11 ธ.ค. 2025 เวลา 18:02 • ประวัติศาสตร์

บนฟากฟ้าที่สูงเกินกว่าคนธรรมดาจะเอื้อมถึง

"ไม่ว่าจะสูง แค่ไหน
ก็ไปถึง ไม่มีคำว่าสูง
วัดได้ หากใจถึง
จะหนาวหนาวเหน็บหนาว
เพียงไหนจะฝ่าไป
ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟจะฝ่าไป
จะหนาวหนาวเหน็บหนาว
เพียงไหนจะฝ่าไป
ร้อนเป็นฟืนเป็นไฟจะฝ่าไป"
เนื้องเพลงวัดใจ วง Silly Fools
สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน ทำไมต้องเลือกเนื้อเพลงวัดใจมาใส่ตอนต้นบทความ เพราะเพลงนี้สื่อถึงนักบิน F-16 กองทัพอากาศไทยที่บินขึ้นฟ้าไปทิ้งระเบิดที่กัมพูชา โดยที่ไม่มีความหวั่นเกรงต่ออันตรายจากระบบป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายตรงข้าม
ช่วงนี้ผู้เขียนได้ยินชื่อ F-16 (เอฟสิบหก) ว่ามีบทบาทในสงครามไทย-กัมพูชาเป็นอย่างมาก จึงต้องขอนำเรื่องราวของเครื่องบินขับไล่แบบนี้มาให้ท่านผู้อ่านทุกท่านได้อ่านกัน หากข้อมูลใดผิดพลาดก็ต้องขออภัยมา ณ ที่นี่ เรื่องราวของเครื่องบินขับไล่ F-16 ในกองทัพอากาศไทยในตอนนี้จะน่าสนใจเพียงใดไปติดตามกันครับ
⏩กว่าจะมี F-16 ในวันนี้
เครื่องบินขับไล่ Lockheed Martin F-16 Fighting Falcon หรือที่กองทัพอากาศไทยเรียกว่า เครื่องบินขับไล่แบบที่ 19 เป็นหนึ่งในเครื่องบินขับไล่ที่มีศักยภาพสูงที่สุดของสหรัฐอเมริกา และเป็นสัญลักษณ์ของเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ (Multirole Fighter) ยุคที่ 4 ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในประวัติศาสตร์การบิน
F-16 เกิดจากวิสัยทัศน์ของพลอากาศเอกประพันธ์ ธูปะเตมีย์ ที่ต้องการจัดหาเครื่องบินรบรับมือ MIG-23 ในยุคสงครามเย็น
นับตั้งแต่การพัฒนาเริ่มต้นโดย General Dynamics ในยุคสงครามเย็น จนถึงปัจจุบันที่อยู่ภายใต้การผลิตของ Lockheed Martin เครื่องบิน F-16 ได้รับการยอมรับในด้านความเร็ว ความคล่องแคล่วในการตีลังกา และความสามารถในการบรรทุกอาวุธเต็มอัตรา
F-16 ถูกพัฒนาขึ้นตามทฤษฎีความคล่องแคล่วทางพลังงาน (Energy Maneuverability Theory) โดยมีเป้าหมายเป็นเครื่องบินขับไล่น้ำหนักเบาที่สามารถเร่งความเร็วและเลี้ยวได้อย่างรวดเร็ว เครื่องบินรบรุ่นนี้มีความเร็วสูงสุดถึง 2.05 มัค หรือ 1,353 ไมล์ต่อชั่วโมง ที่ระดับความสูง 40,000 ฟุต มีเพดานบินปฏิบัติการที่ 50,000 ฟุต
และที่สำคัญเครื่องบิน F-16 สามารถทำแรง 9G ได้อย่างสม่ำเสมอ F-16 มีน้ำหนักเปล่าไม่ถึง 20,000 ปอนด์ ด้วยเหตุจึงทำให้เป็นเครื่องบินขับไล่ที่มีขนาดเล็กกว่าเมื่อเทียบกับเครื่องบินที่ประจำการในปัจจุบัน
ในเรื่องการติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ F-16 ติดตั้งปืนกลแบบลำกล้องหมุน (Rotary Cannon) ภายในลำตัวฝั่งซ้าย มีจุดติดตั้งอาวุธที่ปลายปีก 2 จุด และใต้ปีกอีก 6 จุด สามารถบรรทุกขีปนาวุธจากอากาศสู่พื้นผิวหรืออากาศสู่อากาศได้
ควันดำจากการโจมตีของเครื่องบิน F-16 ที่ตราด
นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติที่สำคัญ เช่น หลังคานักบินแบบทรงหยดน้ำตาที่ใส่ราวกับฟองสบู่ และระบบควบคุมการบินด้วยไฟฟ้า (Fly-by-Wire) ซึ่งช่วยให้นักบินควบคุมเครื่องบินได้อย่างยอดเยี่ยมและตระหนักถึงสภาพแวดล้อมได้ดี
กองทัพอากาศไทย (ทอ.ไทย) ได้จัดหา F-16 เข้าประจำการในหลายโครงการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 และนำเข้าประจำการที่ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชในปีพ.ศ.2531 F-16 ที่ประจำการในทอ.ไทยส่วนใหญ่เป็นรุ่น F-16A/B Block 15 OCU
ต่อมาปีพ.ศ.2554 มีเครื่องบิน F-16 ฝูงบิน 403 กองบิน 4 ตาคลีทั้ง 18 เครื่องเข้ารับการปรับปรุงภายใต้โครงการ MLU (Mid-Life Upgrade) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้เทียบเท่า Block 40 หรือ Block 50/52+ โดยมีการเปลี่ยนเรดาร์เป็นแบบ APG-68(V)9 และติดตั้งระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย
การได้ขับ F-16 ถือเป็นเกียรติสูงสุดในชีวิตทหารอากาศเลยก็ว่าได้
นอกจากนี้ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราชยังมี F-16ADF รุ่นจัดหาเป็นมือสองซึ่งเป็นเครื่องบินแบบแรกของทอ.ที่มีความสามารถในการใช้อาวุธปล่อยอากาศสู่อากาศระยะกลาง AIM-120 AMRAAM เพื่อทำการรบแบบนอกระยะสายตา BVR เดิมที F-16ADF เคยประจำการอยู่ฝูงบิน 102 กองบิน 1 โคราชาระหว่างปีพ.ศ.2545-พ.ศ.2564 ก่อนจะย้ายมาฝูงบิน 103 เพื่อรักษาสภาพการรบไปสักระยะ ปัจจุบัน ทอ. มีแผนที่จะใช้งาน F-16 ไปจนถึงราวปี พ.ศ. 2580
⏩เส้นทางสู่นักบิน F-16
กว่าคนๆหนึ่งจะได้ขึ้นไปบิน F-16 เป็นอย่างไร พวกเขาต้องผ่านด่านอะไรบ้าง เริ่มจากต้องสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร 2 ปีใช้วุฒิม.4 สอบเข้า จากนั้นไปเรียนต่อที่โรงเรียนนายเรืออากาศ 5 ปี เมื่อเรียนจบก็ไปต่อที่โรงเรียนการบินกำแพงแสน 1 ปีเพื่อการบินกับเครื่องบินฝึก ตามมาด้วยการบินกับเครื่องบินฝึกขับไล่ T-50 ที่กองบิน 4 ตาคลี ก่อนจะย้ายไปบินกับ F-16 เป็นเวลา 1 ปีจนจบหลักสูตร เมื่อครบ 1 ปีแล้วพวกเขาก็ต้องบังคับ F-16 ขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อปราบปรปักษ์ที่เป็นภัยต่อดินแดนไทย
ชุดนักบิน F-16 มีอะไรบ้างที่ใช้ในการบิน ประกอบด้วย เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในการบินเครื่องบินความเร็วสูง เพราะช่วยป้องกันไม่ให้เลือดไหลลงสู่ส่วนล่างของร่างกายอันเนื่องมาจากแรง G G-Suit จะช่วยเพิ่มความทนทานต่อแรง G ได้ประมาณ 2G
หมวกกันน็อกต้องหล่อให้พอดีกับรูปศีรษะของนักบินแต่ละนายโดยเฉพาะหากหมวกหลวม จะสร้างความไม่สะดวกสบายและเป็นอันตรายเมื่อต้องดึงแรง G เพราะหมวกอาจกดลงมา ภายในหมวกมีระบบวิทยุ หูฟัง และไมโครโฟนสำหรับสื่อสาร
F-16ADF ขณะจอดที่กองบิน 1 โคราช
นักบิน F-16 ยังต้องมีชุด Survival Vest เป็นเสื้อกั๊กที่ใส่ทับ G-Suit ภายในบรรจุอุปกรณ์ยังชีพสำหรับกรณีที่นักบินดีดตัวลงในพื้นที่ข้าศึกหรือพื้นที่ห่างไกล โดยไม่ได้ช่วยเรื่องการบินเลย แต่มันจะช่วยเมื่อไม่ได้อยู่บนเครื่องบิน อุปกรณ์ในชุดประกอบด้วยปืนพกสำหรับยิงตัวตายในกรณีที่ถูกจับเป็นเชลย เข็มทิศ วิทยุ ชุดให้สัญญาณควัน (Signal Smoke), นกหวีด กระจกส่งสัญญาณ และคู่มือเอาชีวิตรอดในป่า
ชุดลอยน้ำจะมีไว้สำหรับภารกิจที่ต้องบินเหนือน้ำหรือทะเล อุปกรณ์นี้จะรัดกับชุดนักบินและจะพองตัวอัตโนมัติเมื่อสัมผัสกับน้ำคล้ายเสื้อชูชีพ เพื่อช่วยให้นักบินลอยตัวและหงายหน้าขึ้น
ความพร้อมของนักบิน F-16 จะต้องมี 100% ด้วยอุปกรณ์เสริมเหล่านี้ ถุงมือบินสวมไว้ขณะบินเพื่อป้องกันไฟฟ้าสถิตย์และกระแสไฟฟ้าภายในเครื่อง
ถัดมาคือ Mission Card เป็นบัตรที่บรรจุรายละเอียดภารกิจทั้งหมด เช่น ความถี่วิทยุ, เวลาขึ้นบิน, น้ำหนักรวมของเครื่อง ความเร็วในการเร่งเครื่อง และระดับน้ำมันเชื้อเพลิงฉุกเฉิน
ต่อมาสิ่งที่สำคัญที่สุดที่นักบิน F-16 จะขาดไม่ได้คือคู่มือฉุกเฉิน (Emergency Checklist) เป็นสมุดคู่มือที่ต้องพกติดตัวสำหรับแก้ไขข้อขัดข้องที่เกิดขึ้นอย่างฉุกเฉิน
ปีพ.ศ.2568 ถือเป็นปีแรกที่ F-16 บุกทะลวงน่านฟ้ากัมพูชาได้
คู่มือนี้จะบอกว่าหากเกิดสัญญาณเตือนใดๆขึ้น นักบินต้องระบุ และแก้ไขตามขั้นตอนเพื่อนำเครื่องลงอย่างปลอดภัยสำหรับเหตุการณ์วิกฤต เช่น เครื่องยนต์ขัดข้องขณะวิ่งขึ้น แต่ก็จะมีบางกรณีที่นักบินต้องตัดสินใจดีดตัวทันทีโดยไม่ต้องทำตามขั้นตอนอื่น ๆ
⏩F-16 ฮีโร่สงครามไทย-กัมพูชา
ในช่วงสงครามตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นล่าสุด บทบาทของ F-16 ได้ถูกเน้นย้ำในฐานะเครื่องบินขับไล่ที่มีบทเด่นในการโจมตีทางอากาศเพื่อกำจัดภัยคุกคามความมั่นคง แต่ผู้เขียนขออนุญาตไม่เปิดเผยวันที่เนื่องด้วยเหตุผลทางด้านความมั่นคง สำหรับการปฏิบัติการสำคัญของ F-16 ที่รายงานให้เห็นมีดังนี้
การโจมตีคลังแสง BM-21 โดยใช้ F-16 บินโจมตีทางอากาศ (Air Strike) ต่อเป้าหมาย โดยทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์แบบ GBU-12 Paveway II เป้าหมายคือ อาคารในเมืองสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปในกัมพูชาถึง 40 กิโลเมตรจากชายแดนกล่าวคือห่างจากช่องจอม จ.สุรินทร์ ซึ่งอาคารดังกล่าวถูกใช้เป็นคลังแสงเก็บอาวุธหนักสำคัญ โดยเฉพาะจรวด BM-21 ปฏิบัติการนี้เป็นการบินเข้าปฏิบัติการในกัมพูชาชั้นในครั้งแรกของไทยในรอบนี้ และส่งผลให้เกิดควันสีดำหนาทึบ ซึ่งเป็นผลจากการระเบิดของจรวด BM-21 ที่ถูกเก็บไว้ภายใน
ในขณะเดียวกัน F-16 ถูกใช้โจมตีกาสิโนหลายแห่งในฝั่งกัมพูชาที่ถูกดัดแปลงเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร ที่ตั้งศูนย์บัญชาการโดรน และซ่องสุมอาวุธหนัก เป้าหมายรวมถึงกาสิโนที่ช่องอานม้า อุบลราชธานี กาสิโนร้างในพื้นที่โอร์เสม็ด จังหวัดอุดรมีชัย และพื้นที่ใกล้ปราสาทคนา
F-16 ไทยโจมตีแม่นยำไม่มีพลาดเป้าเหมือน BM-21 ที่กัมพูชาใช้
นี่แสดงให้เห็นถึงความแม่นยำทางยุทธวิธีของกองทัพอากาศไทยการใช้ระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ GBU-12 Paveway II ซึ่งมีพื้นฐานจากระเบิด MK-82 ขนาด 500 ปอนด์ เน้นย้ำถึงความแม่นยำสูงของ F-16 ในการโจมตีเป้าหมาย
แม้เป้าหมายจะอยู่ในเขตเมือง ลูกระเบิดก็สามารถทิ้งลงเป้าหมายได้อย่างแม่นยำโดยมีค่าความคลาดเคลื่อนเพียง 1.1 เมตร ความแม่นยำนี้ช่วยให้ไทยสามารถทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร คลังอาวุธ และศูนย์บัญชาการของฝ่ายตรงข้ามได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อชีวิตของพลเรือนที่อยู่รอบข้าง
ซึ่งเป็นการแก้เกมทางยุทธวิธีเพื่อตอบโต้ข้อกล่าวหาของกัมพูชาที่มักจะกล่าวหาว่าไทยโจมตีพลเรือน ระเบิดนำวิถี GBU-12 ต้องใช้กระเปาะนำวิถีด้วยเลเซอร์ยิงเลเซอร์ไปยังเป้าหมาย ก่อนที่นักบิน F-16 จะปล่อยระเบิดตามพิกัดเพื่อให้เกิดความแม่นยำสูงสุด
ภารกิจของ F-16 มีให้เห็นต่อเนื่องนั่นคือการตัดทอนขีดความสามารถของกองทัพกัมพูชา โดยเครื่องบิน F-16 ของกองทัพอากาศไทยได้บินปฏิบัติการโจมตีทางอากาศและทิ้งระเบิดจำนวน 6 ลูก เข้าใส่เป้าหมายหลัก 2 จุด ในพื้นที่จังหวัดอุดรมีชัยของกัมพูชา
F-16 ฝูงบิน 103 กองบิน 1 โคราช ใช้สัญลักษณ์สายฟ้าสีแดงนามเรียกขาน LIGHTING
จุดดังกล่าวคือบริเวณตึกคาสิโนและคลังน้ำมันใกล้เคียงย่านจุ๊บโกกี จังหวัดบันเตียเมียนเจย ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับจุดผ่อนปรนช่องสายตะกู อำเภอบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ การโจมตีนี้เกิดขึ้นเนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้เปลี่ยนสภาพตึกคาสิโนให้กลายเป็นแหล่งซ่องสุมกำลังพลและซุกซ่อนอาวุธ หรือเป็น "ฐานทหารเขมรแบบย่อม ๆ"
นอกจากนี้ ยังมีการใช้กาสิโนแห่งนี้เป็นสถานที่ในการปล่อยโดรนพลีชีพซึ่งเป็นอาวุธใหม่ที่กัมพูชานำมาใช้
เป้าหมายสำคัญอีกจุดที่ F-16 เข้าถล่มคือ คลังน้ำมัน ที่ตั้งอยู่ใกล้กับกาสิโน คลังน้ำมันแห่งนี้มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะถูกใช้เป็นสถานที่จัดเก็บเชื้อเพลิงเพื่อเติมให้กับรถยิงจรวด BM21 ซึ่งเป็นอาวุธหนักที่กัมพูชาใช้ยิงถล่มใส่ฝั่งไทยอย่างต่อเนื่อง
ปฏิบัติการของ F-16 จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ "ตัดตอน" ท่อลำเลียงและคลังแสงต่าง ๆ ของทัพกัมพูชา และทำลายขีดความสามารถทางทหารของฝ่ายกัมพูชาให้สิ้นสภาพ
ทำให้ตึกกาสิโนและคลังน้ำมันเกิดความเสียหายอย่างหนัก เปลวเพลิงได้ลุกท่วมพื้นที่จนเกิดภาพที่เรียกว่า "ทะเลเพลิง" และ "โพยพุ่งขึ้นท้องฟ้าที่มืด" จนท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน
ภารกิจต่อมาที่ F-16 ตีบทแตกราวกับนักแสดงที่เล่นภาพยนตร์ได้ดีจนได้รับรางวัลนักแสดงดีเด่นไปครองนั่นคือการไปทิ้งระเบิดใส่ทหารกัมพูชาบริเวณพื้นที่ "บ้าน 3 หลัง ที่ตราด" การโจมตีดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อกรุยทางและสนับสนุนให้ทหารนาวิกโยธินสังกัดกองกำลังเฉพาะกิจนาวิกโยธินจังหวัดตราด (ฉก.นย.ตราด) ที่อยู่แนวหน้าสามารถเข้ายึดพื้นที่ได้
หากต้องเดินทางไกล F-16 ต้องแบกถังเชื้อเพลิงใต้ปีก 2 ถังขนาด 370 GAL. เพื่อเพิ่มรัศมีในการบิน
ผลการปฏิบัติการปรากฏว่า หลังจากการทิ้งระเบิดของเครื่องบิน F-16 ฝ่ายเขมรก็หายจ้อย ซึ่งโดยปกติแล้ว ฝ่ายตรงข้ามอาจจะมีการยิงอาวุธหนัก เช่น กระสุนปืนค.หรือยิงปืนใหญ่มายังฝั่งไทย แต่เมื่อ F-16 เข้าไปบอมบ์เพียง 1 รอบ ก็เกิดความเงียบ หลังจากนั้น นาวิกโยธินได้ยิงปืนเข้าไปในบริเวณบ้าน 3 หลังนั้น และพบว่าพื้นที่บริเวณนั้นก็เงียบเช่นกัน โดยไม่มีการตอบโต้ใด ๆ กลับมา
ปฏิบัติการของ F-16 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนคือ การลดทอนศักยภาพและขีดความสามารถทางทหารของฝ่ายกัมพูชาให้สิ้นซาก ตรงกับสำนวนไทยตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เพื่อกำจัดภัยคุกคามที่ใช้โจมตีพลเรือนของไทยอย่างต่อเนื่อง
⏩ข้อมูลจำเพาะ F-16 กองทัพอากาศไทย
นักบิน : 1-2 นาย
ความยาว : 15 เมตร
ความสูง : 4.8 เมตร
ระยะระหว่างปลายปีก : 9.45 เมตร
พื้นที่ปีก : 27.87 ตารางเมตร
น้ำหนักเปล่า : 8,670 กิโลกรัม
น้ำหนักพร้อมอาวุธ : 12,000 กิโลกรัม
น้ำหนักวิ่งขึ้นสูงสุด : 14,968 กิโลกรัม
ขุมกำลัง : เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนพร้อมสันดาปท้ายแบบเอฟ100พีดับเบิลยู220 ให้แรงขับ 24,000 ปอนด์และ 29,000 ปอนด์เมื่อใช้สันดาปท้าย
ความเร็ว :
1.2 มัค (1,470 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในระดับน้ำทะเล
2 มัค (2,124 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในระดับที่สูงมาก
รัศมีทำการรบ : 550 กิโลเมตรพร้อมระเบิด 450 กิโลกรัม
พิสัยการบิน : 4,220 กิโลมตรพร้อมถังที่สลัดทิ้งได้
เพดานบินทำการ : 60,000 ฟุต
อัตราการไต่ระดับ : 50,000 ฟุตต่อนาที
น้ำหนักบรรทุกที่ปีก : 194 กิโลกรัมต่อตารางเมตร
อัตราแรงขับต่อน้ำหนัก 1.1
อาวุธ :
ปืนแกทลิ่งเอ็ม61 วัลแคนขนาด 20 ม.ม.หนึ่งกระบอก พร้อมกระสุน 515 นัด
กระเปาะจรวดแบบแอลเอยู-61/แอลเอยู/68 4 อัน (แต่ละอันมีจรวดไฮดรา 70 19 และ 7 ลูกตามลำดับ) หรือ
กระเปาะจรวดแบบแอลเอยู-5003 4 อัน (แต่ละอันมีจรวดซีอาร์วี7 19 ลูก) หรือ
กระเปาะจรวดแบบแอลเอยู-10 4 อัน (แต่ละอันมีจรวดซูนิ 4 ลูก)
ขีปนาวุธอากาศสู่อากาศ
AIM-7 สแปร์โรว์ 2 ลูก หรือ
AIM-9 ไซด์ไวน์เดอร์ 6 ลูก หรือ
ไอริส-ที 6 ลูก หรือ
AIM-120 แอมแรม 6 ลูก หรือ
ไพธอน-4 6 ลูก
ขีปนาวุธอากาศสู่พื้น
AGM-65 มาเวอร์ริก 6 ลูก
ระเบิด
ซีบียู-87 2 ลูก
ซีบียู-89 2 ลูก
ซีบียู-97 2 ลูก
จีบียู-10 เพฟเวย์ 2 4 ลูก
จีบียู-12 เพฟเวย์ 2 6 ลูก
ระเบิดวิถีด้วยเลเซอร์ตระกูลเพฟเวย์ 6 ลูก
เจแดม 4 ลูก
ระเบิดวิถีด้วยเลเซอร์ลิซาร์ด III 4 ลูก
ระเบิดวิถีด้วยเลเซอร์ KGGB 4 ลูก
ระเบิดมาร์ค 84 4 ลูก
ระเบิดมาร์ค 83 8 ลูก
ระเบิดมาร์ค 82 12 ลูก
ระเบิดนิวเคลียร์ บี61
อื่นๆ :
เครื่องปล่อยพลุล่อเป้าแบบเอสยูยู-42เอ/เอ หรือ
อีเอ็มซีแบบเอเอ็น/เอแอลคิว-131 และเอเอ็น/เอแอลคิว-184 หรือ
กระเปาะหาเป้าแบบแลนเทิร์น ล็อกฮีด มาร์ติน สไนเปอร์ เอ็กซ์อาร์ และไลท์นิ่ง หรือ
ถังเชื้อเพลิงทิ้งได้ขนาด 300/370 แกลลอนสหรัฐฯ ได้มากถึง 3 ถังเพื่อทำการขนส่งหรือเพิ่มระยะ
อิเลคทรอนิกอากาศ :
เรดาร์แบบเอเอ็น/เอพีจี-68
เข้าประจำการในกองทัพอากาศไทย : พ.ศ.2531
คลังน้ำมันที่ถูกโจมตีโดย F-16 และปืนใหญ่ฝ่ายไทยในสงครามครั้งนี้
บนฟากฟ้าที่สูงเกินกว่าคนธรรมดาจะเอื้อมถึง บนท้องฟ้ายังมีผู้ปกป้องที่คล่องแคล่วและว่องไว เครื่องบินขับไล่แบบนี้คือพลังอันแข็งแกร่งที่ฝ่ายข้าศึกต้องหวั่นกลัว มันเปรียบได้กับสายฟ้าที่พุ่งลงสู่พื้นหักต้นไม้ให้ล้มลงในพริบตา บัดนี้สายฟ้าได้ผ่าลงสู่แผ่นดินกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยโดยไม่โดนพลเรือนแม้แต่คนเดียว นี่คือเรื่องราวของ F-16 กองทัพอากาศไทย สำหรับวันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
Natee Sukcharoen
WHUTCHANUNT PUTCHARINYA
Pacharat Pek
Hobby Master
Army Military Force
Thairath TV
Top News
Sniper News
PAEiHERB
เรียบเรียงโดย : THUNDERBIRD
โฆษณา