10 ธ.ค. 2025 เวลา 02:09 • ธุรกิจ

🛡️ กลยุทธ์ “ชนะตั้งแต่ในมุ้ง”

ทำไม ‘จัดซื้อ’ คือหมากลับเกมกำไรที่หลายองค์กรยังมองไม่เห็น แต่คือหัวใจที่ตัดสินแพ้–ชนะตัวจริงของธุรกิจ
====
ในตำนานนักธุรกิจรุ่นเก่า เวลาเตรียมส่งไม้ต่อให้ทายาท สิ่งแรกๆ ที่มักถูกสอน ไม่ใช่วิธีสร้างแบรนด์ ไม่ใช่การทำโฆษณา และไม่ใช่เทคนิคการขายที่หวือหวา แต่คือความเข้าใจใน “สามหัวใจของธุรกิจ” ได้แก่ การเงิน (Finance) การขาย (Sales) และ การจัดซื้อ (Procurement)
* สองตัวแรกมักได้รับแสงไฟเสมอ ฝ่ายขายคือหน้าด่านหารายได้ ฝ่ายการเงินคือผู้คุมกระแสเงินสด เป็นสองหน่วยงานที่ผู้บริหารส่วนใหญ่มองเห็นผลงานเชิงรูปธรรมชัดเจนในทุกไตรมาส
* แต่ ฝ่ายจัดซื้อกลับถูกผลักให้เป็นเพียง Back Office ที่ดูไม่เซ็กซี่ มีภาพจำว่าเป็นคนออกใบสั่งซื้อ ต่อราคา และตามของให้ทันเดดไลน์ ทั้งที่ในเชิงโครงสร้างแล้ว จัดซื้อคือ “ด่านแรกของกำไร” และเป็นด่านที่ทรงอิทธิพลต่ออนาคตของบริษัทมากกว่าที่หลายคนคิด
* ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันที่การแข่งขันดุเดือด กำไรบาง เศรษฐกิจผันผวน ค่าเงินผันผวน วัตถุดิบขาดแคลน และ Supply Chain เปราะบางกว่าที่เคย… “จัดซื้อ” คืออาวุธเชิงกลยุทธ์ที่ทรงพลังที่สุดในการตัดสินชะตากรรมกำไรขององค์กร
ถ้าเปรียบธุรกิจคือสนามรบ การขายคือแนวรบหน้า การตลาดคือปืนใหญ่ แต่ "การจัดซื้อคือเส้นลำเลียงเสบียง” ถ้าเส้นนี้พัง ต่อให้แนวรบหน้าเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีวันชนะสงครามได้อย่างยั่งยืน และต่อให้ Brand แข็งแรงแค่ไหน ถ้าต้นทุนแพ้ตั้งแต่วันแรก เกมก็ถูกบีบให้แพ้ตั้งแต่ยังไม่ทันรบจริง
====
🎯 จัดซื้อไม่ได้แค่ “ซื้อของ” แต่เป็น “ตัวคูณกำไร” ของทั้งองค์กร
ในเชิงกลยุทธ์ การจัดซื้อทำหน้าที่เป็น Profit Multiplier ที่ส่งผลต่อทุกหน่วยงานในองค์กร ไม่ใช่แค่ฝ่ายปฏิบัติการ หากแต่เชื่อมโยงโดยตรงกับการตลาด การขาย การเงิน และภาพลักษณ์ของแบรนด์ ผ่าน 4 มิติสำคัญที่ผู้บริหารห้ามมองข้าม
1. ฐานอำนาจในการตั้งราคา (Pricing Power)
“จัดซื้อที่แข็งแรง = ต้นทุนที่ต่ำกว่า และต้นทุนที่ต่ำกว่า = อิสระในการตั้งราคา”
นี่คือ “กระสุนจริง” ที่ทำให้ฝ่ายการตลาดสามารถ
* เล่นโปรโมชั่นได้โดยไม่เจ็บตัว
* ขยาย Margin ได้โดยไม่เสียส่วนแบ่งตลาด
* วาง Positioning ระดับพรีเมียมโดยไม่ถูกต้นทุนบีบ
* ทำ Price War ได้อย่างมีชั้นเชิง ไม่ใช่เผากำไรแบบเสียทรง
บริษัทที่แพ้ตั้งแต่ต้นทุน ต่อให้ทีมขายเก่งแค่ไหน ก็วิ่งได้แค่ใกล้เส้นชัย แต่ไม่มีวันชนะเกมยาว เพราะสุดท้ายกำไรจะถูกดูดหายไปที่ต้นน้ำก่อนถึงมือบริษัท
2. ความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity)
ในยุคที่โลกเจอทั้งโควิด สงคราม การเมืองโลก ค่าเรือพุ่ง ค่าพลังงานผันผวน และวัตถุดิบขาดตลาด หน้าที่ของจัดซื้อไม่ใช่แค่ “ซื้อให้ได้ของถูก” แต่คือการบริหารความเสี่ยงทั้งระบบ
“ของต้องไม่ขาด และต้องพร้อมขายเสมอ”
เพราะโอกาสการขายที่หายไป 1 ครั้ง อาจหมายถึงการเสียลูกค้าคนนั้นไปตลอดชีวิต และบางครั้งลูกค้าไม่ได้ย้ายเพราะของแพงกว่า… แต่ย้ายเพราะ “ของไม่มีขาย” ในวันที่เขาต้องการมากที่สุด
จัดซื้อที่ดีจึงต้องมองไกลกว่าการต่อรองราคา แต่ต้องมี
* แผนสำรองซัพพลายเออร์
* การกระจายแหล่งจัดหา (Supplier Diversification)
* การคาดการณ์วัตถุดิบล่วงหน้า
ทั้งหมดนี้คือเครื่องมือป้องกันบริษัทจากวิกฤตที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
3. การยกระดับคุณภาพสินค้า (Quality Superiority)
จัดซื้อไม่ใช่แค่คนต่อรองราคา แต่คือ นักคัดสรร (Curator) ของคุณภาพในระดับยุทธศาสตร์
ถ้าจัดซื้อคัดสิ่งที่ “ดีกว่า” คู่แข่งได้ สินค้าปลายทางก็จะ
* แข่งขันด้วยคุณค่า ไม่ใช่แค่ราคา
* สร้าง Brand Trust ระยะยาว
* มี Story ที่เล่าได้จริง ไม่ใช่แค่โฆษณา
* ทำให้คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก
แบรนด์จำนวนมากแพ้ไม่ใช่เพราะขายไม่เก่ง… แต่แพ้เพราะ “ต้นน้ำคุณภาพ” อ่อนตั้งแต่วันแรก ตั้งแต่วัตถุดิบ วัตถุประกอบ ไปจนถึงกระบวนการคัดเลือกซัพพลายเออร์
4. สุขภาพทางการเงิน และกระแสเงินสด (Cash Flow Management)
การจัดซื้อคือด่านหน้าของการบริหารเงินสด ผ่าน
* ปริมาณสต็อก
* ความเร็วในการหมุนสินค้า
* เงื่อนไขเครดิตเทอม
* ระยะเวลาการชำระเงิน
"บริษัทที่สต็อกล้น = เงินสดจม"
"บริษัทที่เครดิตเทอมสั้นเกิน = สภาพคล่องตึงมือ"
หลายธุรกิจไม่ได้เจ๊งเพราะขาดกำไร แต่เจ๊งเพราะ “เงินสดไม่ทันหายใจ” ซึ่งต้นเหตุจำนวนมากมาจากการจัดซื้อที่ขาดมิติการเงินเข้ามาร่วมตัดสินใจเชิงระบบ
====
🚨 สัญญาณอันตรายว่าองค์กรคุณอาจ “แพ้ตั้งแต่ต้นทุน” โดยไม่รู้ตัว?
ถ้าองค์กรยังมีพฤติกรรมเหล่านี้ แปลว่าการจัดซื้อกำลังเป็น “จุดตายเชิงกลยุทธ์” ที่บ่อนเซาะความสามารถแข่งขันอย่างเงียบๆ
* กับดักความคุ้นเคย: ใช้ Supplier เจ้าเดิม วัตถุดิบเดิม มาเป็นสิบปี ไม่มีการเทียบตลาด ไม่มีการเปิดรับของใหม่ ไม่มีใครกล้าถามว่า “มีของที่ดีกว่านี้ไหม?”
* กับดักราคาถูกที่สุด: ตัดสินทุกอย่างด้วย Lowest Price โดยไม่ดู Total Cost of Ownership สุดท้ายได้ของถูกแต่เสียลูกค้าเพราะคุณภาพพัง ภาพลักษณ์แบรนด์ติดลบในระยะยาว
* กำแพงการเปลี่ยนเจ้า: แค่ขอเปลี่ยน Supplier ก็เจอแรงต้านแบบผิดปกติ นี่คือสัญญาณของความไร้ประสิทธิภาพ หรือร้ายแรงกว่านั้นคือความไม่โปร่งใส
* ข้ออ้างคลาสสิก: “หาเจ้าเทียบไม่ได้”, “มีเจ้าเดียวในตลาด” ในโลกการค้าเสรี คำพูดนี้แทบไม่เคยเป็นความจริงเต็มร้อย เว้นแต่เป็นสินค้าผูกขาดจริงๆ
====
🧠 เพิ่มกำไรโดยไม่ต้อง “ตัดคน” เริ่มได้ที่การจัดซื้อ
ในยุคเศรษฐกิจฝืด การลดต้นทุนด้วยการลดคน เป็นทางออกที่เจ็บทั้งองค์กรในระยะสั้น และเป็นการฆ่าศักยภาพระยะยาวอย่างเงียบๆ
แต่การเพิ่มกำไรด้วยการ “บริหารต้นทุน” ผ่านจัดซื้อที่เก่ง คือทางออกที่
* ไม่ทำลายขวัญกำลังใจ
* ไม่ลดคุณภาพสินค้า
* ไม่บ่อนทำลายวัฒนธรรมองค์กร
* และสร้างความสามารถแข่งขันในระยะยาว
ผู้บริหารยุคใหม่จึงต้อง ยกระดับจัดซื้อจาก ‘ฝ่ายธุรการ’ เป็น ‘หุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์’ (Strategic Partner) อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ในโครงสร้างองค์กร แต่ในระดับความคิดและอำนาจการตัดสินใจ
ต้องกล้าที่จะ
* ท้าทายราคาเดิม
* Reroute เส้นทาง Supply Chain
* ทดลอง Supplier รายใหม่
* ใช้ข้อมูลตลาดจริงเป็นฐานการตัดสินใจ
* และเชื่อมการจัดซื้อเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจระดับองค์กร
====
✅ ดังนั้น รายได้เกิดที่หน้าบ้าน แต่ “กำไร” เกิดที่ต้นน้ำ
“การขายของได้ คือการสร้างรายได้ แต่ การจัดซื้อที่ฉลาด คือการสร้างกำไร”
ในเกมธุรกิจระยะยาว ยอดขายอาจทำให้บริษัทดูยิ่งใหญ่ในสายตาคนนอก แต่สิ่งที่ทำให้บริษัท “อยู่รอดจริง” คือกำไรและกระแสเงินสด
“ยอดขาย คือภาพลักษณ์ กำไร คือความอยู่รอด” และสุดท้าย… “ใครชนะตั้งแต่ต้นทุน คนนั้นชนะทั้งกระดาน”
#วันละเรื่องสองเรื่อง #BusinessStrategy #Procurement #SupplyChain #CostManagement #Management
โฆษณา