipping หรือการขนส่ง พี่เปาพบวิธีส่งของผ่านบริษัทชิปปิ้งที่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งคิดค่าส่งตามน้ำหนักเป็นกิโลกรัม ไม่ได้คิดตามมูลค่าสินค้า
22. ทำให้ค่าส่ง CPU จากอเมริกามาไทยถูกมาก คือตกตัวละ 20 บาทเท่านั้นเอง พี่เปาเปรียบ CPU เหมือนเพชร คือมีน้ำหนักน้อยแต่ราคาแพง คู่แข่ง 5-6 เจ้าในตลาดตอนนั้นอาจไม่รู้เรื่องชิปปิ้งนี้
23. ตอนแรกพี่เปาลองสั่ง CPU โน้ตบุ๊กมือสองมาขายก่อน เพราะถูกมากแค่ตัวละ 1 เหรียญ (ประมาณ 30 บาท) แต่ขายไม่ค่อยออก เพราะลูกค้าเปลี่ยน CPU โน้ตบุ๊กยาก
24. ตลาด CPU ในสมัยนั้นเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เพราะส่วนใหญ่เป็นคนที่ชอบประกอบคอมพิวเตอร์เอง คู่แข่งในตลาดมีไม่เยอะ มีประมาณ 5-6 เจ้า ที่ส่วนใหญ่ขายแบบออฟไลน์
1
25. พี่เปาไม่ได้ขายถูกที่สุดในตลาดนะคะ แต่ตั้งราคาเท่าตลาดไว้ก่อน แม้ว่าต้นทุนจะถูกที่สุดก็ตาม เพราะพี่เปาจะได้กำไรมากกว่า การขายสมัยนั้นทำผ่านเว็บบอร์ด โดยลงแค่ข้อความและรูปภาพเท่านั้น
26. การขาย CPU มือสองในช่วงแรก พอจะเลี้ยงชีพได้ เพราะพี่เปาอยู่บ้าน ไม่ได้มีค่าใช้จ่ายอะไรเยอะ เป็นลักษณะของการทำแบบเงินต่อเงินค่ะ พี่เปายืมเงินคุณแม่มาเริ่มต้นธุรกิจก้อนแรกแค่ 40,000 บาทเท่านั้นเอง
27. ตอนเริ่มธุรกิจ พี่เปามีแค่โกดังโล่ง ๆ 2 หลัง รถกระบะ 1 คัน และรถยก (forklift) 1 คัน คุณพ่อคุณแม่ไม่ได้ช่วยเรื่องงานเลย แต่ให้กำลังใจ ให้คำปรึกษา และทำอาหารให้ทาน
28. พี่เปาชอบคอมพิวเตอร์และเริ่มประกอบคอมพิวเตอร์เองตั้งแต่อยู่ ป.4-ป.5 การประกอบคอมพิวเตอร์ให้ความภูมิใจ เหมือนการสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาด้วยตัวเอง
29. จุดเปลี่ยนที่ทำให้บริษัทเป็นรูปเป็นร่างคือการที่พี่เปาเริ่มเห็นว่าลูกค้าทั่วไปประกอบคอมพิวเตอร์ไม่เป็น จึงมีความคิดที่จะทำคอมพิวเตอร์แบบประกอบสำเร็จรูปขายเป็นเซตไปเลย
30. สมัยก่อนในประเทศไทยยังไม่มีคอมพิวเตอร์ประกอบสำเร็จรูปขาย ร้านจะให้ลูกค้าจิ้มเลือกชิ้นส่วนเองแล้วไปประกอบเอง ซึ่งคอมพิวเตอร์แบรนด์ดัง ๆ (เช่น HP, Fujitsu) ก็เล่นเกมไม่ค่อยได้ และราคาแพง
31. การขายคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปทำให้พี่เปาสามารถขายได้ถึง 7 ชิ้นส่วนพร้อมกันต่อลูกค้า 1 คน ซึ่งง่ายกว่าการขายชิ้นส่วนเดียว ตอนแรกเริ่มขายเซตมือสองสำเร็จรูปในราคา 4,900 ถึง 9,900 บาท
32. พี่เปาให้ความสำคัญกับการบริการลูกค้ามากที่สุด ทั้งการตอบแชตที่รวดเร็ว การประกอบที่ไว การทำตามที่รับปาก และการแก้ไขปัญหาหน้างาน พี่เปาเรียนรู้การบริการเหล่านี้เพราะแพ้มาเยอะแล้ว จึงต้องทำให้ดีที่สุดในโอกาสสุดท้ายนี้
33. วิธีการบริการของพี่เปาคือการเอาใจเขามาใส่ใจเรา โดยคิดว่าถ้าเราเป็นลูกค้าเราอยากได้อะไร ก็จะให้สิ่งนั้นกับลูกค้า และพยายามทำให้เหนือความคาดหมายอยู่เสมอ
34. จากการเริ่มต้นด้วยเงิน 40,000 บาท บริษัท iHAVECPU มียอดขายปัจจุบันสูงถึง 2,700-3,000 ล้านบาท เส้นทางเติบโตในช่วงแรกค่อนข้างราบเรียบ ก่อนจะพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด
35. ยอดขายพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในปี 2020 ซึ่งเป็นช่วงที่มีโรคระบาดโควิด-19 นี่เป็นเหมือนเหตุการณ์ Black Swan ที่ทำให้ธุรกิจหลายอย่างแย่ แต่ร้านคอมที่แข็งแกร่งออนไลน์จะรอดและเติบโต
1
36. ในช่วงโควิด iHAVECPU สามารถประกอบคอมพิวเตอร์ได้มากถึงวันละ 600 เครื่องเลยนะคะ ในขณะที่คู่แข่งหลายร้านที่เน้นออฟไลน์ต้องปิดตัวลง
37. การเปลี่ยนมาขายของมือหนึ่งเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ในช่วงยุค Bitcoin บูม ทำให้มีคนนำการ์ดจอที่ใช้ขุดเหรียญมาขายต่อให้พี่เปาในราคาที่ถูกมาก (ประมาณ 40-50% จากราคามือหนึ่ง)
38. พี่เปานำการ์ดจอมือสองจากการขุดเหรียญมาผสมกับชิ้นส่วนมือหนึ่งอื่น ๆ เพื่อประกอบคอมพิวเตอร์ขาย ซึ่งเป็นรูปแบบ Hybrid ที่ iHAVECPU ทำเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย
1
39. การขายมือหนึ่งมี ความมั่นคง มากกว่ามือสอง เพราะมีข้อบกพร่องน้อยกว่า ตอนแรกพี่เปาซื้อชิ้นส่วนมือหนึ่งจากดีลเลอร์ทั่วไปในราคาปลีก บางเดือนซื้อถึง 20 ล้านบาท
40. ตอนนั้นพี่เปาไม่รู้เรื่องระบบตัวแทนจำหน่าย (Distributor) เลย จนกระทั่งตัวแทนจำหน่ายติดต่อเข้ามาเอง เสนอราคาที่ถูกกว่าดีลเลอร์ถึง 10-15% ทำให้พี่เปาตกใจว่าโง่มาตั้งนาน
41. พี่เปาใช้เงินสดในการซื้อของทั้งหมด ไม่รู้จักคำว่าเครดิตเทอม หรือการซื้อเชื่อ ซึ่งเป็นความเสี่ยงสูงมาก แต่พี่เปาเชื่อมั่นในการคาดการณ์ความต้องการของลูกค้า
42. พี่เปามองว่าสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับบริษัทคือ รายรับ หรือ Revenue เพราะถ้ามีรายรับที่ดี ก็สามารถจ่ายหนี้ จ่ายพนักงาน และทำอะไรก็ได้ พี่เปาจึงโฟกัสที่ หน้าบ้าน เพื่อเรียกเงินเข้ามา
43. กลยุทธ์การเติบโตของ iHAVECPU คือการ กินตลาดคอมเซต ที่ถนัดให้หมด โดยตั้งเป้าจากส่วนแบ่งตลาด 60-70% ไปสู่ 80% ด้วยการทำให้สินค้าและการนำเสนอ ดีกว่านี้ และ เข้มข้นกว่านี้
44. การทำ Personal Branding หรือการขายตัวเองของพี่เปา ไม่ได้เป็นทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่สถานการณ์บังคับให้ทำ เพราะตอนเริ่มแรกมีเพียงพี่เปาคนเดียวที่ทำงาน ถ้าพี่เปาไม่ไลฟ์ก็คงไม่มีใครซื้อคอมพิวเตอร์
45. พี่เปาใช้การไลฟ์สดทุกวันมานาน 7 ปี แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เหนื่อย แต่พี่เปามองว่าทุกช่วงเวลาคือโอกาส ที่ต้องใช้ทุกวินาทีให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด
46. พี่เปาเชื่อว่าผลิตภัณฑ์เหมือนกัน แต่ คนขาย ที่ไม่เหมือนกัน ทำให้แตกต่างได้ การทำสินค้าให้เหมือนกับไม่มีความแตกต่าง ทำให้ต้องหาจุดขายที่ไม่มีใครเลียนแบบได้ ซึ่งก็คือการสร้างความเชื่อมั่นและความสบายใจให้ลูกค้า
47. พี่เปาไม่กลัวคู่แข่งเลยในตลาดคอมพิวเตอร์ประกอบ เพราะถ้ามัวแต่กลัว คู่แข่งจะยิ่งเหยียบย่ำ พี่เปาเน้นการพัฒนา จุดแข็ง ของตัวเองให้แข็งแกร่งที่สุด จนคู่แข่งไม่กล้าสู้ และไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้เลยค่ะ
1 บันทึก
5
4
1
5
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย