13 ธ.ค. 2025 เวลา 13:17 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] DeBÍ TiRAR MáS FOToS - Bad Bunny >>> รูปถ่ายที่หายไป

“รูปถ่ายคือช่วงเวลาแห่งชีวิต คือความทรงจำของสิ่งที่ได้เกิดขึ้น ผมไม่ใช่คนจำพวกถ่ายรูปหรืออัพโหลดสตอรี่อะไรมากมายนัก ผมเคยบอกว่า มันคงจะดีกว่านี้ที่ได้อยู่กับปัจจุบัน แต่เมื่อผมแก่ขึ้นแล้ว การจดจำเรื่องที่ผ่านมาได้ มันไม่ง่ายเลย ผมควรจะถ่ายรูปให้มากกว่านี้ ใช้ชีวิตมากกว่านี้ รักให้มากกว่านี้เมื่อผมทำได้ ในขณะที่คุณยังมีชีวิตอยู่ คุณควรจะรักให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
-DeBÍ TiRAR MáS FOToS (I should have taken more photos) แปลว่า ผมควรจะถ่ายรูปให้มากกว่านี้ ถึงจะเป็นประโยคง่ายๆจากนาย Benito แต่เต็มไปด้วยความเสียดายในเชิง “รู้งี้…ทำไปนานแล้ว” มันไม่ใช่แค่เรื่องความรักหนุ่มสาว แต่เป็นเรื่องของการสร้าง awareness เพื่อจดจำถึงการมีอยู่ของคนที่เราคุ้นเคยในเกาะ Puerto Rico ที่กำลังทยอยหายไปจากการถูกรุกรานโดยทุนอเมริกัน พวกเขาเกิดที่นี่ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่ตามสิทธิถิ่นกำเนิดพึงมีเสียแล้ว
-การกลับมาของนาย Benito ในรอบนี้ไม่ได้มาแค่รักษาสถานะ commercial success แต่เป็นการสร้างภาพ “ทรงจำ” ด้วยรูปแบบ audio และ visual มากที่สุดเท่าที่มากได้ เพื่อคารวะวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่กำลังจะหายไปจากการถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมระดับมหภาคของอเมริกัน
-ในเรื่องของการวิพากย์ปัญหาเชิงโครงสร้างเป็นสิ่งที่ผมไม่อยากลงลึกอะไรมาก เดี๋ยวจะ misinformation เสียเปล่า รีวิวนี้เราจึงว่าด้วยอัลบั้ม DTMF มีความพิเศษอย่างไร ? ทำไมหลายสื่อถึงยกให้เป็นอัลบั้มที่ดีที่สุดของนาย Benito ? คำถามนี้ไม่เกินความสามารถนักรีวิวเพลงอยู่แล้ว
-คำตอบที่ได้จากคำถามข้างต้น มันก็ไม่ overrated เกินจริงตามที่หลายสื่อเพลงได้อวยไว้ ผมสัมผัสได้ถึงความจริงจังในเป้าประสงค์กว่าครั้งไหนๆ ในขณะเดียวกัน นาย Benito ก็พยายามบาลานซ์ mood and tone ที่ได้ทั้งความ modern และรากเหง้าความพื้นถิ่นของชาวเกาะที่มีท่วงท่า Salsa, Plena, Bomba อันเป็น soft power ที่บรรพบุรุษต่างภาคภูมิใจ เพื่อให้คนฟังรุ่นใหม่ได้เข้าถึง
-ในช่วงครึ่งแรกส่วนใหญ่จะเน้นสนุกตามท่วงทำนอง ความลั้ลลาตามกระแสนิยม โดยที่สอดแทรกบริบทการเมืองอย่างหอมปากหอมคอ หากใครไม่ได้มีพื้นเพความรู้เกี่ยวกับปัญหาเชิงโครงสร้างของเกาะ Puerto Rico สามารถไหลตามท่วงทำนองไปก่อนได้ หรือจะรู้สึกเหงาเมื่อคิดถึงคนที่เราเคยโตด้วยกันในวันวานก็พลางให้มโนตามได้เช่นกัน
-แทร็คเปิดอัลบั้ม NUEVAYoL (New York) ที่ข้ามไปข้ามมาระหว่าง Raggaeton กับ Salsa การคารวะครูเพลงด้วยการแซมเปิ้ลเพลงฮิตเปอร์โตริกันยุค 70 อย่าง Un Verano en Nueva York ของชาวคณะ El Gran Combo de Puerto Rico และ Andy Montañez เป็นการปักธงประกาศศักดาเลือดเปอร์โตริกันของนาย Benito ที่สามารถเจาะตลาดเพลงอเมริกันได้สำเร็จ จนสามารถปลดปล่อยความเป็นตัวเองในป่าคอนกรีต New York ได้อย่างมั่นใจกว่าครั้งไหนๆ
และที่สำคัญ Bad Bunny จะได้เป็นศิลปินเปอร์โตริกันคนแรกที่ได้ขึ้นโชว์พักครึ่งของ Superbowl ด้วย น่าสนใจดีครับว่า โชว์ของเขาจะส่งสาสน์ถึงชาวอเมริกันในรูปแบบไหน ใน MV เขาได้คาดธง Puerto Rico โพกหัวเทพีเสรีภาพเป็นการท้าทายขั้นต้นแล้ว
-VOY A LLeVARTE PA PR จังหวะจะโคน Reggaeton ที่คุ้นเคยพรั่งพรูด้วยบีท EDM จี๊ดจ๊าดที่เน้นตกคนฟังด้วยการส่งการ์ดเชิญ “ยินดีต้อนรับเข้าสู่ Puerto Rico“ เกาะบ้านเกิดเมืองนอนของเขา จงละทิ้งความสัมพันธ์ที่แล้วมา เพื่อปลดปล่อยความโสดในปาร์ตี้ตามธรรมเนียมของชาวเปอร์โตริกันที่เขาอยากจะโปรโมทนั่นเอง EoO เน้นบีทตื้ดกอดคอร่วม represent กับโปรดิวซ์เซอร์คู่ใจ Tainy ที่โตมาในถิ่นสลัมด้วยกัน แล้วก็ไปได้ไกลจากที่เป็นอยู่จริงๆ
-การพรั่งพรูด้วยแขกรับเชิญ Puerto Rican Only อาทิเช่น นักร้องสาว Alternative pop / Reggaeton สังกัดเดียวกันอย่าง RaiNao ในเพลง PERFuMITO NUEVO" (New Perfume) วงดนตรี tropical ชายหญิง Chuwi ในเพลง WELTiTA ซึ่งใน MV พวกเขาก็ร่วมเล่นสงกรานต์ เก้าอี้ดนตรี และก่อปราสาททรายริมชายหาดกันอย่างสนุกสนาน
-นักร้อง-แร็ปเปอร์ Omar Courtz และ Dei V ในเพลง VeLDÁ ที่ครื้นเครงอย่างเจื้อยแจ้ว ชาวคณะ Los Pleneros de la Cresta ที่มาร่วมสร้างสีสันนำเข้าดนตรีพื้นบ้าน Plena/Bomba ที่เปลือยเปล่าอย่างเน้นๆในเพลง Café con Ron (Coffee with Rum) ที่ล้อมวงอย่างสนุกสนานโดยที่ซีนความแปร๋นของบีทมีแค่แว๊บเดียวเท่านั้น
-ไม่ใช่แค่การเน้นน้ำหนักของดนตรีพื้นถิ่น นาย Benito ยังคงเสาะหาสุ้มเสียงใหม่ๆเพื่อ blend ไปเรื่อย และด้วยตีมของอัลบั้มที่พยายามจะนึกถึงแต่อดีตนี้เองก็มาพร้อมกับความเหงาตัวเท่าช้างเช่นกัน เฉกเช่น El Clúb เข้าผับแล้วยังคงคิดถึงคนเก่า อยากรู้ว่าเขาไปไหน ทำอะไรอยู่ KETU TeCRÉ ที่ตัดพ้อและอิจฉาคนเก่าที่มูฟออนได้ไวกว่าเขา Kloufrens ก็เช่นกัน เคยผ่านความสัมพันธ์เพียงชั่วข้ามคืนก็แล้ว อยากให้ไปไกลกว่าการเป็นแล้ว best friend ตอนนี้เธอดูปกติสุข จะคาดหวังให้เราปกติสุขได้ไง
-BOKeTE บัลลาดอ้างว้างบาดลึกถึงความรักที่ตายไปแล้ว จากการที่ตัวเองไม่มีแรงจูงใจอยากจะกลับไปสานต่อ ต่างคนก็ต่างเหงาไปตามระเบียบ มันจะมีท่อนที่เชื่อมโยงถึงปัญหาสุดคลาสสิค “ถนนหลุมบ่อ” ในเกาะ Puerto Rico เปรียบเปรยคนรักเก่าเหมือนกับหลุมบ่อบนท้องถนนที่เขานั้นอยากจะหลีกเลี่ยงไม่ให้เลอะโคลน
-เพลงที่ผมรู้สึกว้าวมากๆก็คือ BAILE INoLVIDABLE (Unforgettable Dance) ที่ปูทางด้วยบีทวูบวาบสุดหวือหวา ซึ่งมาเพียงแค่เสี้ยวนาทีเท่านั้นแล้วตัดเบรคกลางคันด้วย salsa แบบไหลยาวเลย เป็นการตัดเบรคที่ไม่ขัด vibe ให้พลางกด skip ได้เลย
ความเป็น salsa ที่พรั่งพรูด้วยลีลาเปียโนและเสียง horn ที่ร่ายรำอย่างมีชีวิตชีวา สอดคล้องกับบริบทเพลงที่รำลึกถึงคนรักเก่าที่เราอยากจะแก่เฒ่าไปด้วยกัน ถึงแม้จะเกิดขึ้นสั้น แต่มันยังคงอบอวลอยู่ในมโนสำนึกยากที่จะลืม
ทั้งท่วงท่าดนตรีและการเต้นลีลาศใน MV จึงเป็นการคารวะมรดกทางวัฒนธรรมของเปอร์โตริกันแบบเก็บครบจบที่เพลงเดียว ประหนึ่งเป็น centerpiece ของอัลบั้มนี้เลยก็ว่าได้ และไม่น่าเชื่อว่า ชาวคณะที่ทำเพลงนี้ดันเป็นนักดนตรีพื้นบ้านรุ่น Gen Z ซะด้วย
“การเต้นรำที่ไม่มีวันลืมเลือน” ยังคงเป็นสัญญะแห่งการขยับเขยื้อนและดิ้นรนในความสัมพันธ์ที่ทั้งเข้าจังหวะบ้าง จูนไม่ติดบ้าง แต่ความลึกซึ้งครั้งนึงมันได้เกิดขึ้นในอดีตแล้ว เพลงนี้ถือว่าโคตรสำคัญเลยครับ
-สิ่งที่สำคัญอีกอย่างนึงในการปะติดปะต่ออัลบั้มได้ดีขึ้นคงหนีไม่พ้น short film ประกอบอัลบั้ม รู้ซักนิดก็ยังดี จะได้เข้าใจปัญหาที่เขาอยากจะสื่อเพื่อ connect กับอัลบั้มอย่างเข้าอกเข้าใจ
โดยหนังสั้นนี้มาแนว mockumentary / surrealism ตามติดคุณลุงชาวเปอร์โตริกันท่านนึง (นำแสดงโดย นักสร้างหนังชาวเปอร์โตริกันระดับตำนาน Jacobo Morales) ที่บอกเล่าความรู้สึกผ่านรูปถ่ายที่เจ้าตัวประทับใจสุด นั่นก็คือ ภาพงานแต่งกับภรรยาผู้ล่วงลับในโลเคชั่นป่ากล้วย (คล้ายๆที่เห็นในปกอัลบั้ม)
นอกจากจะล้อตามคอนเซ็ปท์อัลบั้ม “ผมควรจะถ่ายรูปให้มากกว่านี้” แล้ว หนังฉายให้เห็นถึงเพื่อนบ้านที่เปลี่ยนไป สังเกตได้จาก การเปิดเพลง American Metal ดังลั่นไม่เกรงใจคนบ้านใกล้เรือนเคียง
มิตรสหายที่เป็นมนุษย์กบเสมือนเป็นตัวละครลับที่ปล่อยไปให้ตีความเองว่า มนุษย์กบตัวนี้เป็นเพียงตัวแทนสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่ใช้ชีวิตไปเรื่อย หรือเป็นตัวแทนแห่งความแปลกแยกเมื่อสภาพสังคมบนเกาะได้เปลี่ยนไป
ความยากลำบากขั้นพื้นฐานที่คุณลุงไปสั่งอาหารที่ร้านฟาสต์ฟู้ดแห่งนึงที่อยู่ดีๆก็เปลี่ยนไปราวกับคนละร้าน ไม่ว่าจะเป็น พนักงานในร้านที่พูดแต่ภาษาอังกฤษ (ไม่ใช่คนเปอร์โตริกัน) การปรับเมนูอาหารที่ไม่มี “ขนมปังชีสแบบเปอร์โตริกัน” แบบที่คุณลุงเคยทานทุกวันอีกต่อไปแล้ว ถึงจะเป็นซีนที่ดูธรรมดาๆ แต่ก็แอบเศร้าใจอยู่ไม่น้อยที่สะท้อนให้เห็นถึงคนท้องถิ่นไม่มีที่ยืนในถิ่นของเขาอีกต่อไป
-ในช่วงครึ่งหลังอัลบั้ม นาย Benito ได้เริ่มทำการขุดเจาะไปถึงโครงสร้างรากเหง้าที่มันเริ่มผุพังขึ้นเรื่อยๆจากการถูกรุกราน และปัญหาสุดคลาสสิคที่ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างคาราคาซัง
-TURiSTA (Tourist) อคลูสติค Bolero สุดเอื้อยอิ่งที่เปรียบเปรยความความรักที่น่าผิดหวังจากการเจอคนที่ไม่เห็นคุณค่าอย่างที่เขาเป็น ไม่ต่างจากนักท่องเที่ยวที่มาเยือน Puerto Rico เพื่อมีช่วงเวลาดีๆโดยที่ไปสร้างความเสียหาย ไม่มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์และเคารพความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นให้ดีพอ
สำหรับ MV เพลงนี้ก็สื่อนัยยะความเป็นเจ้าบ้านได้เข้าใจง่ายมากๆ Benito สวมบทเป็นเจ้าของบ้านปล่อยเช่า Airbnb ที่กลับเข้ามาทำความสะอาดที่คนเช่าคนเก่าปาร์ตี้หนักจัดทิ้งห้องไว้เละเทะก่อนส่งมอบให้ผู้เช่ารายต่อไป มันแทบไม่ต้องใส่สัญญะให้ซับซ้อน แค่เป็นคลิปทำความสะอาดบ้านง่ายๆก็สื่อความถึงเพลงนี้ได้ครบถ้วนแล้ว ไอเดียปลายจมูกนี้เจ๋งดีครับ
-PIToRRO DE COCO ชี้ให้เห็นปัญหาไฟฟ้าไม่ทั่วถึงในพื้นที่ส่วนน้อย 25% ของเกาะที่ ณ ตอนนี้ยังไม่มีไฟใช้ แต่คนในเกาะยังคงจ่ายค่าไฟแพงกว่าสองเท่าของคนใช้ไฟในอเมริกา ซึ่งมันก็ตลกร้ายที่ว่า บริษัทที่ดันมีสัมปทานไฟฟ้าบนเกาะเปอร์โตริโกดันเป็นบริษัทแคนาดา-อเมริกันที่ชื่อว่า GeneraPR ซะด้วย ซึ่ง Benito ก็โยงเข้ากับเรื่องความหวังอันแสนริบหรี่เหมือนไฟฟ้าที่ติดดับๆบนเกาะ
-LO QUE LE PASÓ A HAWAii (WHAT HAPPENED TO HAWAII) โดดเด่นด้วย synth-pop สุดเคร่งขรึม โดดเด่นด้วยลวดลาย percussion ของ güiros (กุยโด) ที่แอบสาบสูญไปแล้วกลับถูกคืนชีพขึ้นมาในเพลงนี้ หากใครอยากรู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง ไปดูคลิปเล่นสด Tiny Desk ได้เลย
เพลงนี้ political theme เน้นๆ ชี้ให้เห็นถึงโมเดลการถูก colonized ที่มืดมนสุดๆ ซึ่งก็คือเกาะฮาวายที่ถูกยึดครองโดยอเมริกาโดยสมบูรณ์ เกาะเปอร์โตริโกจะเป็นเกาะต่อไปที่กำลังถูกรุกรานโดยคนรวยต่างชาติ จนพ่อแม่พี่น้องต้องทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนเพื่อไปอยู่ Orlando กันหมด
-มันเลยนำมาสู่ไตเติ้ลแทร็ค DtMF ที่ไม่ได้มีแค่ความรู้สึกเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปกับญาติสนิทมิตรสหายให้มากกว่านี้ แต่เป็นการเก็บหลักฐานความทรงจำอย่างเป็นชิ้นเป็นอันก่อนที่พวกเขาจะหายไปตามกาลเวลา
พอผมเข้าใจ meaning ของอัลบั้มนี้ ผมยิ่งอินไปตามเสียงคอรัสตะโกนโห่ร้องในเพลงนี้ ถึงแม้จะติดทะลึ่งและเมามายหน่อย แต่สำบัดสำนวนมันติดหูอย่างมีพลัง และเต็มไปด้วยความรู้สึกคิดถึงมากมาย ไม่อยากให้คนที่เรารักหายไป อย่างน้อยญาติสนิทมิตรสหายที่ยังอยู่ก็ต้องร่วมเฟรมกันซักรูป
-ปิดท้ายด้วย LA MuDANZA ด้วยธรรมเนียมของนาย Benito ที่มักจะขอบคุณคนใกล้ตัวอยู่เป็นประจำ แต่ในรอบนี้ เขาต้องย้ำความเป็นเลือดเปอร์โตริกันให้เข้มข้น I'm from Puerto fucking Rico และกูไม่ยอมออกจากเกาะถิ่นกำเนิดนี้ได้โดยง่ายแน่นอน เป็นการปักธงสำนึกรักในบ้านเกิดก่อนที่มันจะไม่เหลือเค้าเดิม
-ตอนแรกผมก็คิดว่า Bad Bunny คงทำอัลบั้มได้ไม่ท็อปฟอร์มเท่ากับชุดที่สอง YHLQMDLG อีกต่อไปแล้ว แต่เมื่อฟัง DTMF มันช่างแตกต่างในแง่การเล่าเรื่องที่โฟกัสอย่างถูกจุดมากขึ้น
-การริเริ่มศึกษาคุณค่าของสิ่งใกล้ตัวจนกลายเป็นแก่นที่แข็งแรงเป็นปึกแผ่นได้อย่างน่าเชื่อถือ การมี passion เต็มเปี่ยมเป็นตัวเสริมที่ขาดไม่ได้เลยในการจุดติดความสนุก และใส่ใจถึงปัญหาได้ดีพอที่จะ call out ออกไปโดยไม่ฝืนธรรมชาติ
-ปกอัลบั้มที่ดูเหมือนนาย Benito คงไปงานบุญต่างจังหวัดซักที่แล้วถ่ายเอาง่ายๆเลย ในเมื่อสาสน์อัลบั้มแข็งแรงพอ มันก็ make sense ขึ้นมาฉับพลัน สำหรับผมแล้ว มันคือนัยยะของการหายตัวไปของญาติสนิทมิตรสหายที่เคยนั่งล้อมวงสังสรรค์ในชนบทอันแสนเรียบง่าย แล้ววันนี้พวกเขาจากไปเสียก่อนแล้ว ไม่ว่าจะด้วยการวายชนม์หรือการย้ายหนีออกจากประเทศที่พวกเขาไม่ได้ภูมิใจที่จะอยู่ในถิ่นกำเนิดนี้อีกต่อไป
ถ่ายรูปไว้เพื่อให้ใครได้มีตัวตน
Top Tracks : NUEVAYoL, VOY A LLeVARTE PA PR, BAILE INoLVIDABLE, VeLDÁ, El Clúb, KETU TeCRÉ, BOKeTE, TURiSTA, Café con Ron, PIToRRO DE COCO, LO QUE LE PASÓ A HAWAii, EoO, DtMF
Give 8/10
Thx 4 Readin’
See Y’all
โฆษณา