24 ม.ค. เวลา 04:00 • ความคิดเห็น

เมื่อซื้อรถใหม่อีกคัน

ไม่ใช่ผมครับ ผมเพิ่งถอยมาเองเน้อ
เจ๊ที่บ้านป๊าครับ เขาซื้อรถใหม่แล้วว่าจะยกคันเก่าให้หลานๆไปหัดขับน่ะ
ไม่ใช่ผมจริงๆน้าาาาาา
ตอนแรกกูว่าจะเอาคันเก่าของมึงมาให้พวกมันหัดขับ จะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องชนเรื่องอะไร เครื่องก็ยังดีอยู่
อ้าว แล้วไงวะ? ผมถามน้องชาย
มีอยู่วันหนึ่งเจ๊เขาเอารถไปลองตีราคาดูอีกรอบ แล้วราคามันดันลดลงกว่าเดิมที่มึงได้มา เดาว่าคงตกใจเลยคิดจะปล่อยก่อนจะร่วงกว่านี้
กูก็บอกไปแล้วว่าให้รีบขายตั้งแต่ตอนนั้น กูได้ราคาดีกว่าที่ไปถามตอนนี้ซะอีก ขายไปตอนนั้นก็สิ้นเรื่อง จะยื้อทำเพื่อ?
แหม มึง ตอนนั้นคงไม่คิดเยอะนี่หว่า อีกอย่าง มันคงไปเจอน้ำท่วมที่ทำงานมามั้ง เห็นว่าคันใหม่จะออกเป็นพวกยกสูงหน่อย
น่าน กูว่าแระ กูเคยบอกแล้วว่าที่ทำงานมันเคยมีน้ำท่วมสูง รอยก็ยังอยู่ ให้ซื้อยกสูงดีกว่าก็ไม่เชื่อกู
...
ผมกับน้องชายก็คุยกันไปเรื่อยๆ สักพักผมก็เดินไปถามเจ๊ว่าจะซื้อรถใหม่เหรอวะ
เออ โปรมอเตอร์โชว์น่ะ แล้วโชว์รูมมันรับซื้อคันเก่า ให้ราคาเพิ่มอีกด้วย
แล้วเจ๊ก็เล่าว่าเอารถไปตีราคามาหลายที่ ราคาก็หดไปเรื่อยๆจากตอนที่ผมไปถามมาตั้งแต่แรก
เจ้านี้ให้เพิ่มก็เลยว่าเอาวะ ซื้อกับเขาไปด้วยเลยก็แล้วกัน ราคาที่ให้มาถามหลายเจ้า เจ้านี้ราคาดีสุด
แล้วไม่ขายคันเก่าอีกคันออกไปอีกเหรอวะ ที่จอดยิ่งไม่ค่อยมี
ไม่เป็นไร ทิ้งไว้งั้นก่อน ไม่ก็เอาไว้ให้หลานๆมันหัดขับตอนปิดเทอมก็ยังไหว รถมันก็ยังดีๆอยู่
ที่ซื้อใหม่กลัวน้ำท่วมเหรอวะ เห็นโส้ยเจ้(พี่สาวคนเล็กผม)ว่าจะซื้อยกสูง
เปล่า มันแค่อยากได้ยกสูง เห็นว่าชอบใจเพราะเคยขับคันของมึงแล้วมันสูง ทัศนวิสัยดี
แล้วแต่มันก็แล้วกัน ว่าแต่คันใหม่นี่ไฮบริดนี่
เออ หาน้ำมันล้วนไม่มี มีแต่ไฮบริด ไปดูรถไฟฟ้ามาก็เข้าท่าแต่ไม่มั่นใจ
ตอนแรกกูก็จะเอาไฮบริดเหมือนกัน ยังไงก็ต้องเจออยู่แล้ว แต่คิดไปคิดมาน้ำมันล้วนน่าจะเหมาะกับกูมากกว่า ไม่ต้องดูแลมันเยอะ คนยิ่งไม่ค่อยจะพอเฝ้าร้าน
กูจะเอาน้ำมันล้วนเหมือนกัน แต่ไอ้โส่ย(น้องชายคนเล็ก)มันว่ายังไงก็ต้องเจอไฮบริดอยู่ดี ก็ซื้อไฮบริดไปเลย ประหยัดด้วย อีวีมันก็ว่าน่าสน
ถ้ามีที่พอติดตั้งปลั๊กได้กูคงซื้อปลั๊กอินไฮบริดไปแล้วเหมือนกัน ที่จอดกูยังต้องเช่าเขา กูเลยตัดปัญหาไปดีกว่า ไม่ต้องยุ่งอะไร
เจ๊พยักหน้ารับกับเหตุผลที่ว่ามาแล้วบอกว่าปลายเดือนก็จะไปจ่ายเงินซื้อ เซลส์โทรมาตามยิกๆ คงกะจะปิดยอดสิ้นปี
กูเห็นใจคนขายของว่ะ เราเองก็ขายของ อะไรจะดีไปกว่ามีคนมาซื้อของล่ะวะ
เออ จริงของมึง
ผมกลับมาเล่าให้แฟนฟัง แฟนหัวเราะชอบใจ
ฉันว่าเขาคงเห็นเราออกใหม่เลยอยากออกมั่งมั้งคุณ
ก็เป็นไปได้ อีกอย่าง คันที่เขาใช้อยู่ก็เกิน6ปีแล้วเหมือนกัน
จริงๆคันใหญ่ที่บ้านคุณก็น่าเปลี่ยนนะ เอาเป็นรถตู้เล็กก็ดี ป๊าม้าคุณจะได้ขึ้นง่าย ไปไหนก็สะดวก
ก็ว่าจะๆ แล้วแต่ทางนั้น เห็นว่าไม่คิดจะเปลี่ยนอะไรเพิ่มอีก ยังใช้งานได้ดีอยู่ จะซื้อทีก็เงินทั้งนั้นไม่ว่าสดหรือผ่อน ตอนนี้ก็ฝืดกันไปหมด
นั่นสินะ อ้อ แต่ขอนินทานิดเถอะ ทีตอนเราจะเปลี่ยนรถม้าคุณนี่จิกๆกัดคุณอยู่เยอะนะ แต่พอเจ๊เขาจะเปลี่ยนนี่ไม่เห็นว่าอะไรสักนิด
เอาเหอะคุณ เจ๊เขาก็ผ่อนเองเหมือนเดิม เขาเลยไม่ได้ว่าอะไร
แล้วเราไม่ต้องผ่อนเองรึคุณ?
แหะๆๆ
การซื้อรถใหม่ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดอะไร
เงินถึง เงินพร้อม
ใจถึง ใจพร้อม
ออกรถใหม่ได้อยู่แล้ว
แต่ผมขอตั้งข้อสังเกตสักนิดว่าออกรถยุคนี้นอกจากแคมเปญต่างๆที่ระดมให้มาก็ต้องเลือกว่าจะออกเป็นแบบไหน
จะน้ำมันเพื่อการดูแลที่คุ้นเคย แต่อาจต้องคุยเรื่องมลภาวะต่างๆที่มีมากับรถ
จะไฮบริดเพื่อประหยัดไปอีกขั้น ยังไงก็ต้องเจอ แต่ต้องพบกับเรื่องค่าบำรุงรักษาทั้ง2ระบบ ทั้งยังเรื่องการรับประกันแบตเตอรี่อีก
จะอีวีเพื่อประหยัดสุดๆ มันคืออนาคตเพื่อมลภาวะที่ลดลง แต่ที่ต้องเจอแน่ๆคือแบตเตอรี่ การบำรุงรักษาที่มากกว่า การชาร์จที่อาจต้องจ่ายเพื่อติดตั้งค่าอุปกรณ์เพิ่มเติม ไหนจะกังวลกับเรื่องในระยะยาว รวมทั้งคำถามเรื่องการลดมลภาวะว่ามันจริงหรือไม่
...
ที่ผมยกมาไม่ใช่ว่าจะเอียงไปทางเครื่องสันดาปแบบเดิม เพียงแต่ณ.ตอนนี้ผมมองเรื่องการใช้งานในระยะยาวมากกว่าเรื่องอื่นเพราะผมใช้รถคันหนึ่งราว10ปีขึ้น เลยคิดมากอีกนิดถ้าจะเปลี่ยนไปไฮบริดหรืออีวี
อีกอย่าง การที่สันดาปภายในยังไม่ตายแถมบริษัทใหญ่ทั้งหลายก็กลับมาส่งเสริมแบบไม่ได้ตัดทิ้งไปอีก แสดงให้เห็นว่าเครื่องแบบนี้ยังมีคนต้องการอยู่
ไฮบริดก็ดีครับ ยังไงก็ต้องเจออยู่แล้ว มันออกมาเพื่อแก้ปัญหามลภาวะแบบวัดครึ่งกรรมการครึ่ง ลงทุนอุปกรณ์เพิ่มเข้ามาไม่ต้องมาก ใช้งานได้จริงและกังวลน้อยกว่าอีวี
1
ตอนนี้ผมยังมองอีวีด้วยความไม่ไว้ใจในเรื่องการเดินทางไกลที่เราอาจไม่เจอสถานีชาร์จแบตเตอรี่ในบางจุด และยังต้องเสียเวลากับการชาร์จในแต่ละครั้งอีก และในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุอีวีจุดตายค่อนข้างมากเหมือนกัน
แต่รวมๆแล้วผมยังคิดว่าสุดท้ายท้ายสุดของวงจรว่าเราคงต้องมาจบกันที่อีวีมากกว่าถ้าในอนาคตมีการพัฒนาไปจนถึงจุดที่เรียกว่ากลบจุดตายอีวีได้ทั้งหมดนั่นคือความถึกทน สถานีชาร์จที่มีครบกันทั่วบ้านทั่วเมือง และแบตเตอรี่ที่ประจุไฟในระยะสั้นมากแต่ให้ผลสูง
พูดถึงแบตเตอรี่ ผมยังมีความเห็นว่าแบตเตอรี่อีวียังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งของมลภาวะต่างๆเพราะต้องทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ โดยที่เหมืองแบบนี้ยังมีข้อกังขาในการผลิตว่ามันเป็นต้นเหตุของมลภาวะต่างๆหรือไม่อย่างไร
เคยได้ยินได้ฟังกูรูหลายท่านและในBlockditเราเองที่ให้ความเห็นเรื่องนี้ไว้มากมาย
แต่ที่ผมว่าน่าสนใจและผมชอบมากคือทางCEOโตโยต้าญี่ปุ่นเคยโดนโจมตีว่าทำไมไม่ผลิตรถอีวีออกมาแข่งกับบริษัทอื่นๆล่ะ แบบนี้มันตกขบวนรถไฟชัดๆ ทำเอาCEOท่านนี้เกือบม้วนเสื่อไปซะแล้ว โชคดีที่ยังไม่ถึงขั้นนั้น
แต่กับตอนนี้เป็นไงล่ะครับ CEOที่ถูกโจมตีกลายเป็นผู้ที่อ่านสถานการณ์เรื่องนี้ขาดและไม่ได้เพลี่ยงพล้ำแต่อย่างใด ทั้งตัวบริษัทเองก็มีผลประกอบการโดดเด่นอีกด้วย ส่วนบริษัทใหญ่ๆที่เคยมุ่งไปอีวีกลับลำกันแทบไม่ทัน
CEOท่านนี้กล่าวว่าตราบใดที่ในหลายประเทศยังไม่มีไฟฟ้าหรือมีระบบไฟฟ้าใช้แล้วแต่ยังไม่ครอบคลุมทั้งประเทศ รถสันดาปภายในก็ยังเป็นที่ต้องการอยู่ดี และรถไฮบริดก็ไม่ได้ต้องการทรัพยากรในการผลิตมากเท่ากับรถอีวีเมื่อเปรียบเทียบกัน
เราผลิตรถเพื่อตอบสนองผู้บริโภค ไม่ใช่ผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
ฟังแล้วคมจัดบาดจิตจริงๆ
ยกนิ้วให้เลยครับ

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา