Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Bigmove Club
•
ติดตาม
11 ธ.ค. 2025 เวลา 03:22 • หุ้น & เศรษฐกิจ
TISA vs NISA: เมื่อไทยลอกญี่ปุ่น แต่ลืมคัดลอก 'ความเชื่อถือ' ที่อาจทำให้นโยบายออมเงินดีๆ ล้มเหลว
🎯 เมื่อรัฐบาลไทยประกาศนโยบายใหม่
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจได้มีมติเห็นชอบนโยบายใหม่ที่เรียกว่า TISA หรือ Thailand Individual Savings Account ซึ่งเป็นบัญชีออมเงินพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยมีการออมระยะยาวมากขึ้น โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ดูน่าสนใจมาก นั่นคือสามารถหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 800,000 บาทต่อปี และสำหรับผู้มีรายได้น้อยกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี ยังได้รับสิทธิพิเศษในการหักลดหย่อนแบบคูณ 1.3 เท่าอีกด้วย
ฟังดูน่าสนใจใช่ไหมครับ แต่เมื่อเราเจาะลึกลงไปในรายละเอียด และเปรียบเทียบกับต้นแบบที่ไทยนำมาเลียนแบบ นั่นคือ NISA ของญี่ปุ่น เราจะพบว่ามีข้อกังวลสำคัญที่อาจทำให้นโยบายดีๆ นี้ไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง
## 💡 NISA คืออะไร และทำไมถึงประสบความสำเร็จ
ก่อนที่เราจะพูดถึง TISA ของไทย เรามาทำความรู้จักกับ NISA ของญี่ปุ่นกันก่อน NISA ย่อมาจาก Nippon Individual Savings Account ซึ่งเป็นบัญชีออมเงินพิเศษที่รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มต้นในปี 2014 โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือเปลี่ยนพฤติกรรมของคนญี่ปุ่นจากการเก็บเงินสดไว้ที่บ้าน ให้หันมาลงทุนในตลาดทุนมากขึ้น
ในช่วงที่เริ่มต้นโครงการ ครัวเรือนญี่ปุ่นมีสินทรัพย์รวมประมาณ 2,100 ล้านล้านเยน แต่มากกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในรูปของเงินสด รัฐบาลญี่ปุ่นเห็นว่านี่เป็นปัญหา เพราะเงินสดไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทนและไม่สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจึงได้ออกแบบ NISA ขึ้นมา โดยเลียนแบบจาก ISA ของอังกฤษที่ประสบความสำเร็จมาก่อนแล้ว
NISA รุ่นเดิมที่เริ่มในปี 2014 มีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ต้องถือหลักทรัพย์ 5 ปีสำหรับ General NISA หรือ 20 ปีสำหรับ Tsumitate NISA วงเงินต่อปีไม่มากนัก และเมื่อขายหลักทรัพย์แล้วจะไม่สามารถนำวงเงินกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศตั้งแต่แรกว่าโครงการนี้จะดำเนินการต่อเนื่องจนถึงปี 2023 นั่นคือมีความแน่นอนถึง 10 ปีเต็ม
ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ในปี 2023 NISA มีบัญชีเปิดใช้งานมากกว่า 17 ล้านบัญชี มูลค่าการลงทุนสะสมถึง 28 ล้านล้านเยน และที่สำคัญคือประชาชนญี่ปุ่นมีความเชื่อมั่นในโครงการนี้มาก เพราะรัฐบาลรักษาคำมั่นสัญญาและดำเนินการต่อเนื่องตลอด 10 ปี
🚀 New NISA 2024 การปรับปรุงครั้งใหญ่
เมื่อเห็นว่า Old NISA ประสบความสำเร็จ รัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี Fumio Kishida ได้ประกาศนโยบาย "From Savings to Investment" และปรับปรุง NISA ให้ดียิ่งขึ้นในปี 2024 การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ใหญ่มาก โดยทำให้โครงการเป็นถาวร ไม่มีกำหนดระยะเวลาสิ้นสุด ยกเลิกข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาถือหลักทรัพย์ เพิ่มวงเงินการลงทุนต่อปีเป็น 2.4 ล้านเยน และที่สำคัญคือกำหนดวงเงินตลอดชีพที่ 18 ล้านเยน หรือประมาณ 4.2 ล้านบาท
นอกจากนี้ New NISA ยังอนุญาตให้ผู้ลงทุนสามารถขายหลักทรัพย์แล้วนำวงเงินกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งเป็นความยืดหยุ่นที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก และที่สำคัญคือผู้ลงทุนสามารถถอนเงินได้ตลอดเวลาโดยไม่มีค่าปรับ เพียงแต่จะเสียสิทธิ์ยกเว้นภาษีสำหรับเงินที่ถอนออกมาเท่านั้น
ผลลัพธ์ของ New NISA เป็นอย่างไร ในเดือนมกราคม 2024 เพียงสองสัปดาห์แรก มีเงินไหลเข้าโครงการถึง 464.9 พันล้านเยน ซึ่งเป็นสถิติที่สูงกว่าสถิติรายเดือนเดิมเกือบสามเท่า และภายในเดือนมิถุนายน 2024 มูลค่าการลงทุนสะสมใน NISA ทั้งหมดพุ่งขึ้นเป็น 41.4 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 9.7 ล้านล้านบาท รัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าว่าใน 5 ปีจะเพิ่มจำนวนบัญชีจาก 17 ล้านเป็น 34 ล้านบัญชี และเพิ่มมูลค่าการลงทุนจาก 28 ล้านล้านเยนเป็น 56 ล้านล้านเยน
🇹🇭 TISA ของไทย ลอกมาแต่เปลี่ยนไปเยอะ
ตอนนี้เรามาดู TISA ของไทยกัน จากข้อมูลที่ประกาศออกมา TISA จะเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยคนไทยทุกคนสามารถเปิดบัญชีได้กับบริษัทหลักทรัพย์หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงาน ก.ล.ต.
สิทธิประโยชน์หลักคือสามารถนำเงินที่ลงทุนใน TISA ไปหักลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 800,000 บาทต่อปี ซึ่งเมื่อรวมกับการออมประเภทอื่นๆ เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนการออมแห่งชาติ ก็จะได้วงเงินรวม 800,000 บาท และที่น่าสนใจคือสำหรับผู้มีเงินได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี จะได้รับสิทธิหักลดหย่อนแบบคูณ 1.3 เท่า หมายความว่าถ้าลงทุน 100,000 บาท จะสามารถหักลดหย่อนได้ 130,000 บาท
นอกจากนี้ยังมีสิทธิพิเศษสำหรับการลงทุนในกองทุน Thai ESG ที่จะได้รับการหักลดหย่อนแบบคูณ 1.2 เท่า ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้นักลงทุนหันมาสนใจการลงทุนที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล
เงื่อนไขการถอนเงินคือต้องถือหลักทรัพย์ในบัญชี TISA อย่างน้อย 5 ปีนับจากวันที่ซื้อหลักทรัพย์ครั้งแรก และต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 55 ปีบริบูรณ์ จึงจะสามารถถอนเงินได้โดยไม่ต้องเสียภาษี หากถอนก่อนเวลา จะต้องคืนภาษีที่เคยหักลดหย่อนไปพร้อมดอกเบี้ย และต้องเสียภาษีจากกำไรที่ได้รับตามปกติ
จนถึงตรงนี้ดูเหมือนจะเป็นนโยบายที่ดีมาก แต่ปัญหาอยู่ที่ไหน
⚠️ ข้อกังวลใหญ่ที่หนึ่ง ระยะเวลาชั่วคราว
ปัญหาแรกและใหญ่ที่สุดของ TISA คือโครงการนี้ไม่ใช่โครงการถาวร ตามที่ระบุไว้ในเอกสารประกาศ สิทธิพิเศษบางอย่างของ TISA จะมีผลใช้บังคับเพียงแค่ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 เท่านั้น นั่นคือเพียงแค่ 2 ปีครึ่งเท่านั้น
ลองนึกภาพว่าคุณเป็นคนที่กำลังพิจารณาจะเปิดบัญชี TISA คุณจะต้องคิดว่า "ถ้าฉันลงทุนเงิน 800,000 บาทวันนี้ และต้องล็อกเงินไว้ 5 ปี แต่รัฐบาลรับประกันสิทธิพิเศษให้แค่ 2 ปีครึ่ง แล้วอีก 2 ปีครึ่งที่เหลือจะเกิดอะไรขึ้น"
มันเป็นไปได้หลายกรณี กรณีแรกคือรัฐบาลอาจจะยกเลิกโครงการเลย กรณีที่สองคือรัฐบาลอาจจะเปลี่ยนเงื่อนไขให้แย่ลง เช่น ลดวงเงินหักลดหย่อนลง หรือเพิ่มเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้น กรณีที่สามคือรัฐบาลอาจจะต่ออายุโครงการแต่ด้วยงบประมาณที่จำกัด ทำให้ไม่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมทุกคนได้
เปรียบเทียบกับ NISA ของญี่ปุ่น แม้แต่ในช่วง Old NISA ปี 2014-2023 รัฐบาลญี่ปุ่นก็ประกาศชัดเจนตั้งแต่แรกว่าโครงการจะดำเนินการต่อเนื่อง 10 ปีเต็ม และเมื่อเห็นว่าประสบความสำเร็จ ก็ได้ประกาศขยายระยะเวลาออกไปอีก และในที่สุดก็ทำให้เป็นโครงการถาวรใน New NISA 2024 นี่คือความแตกต่างที่สำคัญมาก คนญี่ปุ่นมีความมั่นใจว่ารัฐบาลจะรักษาคำมั่นสัญญา แต่คนไทยจะมั่นใจได้อย่างไรเมื่อรัฐบาลให้เวลาเพียงแค่ 2 ปีครึ่ง
🔒 ข้อกังวลที่สอง ความไม่ยืดหยุ่น
ปัญหาที่สองของ TISA คือความไม่ยืดหยุ่นในการบริหารจัดการเงิน ตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ หากผู้ลงทุนต้องการถอนเงินก่อนครบ 5 ปี หรือก่อนอายุ 55 ปี จะต้องคืนภาษีที่เคยหักลดหย่อนไปพร้อมดอกเบี้ย และต้องเสียภาษีจากกำไรที่ได้รับ
นี่เป็นบทลงโทษที่ค่อนข้างหนัก และที่สำคัญคือ TISA ไม่มีช่องทางสำหรับการถอนเงินฉุกเฉินเลย แม้จะเป็นกรณีที่จำเป็นจริงๆ เช่น ป่วยหนัก ลูกต้องเรียนต่อ หรือว่างงาน
ในขณะที่ NISA ของญี่ปุ่น แม้แต่ในช่วง Old NISA ก็ยังอนุญาตให้ผู้ลงทุนถอนเงินได้ตลอดเวลา เพียงแต่จะเสียสิทธิ์ยกเว้นภาษีสำหรับเงินที่ถอนออกมาเท่านั้น ไม่มีการบังคับให้คืนภาษีที่เคยได้รับ และสำหรับ New NISA 2024 ยิ่งมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพราะสามารถถอนเงินได้ตลอดเวลา และเมื่อขายหลักทรัพย์ออกไปแล้ว ยังสามารถนำวงเงินกลับมาใช้ใหม่ได้ในปีถัดไป
แต่ตัวอย่างที่ดีกว่าคือระบบ CPF ของสิงคโปร์ ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินของชีวิตจริง CPF อนุญาตให้ถอนเงินก่อนเกษียณได้ในหลายกรณี เช่น กรณีป่วยหนักหรือมีอายุขัยสั้นลง สามารถถอนได้ตั้งแต่ 5,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ขึ้นไปโดยมีใบรับรองแพทย์ กรณีซื้อบ้านหรือผ่อนบ้าน สามารถใช้เงินจาก Ordinary Account ได้ กรณีค่าการศึกษาของตนเองหรือบุตร สามารถถอนได้ตามความจำเป็น และหากมีเงินเกินวงเงินขั้นต่ำที่กำหนด ยังสามารถนำไปลงทุนในตราสารที่ได้รับอนุมัติเพื่อเพิ่มผลตอบแทนได้อีกด้วย
สิ่งที่น่าสนใจคือ CPF ไม่ได้ถือว่าการถอนเงินในกรณีเหล่านี้เป็นการ "ผิดสัญญา" แต่เข้าใจว่าชีวิตมีความไม่แน่นอนและต้องการความยืดหยุ่น ระบบจึงออกแบบมาเพื่อให้สามารถใช้เงินออมได้เมื่อจำเป็นจริงๆ โดยไม่ต้องเสียสิทธิประโยชน์ทั้งหมดหรือถูกลงโทษหนัก
สำหรับ TISA ของไทย แม้จะมีการกล่าวถึงว่าผู้ลงทุนสามารถนำหลักทรัพย์ไปใช้เป็นหลักประกัน (Pledge) ได้ในกรณีจำเป็น เช่น เพื่อรักษาพยาบาลตนเองหรือผู้เยาว์ หรือเพื่อการศึกษาของผู้เยาว์ แต่รายละเอียดยังไม่ชัดเจน ทั้งขอบเขต วงเงิน และสัดส่วนการนำหลักทรัพย์ไปใช้จะอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังและสำนักงาน ก.ล.ต. จะกำหนดภายหลัง
และที่สำคัญคือ สำหรับเงินในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่นับรวมในวงเงิน TISA นั้น ไม่สามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันได้เลยตามมาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่บัญญัติให้ "สิทธิเรียกร้องเงินจากกองทุนไม่อาจโอนกันได้ และไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี"
ความแตกต่างนี้สำคัญมากในทางปฏิบัติ เพราะชีวิตของคนเรามีความไม่แน่นอน อาจมีเหตุฉุกเฉินที่ต้องใช้เงินก่อนเวลา เช่น ป่วยหนัก ลูกต้องเรียนต่อต่างประเทศ มีโอกาสลงทุนที่ดีกว่า หรือต้องการซื้อบ้าน ระบบที่มีความยืดหยุ่นจะทำให้ผู้ลงทุนรู้สึกสบายใจมากกว่า และกล้าที่จะนำเงินจำนวนมากเข้ามาในระบบ
การที่ TISA กำหนดเงื่อนไขแข็งตัวโดยไม่มีช่องทางฉุกเฉินที่ชัดเจน อาจทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเงินของตนเองถูกล็อกตายและไม่กล้าเข้าร่วมโครงการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับระบบในประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ที่มีความยืดหยุ่นและเข้าใจความต้องการของประชาชนมากกว่า
🔄 ข้อกังวลที่สาม การไม่สามารถ Reuse Quota และปรับพอร์ตได้อย่างอิสระ
ข้อจำกัดที่สำคัญอีกประการหนึ่งของ TISA คือการไม่สามารถนำวงเงินกลับมาใช้ใหม่ได้เมื่อขายหลักทรัพย์ออกไป และไม่สามารถปรับสมดุลพอร์ตการลงทุน (Portfolio Rebalancing) ได้อย่างอิสระ ซึ่งแตกต่างจาก NISA ของญี่ปุ่นอย่างมีนัยสำคัญ
ตามเงื่อนไขที่กำหนด ผู้ลงทุนต้องถือหลักทรัพย์ในบัญชี TISA ไม่น้อยกว่า 5 ปี นับตั้งแต่วันซื้อครั้งแรก หมายความว่า หากคุณซื้อหุ้น KBANK มูลค่า 500,000 บาทในปี 2569 และในปี 2571 ราคาขึ้น 50% คุณอยากขายไปซื้อหุ้น BBL ที่น่าสนใจกว่า คุณจะทำไม่ได้โดยไม่สูญเสียสิทธิประโยชน์ เพราะหากขาย คุณต้องคืนภาษีพร้อมดอกเบี้ย เสียภาษีจากกำไร และที่สำคัญคือ วงเงิน 500,000 บาทนั้นจะหายไป ไม่สามารถนำกลับมาใช้ซื้อหุ้น BBL ได้
สิ่งนี้สร้างปัญหาที่เรียกว่า "Lock-in Effect" หรือการล็อกพอร์ตตาย เมื่อคุณเลือกซื้อหุ้นตัวใดแล้ว ต้องถือไปอย่างน้อย 5 ปี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหุ้นขาดทุนหนัก มีข่าวร้าย หรือพื้นฐานบริษัทเปลี่ยนแปลง คุณก็ไม่สามารถตัดขาดทุน (Cut Loss) หรือเปลี่ยนไปลงทุนในหุ้นที่ดีกว่าได้ โดยไม่สูญเสียสิทธิประโยชน์ทั้งหมด
นี่เป็นข้อจำกัดร้ายแรงสำหรับนักลงทุนมืออาชีพ เพราะหลักการบริหารความเสี่ยงพื้นฐานคือการต้องสามารถปรับสมดุลพอร์ตได้ตามสถานการณ์ เช่น เมื่อหุ้นตัวใดขึ้นมากจนสัดส่วนเกินไป ควรขายออกบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยง หรือเมื่อพื้นฐานบริษัทเปลี่ยนแปลง ควรสามารถเปลี่ยนไปยังบริษัทที่ดีกว่าได้ แต่ระบบ TISA ไม่อนุญาต
ในทางตรงกันข้าม New NISA 2024 ให้ความยืดหยุ่นมากกว่า ผู้ลงทุนสามารถขายหลักทรัพย์ได้ตลอดเวลา และวงเงินจะกลับมาใช้ได้ใหม่ในปีถัดไป ตัวอย่างเช่น ซื้อหุ้น Toyota 1 ล้านเยนในปี 2024 ขายในปี 2025 ได้ 1.5 ล้านเยน (กำไร 500,000 เยน) ไม่ต้องเสียภาษี และในปี 2026 สามารถใช้วงเงิน 1 ล้านเยนกลับมาซื้อหุ้น Honda ได้ใหม่ ความยืดหยุ่นนี้ทำให้ผู้ลงทุนอุ่นใจและกล้านำเงินจำนวนมากเข้ามาในระบบ
แม้ Old NISA ที่มีข้อจำกัดมากกว่า ก็ยังมีระบบ Rollover ที่อนุญาตให้โอนหลักทรัพย์จากบัญชี NISA เก่าไปใหม่ได้หลังครบกำหนด โดยไม่ต้องขายออกมา และยังคงได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีต่อไป
ข้อจำกัดนี้อาจทำให้นักลงทุนที่มีความรู้และประสบการณ์ลังเลเข้าร่วม TISA เพราะกลัวติดกับดักการลงทุนที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้ โดยเฉพาะในภาวะตลาดผันผวนสูงและเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงรวดเร็วอย่างปัจจุบัน การปรับพอร์ตไม่ได้อาจหมายถึงการต้องยอมรับความเสี่ยงสูงเกินไป หรือพลาดโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า
## 📋 ข้อกังวลที่สี่ ความซับซ้อนในการสื่อสาร
เมื่อเราอ่านเอกสารประกาศเกี่ยวกับ TISA จากกระทรวงการคลัง จะพบว่ามีความยาวมากกว่า 20 หน้า เต็มไปด้วยภาษากฎหมายและข้อกำหนดที่ซับซ้อน มีการแบ่งเป็นหลายมาตรการย่อย มีการอ้างอิงกฎหมายต่างๆ มากมาย และมีเงื่อนไขพิเศษที่แตกต่างกันไปตามประเภทของผลิตภัณฑ์การเงิน
สำหรับคนธรรมดาที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี การทำความเข้าใจเอกสารเหล่านี้เป็นเรื่องที่ยากมาก แม้แต่ผู้เขียนบทความนี้ซึ่งมีความรู้พื้นฐานด้านการเงิน ก็ยังต้องอ่านหลายรอบจึงจะเข้าใจรายละเอียดทั้งหมด
เปรียบเทียบกับ NISA ของญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดทำเว็บไซต์ที่อธิบายเรื่อง NISA อย่างชัดเจน มีคู่มือที่เข้าใจง่าย มีตัวอย่างการคำนวณที่ชัดเจน และทุกบริษัทหลักทรัพย์ในญี่ปุ่นก็มีเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดีในการอธิบายเรื่อง NISA ให้ลูกค้าเข้าใจ นอกจากนี้ยังมีโปรแกรม Financial Literacy ทั่วประเทศเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการออมและการลงทุน
ความซับซ้อนในการสื่อสารนี้จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำให้ TISA ประสบความสำเร็จ เพราะหากคนไม่เข้าใจว่าจะได้ประโยชน์อย่างไร หรือมีความกังวลว่าอาจจะทำผิดเงื่อนไขและต้องคืนภาษี ก็จะไม่กล้าเข้าร่วมโครงการ
🎲 ข้อกังวลที่ห้า ความไม่แน่นอนทางการเมือง
ประเทศไทยมีประวัติของความไม่ต่อเนื่องในนโยบายเศรษฐกิจมาอย่างยาวนาน เมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่ มักจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายหรือยกเลิกนโยบายของรัฐบาลเก่า แม้ว่านโยบายเหล่านั้นจะเป็นประโยชน์กับประชาชนก็ตาม
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือนโยบาย LTF หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว ซึ่งเคยเป็นนโยบายที่ได้รับความนิยมมาก แต่ในที่สุดก็ถูกยกเลิกและถูกแทนที่ด้วย SSF หรือกองทุนรวมเพื่อการออมพิเศษ การเปลี่ยนแปลงนโยบายแบบนี้ทำให้ผู้ลงทุนหลายคนเสียความเชื่อมั่น และระมัดระวังมากขึ้นในการเข้าร่วมนโยบายใหม่ๆ ของรัฐบาล
TISA ก็อยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายกัน เมื่อรัฐบาลประกาศให้สิทธิพิเศษเพียงแค่ 2 ปีครึ่ง มันส่งสัญญาณว่ารัฐบาลเองก็ยังไม่มั่นใจในความยั่งยืนของโครงการ หรืออาจจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ทำให้ไม่สามารถให้การันตีระยะยาวได้ สัญญาณเหล่านี้ทำให้ประชาชนไม่มั่นใจว่าควรจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่
🌟 สิ่งที่ไทยควรเรียนรู้จากญี่ปุ่น
หากเราดูเรื่องราวของ NISA ในญี่ปุ่น จะเห็นว่าความสำเร็จของโครงการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลมาจากความมุ่งมั่นและความต่อเนื่องของรัฐบาลญี่ปุ่นตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
ในปี 2014 เมื่อ NISA เริ่มต้น รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศชัดเจนว่านี่คือนโยบายระยะยาวที่จะดำเนินการอย่างน้อย 10 ปี การประกาศแบบนี้ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจว่าสามารถวางแผนการเงินระยะยาวได้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ค่อยๆ ปรับปรุงโครงการอย่างต่อเนื่อง รับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ใช้บริการ และทำการแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ
เมื่อเห็นว่า Old NISA ประสบความสำเร็จ รัฐบาลญี่ปุ่นก็ได้ประกาศปรับปรุงครั้งใหญ่ในปี 2024 โดยทำให้โครงการเป็นถาวร เพิ่มวงเงิน เพิ่มความยืดหยุ่น และยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ การปรับปรุงครั้งนี้ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงที่กะทันหัน แต่เป็นการพัฒนาที่เป็นขั้นเป็นตอน มีการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลมาเป็นอย่างดี
นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นยังได้ลงทุนอย่างมากในการสร้างความรู้ด้านการเงินให้กับประชาชน มีการจัดโปรแกรมฝึกอบรม มีการทำสื่อประชาสัมพันธ์ที่เข้าใจง่าย และมีการสนับสนุนให้สถาบันการเงินต่างๆ จัดทำคู่มือและให้คำแนะนำแก่ลูกค้า
สิ่งเหล่านี้คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ NISA ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เพียงแค่สิทธิประโยชน์ทางภาษีเท่านั้น แต่เป็นความเชื่อมั่น ความต่อเนื่อง และการสนับสนุนที่ครอบคลุมจากรัฐบาล
💭 ทำไมความเชื่อถือจึงสำคัญกว่าสิทธิประโยชน์
หลายคนอาจจะโต้แย้งว่า TISA ของไทยให้สิทธิประโยชน์ที่ดีกว่า NISA ของญี่ปุ่น เพราะวงเงินหักลดหย่อน 800,000 บาทต่อปีนั้นสูงกว่าวงเงิน 2.4 ล้านเยนหรือประมาณ 560,000 บาทของญี่ปุ่นอยู่มาก และยังมีตัวคูณ 1.3 เท่าสำหรับผู้มีรายได้น้อยอีกด้วย
แต่สิ่งที่ขาดหายไปคือความเชื่อมั่นว่าสิทธิประโยชน์เหล่านี้จะคงอยู่ในระยะยาว การออมเงินเพื่อการเกษียณไม่ใช่เรื่องของหนึ่งหรือสองปี แต่เป็นเรื่องของสิบหรือยี่สิบปี หากผู้คนไม่มั่นใจว่านโยบายจะดำเนินต่อไปในอนาคต พวกเขาก็จะไม่กล้านำเงินจำนวนมากเข้ามาในระบบ
ลองนึกภาพว่าคุณเป็นคนที่อายุ 35 ปี มีรายได้ดี และมีเงินเก็บ 1 ล้านบาท คุณกำลังพิจารณาว่าจะเอาเงินนี้ไปไว้ที่ไหน ตัวเลือกหนึ่งคือนำไปเปิดบัญชี TISA และล็อกไว้จนกระทั่งอายุ 60 ปี นั่นคืออีก 25 ปี แต่รัฐบาลรับประกันสิทธิพิเศษให้เพียงแค่ 2 ปีครึ่ง คุณจะตัดสินใจอย่างไร
คำตอบของคนส่วนใหญ่น่าจะเป็น "รอดูก่อน" พวกเขาจะรอดูว่าหลังจาก 2 ปีครึ่งจะเกิดอะไรขึ้น รัฐบาลจะต่ออายุโครงการหรือไม่ จะเปลี่ยนเงื่อนไขหรือไม่ และเมื่อทุกคนคิดแบบนี้ ผลลัพธ์ก็คือจำนวนคนที่เข้าร่วมโครงการจะน้อยกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก
📊 ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
หาก TISA ไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวัง ผลกระทบจะไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขที่น้อยกว่าเป้าหมายเท่านั้น แต่จะส่งผลกระทบในวงกว้างมากกว่านั้น
ประการแรก มันจะเป็นการพลาดโอกาสในการส่งเสริมให้คนไทยมีวินัยในการออมเงินมากขึ้น ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว และหลายคนยังไม่มีการเตรียมตัวที่เพียงพอสำหรับการเกษียณอายุ TISA เป็นโอกาสสำคัญในการแก้ปัญหานี้ แต่หากคนไม่เชื่อมั่นและไม่เข้าร่วม โอกาสนี้ก็จะสูญเปล่า
ประการที่สอง มันจะทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนต่อนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลในอนาคต เมื่อนโยบายหนึ่งล้มเหลว ประชาชนจะระมัดระวังมากขึ้นในการเข้าร่วมนโยบายถัดไป แม้ว่านโยบายนั้นจะดีกว่าก็ตาม
ประการที่สาม มันจะส่งผลกระทบต่อตลาดทุนไทย หนึ่งในวัตถุประสงค์ของ TISA คือการดึงเงินออมของคนไทยเข้าสู่ตลาดทุน เพื่อสร้างแหล่งเงินทุนสำหรับภาคธุรกิจและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ หาก TISA ไม่ประสบความสำเร็จ เงินของคนไทยก็จะยังคงอยู่ในเงินฝากที่ให้ผลตอบแทนต่ำ และตลาดทุนไทยก็จะยังคงขาดสภาพคล่องจากนักลงทุนรายย่อยในประเทศ
🔧 สิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำทันที
หากรัฐบาลไทยต้องการให้ TISA ประสบความสำเร็จจริงๆ มีหลายสิ่งที่ควรทำทันที
สิ่งแรกและสำคัญที่สุดคือการประกาศให้ชัดเจนว่าโครงการนี้จะดำเนินการต่อไปในระยะยาวอย่างน้อย 10 ปี หรือดีที่สุดคือทำให้เป็นโครงการถาวรเลย การประกาศแบบนี้จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนอย่างมาก
และที่สำคัญไม่แพ้กันคือ รัฐบาลควรยกระดับ TISA จากการเป็นเพียง "กฎกระทรวง" ให้กลายเป็น "พระราชบัญญัติ" (พ.ร.บ.) เต็มรูปแบบ เพราะกฎกระทรวงสามารถแก้ไข ยกเลิก หรือเปลี่ยนแปลงได้ง่ายโดยรัฐมนตรีคนใหม่ ในขณะที่ พ.ร.บ. ต้องผ่านการพิจารณาของรัฐสภาและมีขั้นตอนที่ซับซ้อนกว่ามาก ทำให้มีเสถียรภาพสูงกว่าและเปลี่ยนแปลงได้ยากกว่า
เราเคยเห็นตัวอย่างชัดเจนแล้วว่ากฎกระทรวงสามารถเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเพียงใด เมื่อรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาก็สามารถเปลี่ยนนโยบายภาษีได้ทันที โดยไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภา กรณีของ LTF ที่ถูกยกเลิกและเปลี่ยนมาเป็น SSF เป็นบทเรียนที่ดีว่าการที่นโยบายภาษีไม่มีรากฐานทางกฎหมายที่แข็งแรง ทำให้ผู้ลงทุนต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและอาจสูญเสียสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับ
สิ่งที่สองคือการเพิ่มความยืดหยุ่นในระบบ ควรอนุญาตให้ผู้ลงทุนสามารถถอนเงินได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องคืนภาษี เพียงแต่เสียสิทธิ์ยกเว้นภาษีสำหรับเงินที่ถอนออกมา และควรอนุญาตให้นำวงเงินกลับมาใช้ใหม่ได้เมื่อขายหลักทรัพย์ออกไป
สิ่งที่สามคือการลงทุนในการสื่อสารและการให้ความรู้แก่ประชาชน ควรจัดทำเว็บไซต์ที่อธิบายเรื่อง TISA อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย มีตัวอย่างการคำนวณที่ชัดเจน มีคำตอบสำหรับคำถามที่พบบ่อย และมีช่องทางสำหรับประชาชนในการสอบถามข้อสงสัย นอกจากนี้ควรมีโปรแกรมฝึกอบรมให้เจ้าหน้าที่ของสถาบันการเงินต่างๆ สามารถอธิบายเรื่อง TISA ให้ลูกค้าเข้าใจได้อย่างถูกต้อง
สิ่งที่สี่คือการมี Grandfathering Clause ที่ชัดเจน นั่นคือการรับประกันว่าผู้ที่เข้าร่วมโครงการในช่วง 2 ปีครึ่งแรกจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่อเนื่องตามเงื่อนไขเดิมจนครบ 5 ปีอย่างน้อย แม้ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกโครงการในอนาคตก็ตาม
🎯 บทสรุป โอกาสที่ยังไม่สายเกินไป
TISA เป็นนโยบายที่มีเจตนาดี มีวัตถุประสงค์ที่ถูกต้อง และมีสิทธิประโยชน์ที่น่าสนใจ แต่การออกแบบที่ขาดความมั่นใจและความต่อเนื่องอาจทำให้นโยบายดีๆ นี้ไม่ประสบความสำเร็จตามที่ควรจะเป็น
บทเรียนจาก NISA ของญี่ปุ่นบอกเราว่าความสำเร็จของนโยบายการออมระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของประชาชนว่านโยบายนั้นจะดำเนินต่อไปในระยะยาว มีความยืดหยุ่นเพียงพอ และได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาล
ญี่ปุ่นใช้เวลา 10 ปีในการสร้างความเชื่อมั่นและพัฒนาระบบจนกระทั่ง NISA กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ไทยไม่จำเป็นต้องใช้เวลานานเท่านั้น เพราะสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของญี่ปุ่นได้ แต่สิ่งที่ไทยต้องทำคือการแสดงความมุ่งมั่นและความจริงจังในการดำเนินนโยบายนี้ในระยะยาว
หากรัฐบาลไทยสามารถปรับปรุงจุดอ่อนเหล่านี้ได้ทันก่อนที่จะเปิดให้บริการจริงในเดือนกรกฎาคม 2569 TISA ก็ยังมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จและเป็นประโยชน์ต่อคนไทยหลายล้านคนในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเกษียณอายุ
แต่หากปล่อยให้ดำเนินไปตามแผนปัจจุบัน โดยมีเพียงการรับประกันระยะสั้น 2 ปีครึ่ง ขาดความยืดหยุ่น และมีการสื่อสารที่ซับซ้อน ก็มีโอกาสสูงที่ TISA จะกลายเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่มีแนวคิดดี แต่ล้มเหลวในทางปฏิบัติเพราะขาดความเชื่อถือที่สำคัญที่สุด
สำหรับประชาชนที่กำลังพิจารณาว่าจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่ คำแนะนำคือให้ศึกษารายละเอียดอย่างละเอียด ประเมินสถานการณ์การเงินของตนเองอย่างรอบคอบ และตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง อย่าเพิ่งรีบร้อนในการนำเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบจนกว่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับอนาคตของโครงการ
และที่สำคัญที่สุด เราทุกคนควรติดตามและกดดันให้รัฐบาลปรับปรุงโครงการนี้ให้ดีขึ้น เพราะท้ายที่สุดแล้ว TISA ที่ประสบความสำเร็จจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทั้งประชาชนที่จะมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น ธุรกิจที่จะมีแหล่งเงินทุนเพิ่มขึ้น และประเทศชาติที่จะมีเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งขึ้น
Boyles bigmove club
#TISA #NISA #ออมเงิน #ลดหย่อนภาษี #นโยบายเศรษฐกิจ #ตลาดทุน #การลงทุนระยะยาว #เกษียณอายุ #BigmoveClub
เศรษฐกิจ
การลงทุน
หุ้น
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย