Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
aomMONEY
ยืนยันแล้ว
•
ติดตาม
13 ธ.ค. 2025 เวลา 05:20 • ไลฟ์สไตล์
ยุคที่คนไทยหยุดซื้อ แต่ไม่หยุดใช้
โอกาสลงทุนในโลก ‘Asset-Light Economy’ เมื่อคนไทยที่กำลังย้ายจากการ “ซื้อ” ไปสู่การ “เช่า”
หากย้อนกลับไปเมื่อ 10-20 ปีก่อน “สมการความสำเร็จ” ของคนไทยนั้นเรียบง่ายและตายตัว นั่นคือ เรียนจบ > ทำงาน > ซื้อรถ > ซื้อบ้าน การมีชื่ออยู่หลังโฉนดและเล่มทะเบียนรถคือเส้นชัยที่ทุกคนต้องวิ่งไปให้ถึง
แต่ในวันนี้ สมการนั้นกำลังเปลี่ยนไป
รายงานล่าสุดจาก SCB EIC เรื่อง “คนไทยยุคใหม่ เลือกเช่า หรือ เลือกซื้อ” ที่ทำสำรวจคนไทยกว่า 2,300 คน ได้เปิดเผยข้อมูลที่เปรียบเสมือนสัญญาณเตือน (Wake-up Call) ของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างครั้งใหญ่ในพฤติกรรมผู้บริโภคไทยว่า เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Asset-Light Lifestyle” หรือการใช้ชีวิตที่เน้นความคล่องตัว ลดภาระการถือครองสินทรัพย์ และมองหาความยืดหยุ่นมากขึ้น
โมเดลเช่าใช้ (sharing / subscription) กำลังไหลเข้าแทบทุกมุมชีวิต ทั้งที่อยู่อาศัย พาหนะส่วนตัว เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ และบริการ on-demand ต่าง ๆ
สำหรับนักลงทุนและภาคธุรกิจ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของ “รสนิยม” ที่เปลี่ยนไป แต่มันคือการเคลื่อนย้ายของเม็ดเงินมหาศาล (Capital Flow) ที่กำลังเปลี่ยนทิศทาง
คำถามสำคัญคือแล้วโอกาสในการลงทุนของอยู่ตรงไหนในเทรนด์นี้?
🏡 [ จากบ้านในฝัน สู่โลกที่ “อยู่ที่ไหนก็ได้ แค่ไม่อยากผูกติด” ]
จุดตั้งต้นสำคัญคือ คนไทยยัง “อินกับการมีบ้านเป็นของตัวเอง” สูงมาก กว่า 80% ของครัวเรือนไทยเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัย แม้ราคาบ้านจะสูงกว่ารายได้ครัวเรือนหลายสิบเท่าตัว และต้องผ่อนกันยาวเป็นสิบ ๆ ปี
บ้านยังถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคง ฐานะ และความภาคภูมิใจในชีวิต
แต่ภายใต้ข้อมูลตรงนี้กลับพบสิ่งที่น่าสนใจคือ
* คนอายุต่ำกว่า 45 ปีจำนวนมาก เริ่ม “มองโลกผ่านความยืดหยุ่น” มากกว่าความเป็นเจ้าของ
* เกือบ 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามบอกว่าให้ความสำคัญกับการใช้ชีวิตที่ย้ายเมือง ย้ายงาน เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ได้ง่าย การเช่าระยะยาวจึงเริ่มกลายเป็นทางเลือกหลัก
* กว่าครึ่งหนึ่งของกลุ่มที่เช่าบ้าน เลี่ยงการเป็นหนี้ผ่อนบ้านยาว ๆ และชอบที่ค่าใช้จ่าย predictable จ่ายตามสัญญา ไม่ต้องแบกค่าซ่อม ค่าดูแลเพิ่มขึ้นทุกปี
ที่น่าสนใจคือ แม้จะเช่าอยู่ตอนนี้ กว่า 60% ยังอยากซื้อบ้านของตัวเองในอนาคต ถ้า 3 เงื่อนไขเปลี่ยนไป: รายได้มั่นคงขึ้น ดอกเบี้ย/ราคาอสังหาฯ ลงมา “เอื้อมถึง” และรัฐ/แบงก์มีมาตรการหนุนที่จับต้องได้
สำหรับนักลงทุนมันหมายถึงอะไร?
1
* โมเดล “ขายทีเดียวจบ” ของบริษัทพัฒนาอสังหาฯ จะเริ่มอยู่ยากขึ้นเรื่อย ๆ ในเมืองใหญ่
* ตลาดจะค่อย ๆ ขยับไปสู่ Hybrid Housing หรือโครงการที่ผสมระหว่างยูนิตขายกับยูนิตปล่อยเช่า, co-living, serviced apartment, senior living, life-lease ฯลฯ
* รายได้จาก “ค่าเช่า” จะกลายเป็นเสาหลักที่สองของผู้ประกอบการอสังหาฯ และเป็นฐานให้ REITs / กองทุนโครงสร้างใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้อีกชุดหนึ่ง
ต่อไปหากจะมองแค่ยอดโอนกรรมสิทธิ์ปีต่อปีอาจไม่พอแล้ว ต้องดูด้วยว่า บริษัทไหนกำลังสร้างพอร์ตสินทรัพย์ปล่อยเช่า และสร้างรายได้ประจำแบบสม่ำเสมอ (recurring income) ได้จริง
🚗 [ รถยนต์: จากสัญลักษณ์ความสำเร็จ สู่ “ของที่ใช้เท่าที่จำเป็น” ]
ประเทศไทยมีรถยนต์+มอเตอร์ไซค์รวมกันประมาณ 680 คัน ต่อประชากรวัยผู้ใหญ่ 1,000 คน สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของอาเซียน แต่โครงสร้างการใช้รถกำลังเปลี่ยนไป
1. รถถูกใช้ “นานขึ้น”
อายุเฉลี่ยของรถในไทยจากประมาณ 8 ปี ขยับขึ้นมาแถว ๆ 11 ปี เจ้าของรถส่วนใหญ่เริ่มคิดเปลี่ยนคันใหม่ก็ต่อเมื่อใช้เกิน 10 ปีไปแล้ว นี่คือข่าวดีของธุรกิจศูนย์บริการ อู่ซ่อม และผู้ผลิตอะไหล่ เพราะ “รถแก่ลง แต่ยังวิ่งต่อ” หมายถึงดีมานด์งานซ่อมและอะไหล่ที่จะโตตามไปอีกหลายปี
2. บริการ Ride-sharing เริ่มกัดกินความจำเป็นของการมีรถส่วนตัว
เจ้าของรถจำนวนไม่น้อยใช้บริการเรียกรถบ่อยขึ้น โดยเฉพาะเวลาต้องเข้าเมือง ที่รถติดหนักและหาที่จอดลำบาก หลายคนยอมเรียกรถแล้วนั่งเล่นมือถือแทนขับเอง เครียดน้อยลง และในบางเส้นทางค่าใช้จ่ายยังถูกกว่าขับเองด้วยซ้ำ
3. “รถคันแรก” ของคนรุ่นใหม่ กำลังกลายเป็น xEV เป็นพื้นฐาน
มากกว่า 60% ของคนที่ยังไม่เคยมีรถวางแผนว่า รถคันแรกของตัวเองจะเป็นไฮบริด (HEV / PHEV) ขณะที่รถไฟฟ้าล้วน (BEV) เริ่มถูกเลือกมากขึ้นในกลุ่มรายได้กลาง–สูง จุดตัดสำคัญคือ “ความพร้อมของระบบนิเวศ” อย่างสถานีชาร์จ อะไหล่ ประกัน บริการหลังการขาย ฯลฯ
ส่วนโมเดลเช่ารถระยะยาว / car subscription ยังถือว่าเริ่มต้นมาก มีเพียงราว 9% ของคนที่ไม่มีรถกำลังสนใจ เพราะยังไม่มั่นใจเรื่องต้นทุนแฝง และข้อมูลเทียบกับการซื้อยังน้อยอยู่
นักลงทุนควรมองเรื่องของ
* ห่วงโซ่คุณค่า (value chain) รถยนต์จะค่อย ๆ ขยับจาก “กำไรจากการขายคันใหม่” ไปสู่ “กำไรจากบริการหลังการขาย และระบบนิเวศ xEV”
* ผู้เล่นที่น่าจับตา จึงไม่ใช่แค่ค่ายรถ แต่รวมถึง
* ผู้ผลิตชิ้นส่วนและอะไหล่ที่รองรับรถอายุใช้งานยาว
* ธุรกิจซ่อมบำรุง รถเก่า–รถไฟฟ้า ศูนย์บริการอิสระที่มีมาตรฐาน
* บริษัทที่ได้ประโยชน์จากการเติบโตของ xEV: แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ระบบชาร์จ
* แพลตฟอร์ม Ride-sharing และบริการเสริมรอบ ๆ เช่น ประกันภัยสำหรับคนขับ, สินเชื่อรถเพื่อหารายได้, ฟินเทคที่ปล่อยกู้คนทำงานแพลตฟอร์ม
ยิ่งคนเมืองหันมาอยู่ใกล้รถไฟฟ้า + ใช้ Ride-sharing มากขึ้น ความจำเป็นในการเป็นเจ้าของรถจะค่อย ๆ ลดลง แต่ดีมานด์ “การเดินทาง” ไม่ได้ลดลงตาม
มันเพียงย้ายจาก “การเป็นเจ้าของ” ไปสู่ “บริการ” เท่านั้น
🎯 [ จากซื้อขาดสู่สังคมเช่าใช้: เงินกำลังไหลไปที่ไหน? ]
ในภาพใหญ่ รายงานชี้ว่าเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (sharing economy) ทั่วโลกมีแนวโน้มโตเฉลี่ยราว 25% ต่อปี และอาจมีมูลค่าทะลุ 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2030
ขณะที่ในไทย จำนวนธุรกิจให้เช่าจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ รายได้ผู้เล่นอย่าง Coway หรือ Grab Thailand โตเฉลี่ยราว 30–40% ต่อปีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยน “รูปแบบการจ่ายเงินของผู้บริโภค” แต่เป็นการเปลี่ยน โมเดลรายได้ทั้งอุตสาหกรรม จากเดิมผู้ประกอบการอสังหาฯ สร้างโครงการ ขายหมด ไปเริ่มโครงการใหม่ ค่ายรถผลิตรถ ส่งให้ดีลเลอร์ ปิดดีลได้ก็จบหนึ่งคัน
แต่ในโลกใหม่ รายได้จะถูก “หั่นเป็นรายเดือน” มากขึ้น ทั้งค่าเช่าบ้าน ค่าสมาชิกรถ ค่า subscription เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ
สำหรับนักลงทุน นี่คือสัญญาณให้ถามคำถามใหม่กับทุกธุรกิจที่เรามองว่า
1. บริษัทนี้มีรายได้แบบสม่ำเสมอ (recurring) แค่ไหน?
รายได้ค่าเช่า ค่าบริการหลังการขาย ค่าสมาชิก มักให้คุณภาพกำไรและความเสถียรที่ตลาดยอมจ่าย P/E สูงกว่า “รายได้ขายครั้งเดียว”
2. ใครคือคนที่ถือสินทรัพย์บนงบดุล?
ในโลก sharing economy สินทรัพย์ชิ้นเดียวกันสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนได้จากหลายคน แต่ก็หมายความว่า “ความเสี่ยงด้านหนี้และการบริหารสินทรัพย์” จะไปกองอยู่กับบางบริษัทอย่างเข้มข้นเช่นกัน ถ้าบริหารไม่ดี หรือหาลูกค้ามาใช้ไม่พอ รายได้หมุนเวียนจะไม่พอชดเชยหนี้
3. กฎระเบียบและนโยบายรัฐอยู่ฝั่งไหนของสมการ?
ตลาดเช่าที่อยู่อาศัย และ Ride-sharing โตได้ต่อหรือไม่ ขึ้นอยู่กับกฎหมายคุ้มครองผู้เช่า–ผู้ให้เช่า มาตรฐานความปลอดภัยของ Mobility-as-a-Service รวมถึงการลงทุนระบบขนส่งมวลชนและโครงสร้างพื้นฐาน EV ของภาครัฐโดยตรง
เทรนด์นี้ไม่ได้ถามแค่ว่า “คนไทยจะซื้อหรือเช่า” แต่มันกำลังถามว่า “กระแสเงินสดของอนาคตจะไปอยู่ตรงไหน?”
คนรุ่นใหม่อาจยังอยากมีบ้านและรถของตัวเองอยู่ แต่ระหว่างทางไปจุดนั้น เขาจะใช้ชีวิตอยู่บนแพลตฟอร์มเช่าใช้ บริการเรียกรถ ระบบ subscription และสินเชื่อรูปแบบใหม่ ๆ อีกจำนวนมาก
ถ้าเราเป็นนักลงทุนที่มองออกว่าเงินจะไหลผ่านใครบ้างในเส้นทางนี้
เราก็ไม่จำเป็นต้องตอบตัวเองให้ได้วันนี้ว่า “บ้านเช่าหรือบ้านซื้อดีกว่า?”
แต่ต้องดูให้ออกว่าต่อไปผู้ชนะในอุตสาหกรรมไทยเวลานี้ไม่ใช่คนที่ผลิตสินค้าออกมาขายให้ได้มากที่สุด แต่คือ "ผู้ที่เปลี่ยนสินค้าให้เป็นบริการ" (Product-as-a-Service) และ "ผู้ที่ดูแลสินทรัพย์เดิมให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น" มากกว่า
#aomMONEY #MakeRichGeneration #การลงทุน #REIT #AssetLightEconomy
6 บันทึก
11
8
6
11
8
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย