-DeBÍ TiRAR MáS FOToS (I should have taken more photos) แปลว่า ผมควรจะถ่ายรูปให้มากกว่านี้ ถึงจะเป็นประโยคง่ายๆจากนาย Benito แต่เต็มไปด้วยความเสียดายในเชิง “รู้งี้…ทำไปนานแล้ว” มันไม่ใช่แค่เรื่องความรักหนุ่มสาว แต่เป็นเรื่องของการสร้าง awareness เพื่อจดจำถึงการมีอยู่ของคนที่เราคุ้นเคยในเกาะ Puerto Rico ที่กำลังทยอยหายไปจากการถูกรุกรานโดยทุนอเมริกัน พวกเขาเกิดที่นี่ แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของพื้นที่ตามสิทธิถิ่นกำเนิดพึงมีเสียแล้ว
-ในช่วงครึ่งแรกส่วนใหญ่จะเน้นสนุกตามท่วงทำนอง ความลั้ลลาตามกระแสนิยม โดยที่สอดแทรกบริบทการเมืองอย่างหอมปากหอมคอ หากใครไม่ได้มีพื้นเพความรู้เกี่ยวกับปัญหาเชิงโครงสร้างของเกาะ Puerto Rico สามารถไหลตามท่วงทำนองไปก่อนได้ หรือจะรู้สึกเหงาเมื่อคิดถึงคนที่เราเคยโตด้วยกันในวันวานก็พลางให้มโนตามได้เช่นกัน
-แทร็คเปิดอัลบั้ม NUEVAYoL (New York) ที่ข้ามไปข้ามมาระหว่าง Raggaeton กับ Salsa การคารวะครูเพลงด้วยการแซมเปิ้ลเพลงฮิตเปอร์โตริกันยุค 70 อย่าง Un Verano en Nueva York ของชาวคณะ El Gran Combo de Puerto Rico และ Andy Montañez เป็นการปักธงประกาศศักดาเลือดเปอร์โตริกันของนาย Benito ที่สามารถเจาะตลาดเพลงอเมริกันได้สำเร็จ จนสามารถปลดปล่อยความเป็นตัวเองในป่าคอนกรีต New York ได้อย่างมั่นใจกว่าครั้งไหนๆ
และที่สำคัญ Bad Bunny จะได้เป็นศิลปินเปอร์โตริกันคนแรกที่ได้ขึ้นโชว์พักครึ่งของ Superbowl ด้วย น่าสนใจดีครับว่า โชว์ของเขาจะส่งสาสน์ถึงชาวอเมริกันในรูปแบบไหน ใน MV เขาได้คาดธง Puerto Rico โพกหัวเทพีเสรีภาพเป็นการท้าทายขั้นต้นแล้ว
-นักร้อง-แร็ปเปอร์ Omar Courtz และ Dei V ในเพลง VeLDÁ ที่ครื้นเครงอย่างเจื้อยแจ้ว ชาวคณะ Los Pleneros de la Cresta ที่มาร่วมสร้างสีสันนำเข้าดนตรีพื้นบ้าน Plena/Bomba ที่เปลือยเปล่าอย่างเน้นๆในเพลง Café con Ron (Coffee with Rum) ที่ล้อมวงอย่างสนุกสนานโดยที่ซีนความแปร๋นของบีทมีแค่แว๊บเดียวเท่านั้น
-สิ่งที่สำคัญอีกอย่างนึงในการปะติดปะต่ออัลบั้มได้ดีขึ้นคงหนีไม่พ้น short film ประกอบอัลบั้ม รู้ซักนิดก็ยังดี จะได้เข้าใจปัญหาที่เขาอยากจะสื่อเพื่อ connect กับอัลบั้มอย่างเข้าอกเข้าใจ
นอกจากจะล้อตามคอนเซ็ปท์อัลบั้ม “ผมควรจะถ่ายรูปให้มากกว่านี้” แล้ว หนังฉายให้เห็นถึงเพื่อนบ้านที่เปลี่ยนไป สังเกตได้จาก การเปิดเพลง American Metal ดังลั่นไม่เกรงใจคนบ้านใกล้เรือนเคียง
-LO QUE LE PASÓ A HAWAii (WHAT HAPPENED TO HAWAII) โดดเด่นด้วย synth-pop สุดเคร่งขรึม โดดเด่นด้วยลวดลาย percussion ของ güiros (กุยโด) ที่แอบสาบสูญไปแล้วกลับถูกคืนชีพขึ้นมาในเพลงนี้ หากใครอยากรู้ว่าหน้าตาเป็นยังไง ไปดูคลิปเล่นสด Tiny Desk ได้เลย
พอผมเข้าใจ meaning ของอัลบั้มนี้ ผมยิ่งอินไปตามเสียงคอรัสตะโกนโห่ร้องในเพลงนี้ ถึงแม้จะติดทะลึ่งและเมามายหน่อย แต่สำบัดสำนวนมันติดหูอย่างมีพลัง และเต็มไปด้วยความรู้สึกคิดถึงมากมาย ไม่อยากให้คนที่เรารักหายไป อย่างน้อยญาติสนิทมิตรสหายที่ยังอยู่ก็ต้องร่วมเฟรมกันซักรูป
-ปิดท้ายด้วย LA MuDANZA ด้วยธรรมเนียมของนาย Benito ที่มักจะขอบคุณคนใกล้ตัวอยู่เป็นประจำ แต่ในรอบนี้ เขาต้องย้ำความเป็นเลือดเปอร์โตริกันให้เข้มข้น I'm from Puerto fucking Rico และกูไม่ยอมออกจากเกาะถิ่นกำเนิดนี้ได้โดยง่ายแน่นอน เป็นการปักธงสำนึกรักในบ้านเกิดก่อนที่มันจะไม่เหลือเค้าเดิม
-ตอนแรกผมก็คิดว่า Bad Bunny คงทำอัลบั้มได้ไม่ท็อปฟอร์มเท่ากับชุดที่สอง YHLQMDLG อีกต่อไปแล้ว แต่เมื่อฟัง DTMF มันช่างแตกต่างในแง่การเล่าเรื่องที่โฟกัสอย่างถูกจุดมากขึ้น
-การริเริ่มศึกษาคุณค่าของสิ่งใกล้ตัวจนกลายเป็นแก่นที่แข็งแรงเป็นปึกแผ่นได้อย่างน่าเชื่อถือ การมี passion เต็มเปี่ยมเป็นตัวเสริมที่ขาดไม่ได้เลยในการจุดติดความสนุก และใส่ใจถึงปัญหาได้ดีพอที่จะ call out ออกไปโดยไม่ฝืนธรรมชาติ
-ปกอัลบั้มที่ดูเหมือนนาย Benito คงไปงานบุญต่างจังหวัดซักที่แล้วถ่ายเอาง่ายๆเลย ในเมื่อสาสน์อัลบั้มแข็งแรงพอ มันก็ make sense ขึ้นมาฉับพลัน สำหรับผมแล้ว มันคือนัยยะของการหายตัวไปของญาติสนิทมิตรสหายที่เคยนั่งล้อมวงสังสรรค์ในชนบทอันแสนเรียบง่าย แล้ววันนี้พวกเขาจากไปเสียก่อนแล้ว ไม่ว่าจะด้วยการวายชนม์หรือการย้ายหนีออกจากประเทศที่พวกเขาไม่ได้ภูมิใจที่จะอยู่ในถิ่นกำเนิดนี้อีกต่อไป
ถ่ายรูปไว้เพื่อให้ใครได้มีตัวตน
Top Tracks : NUEVAYoL, VOY A LLeVARTE PA PR, BAILE INoLVIDABLE, VeLDÁ, El Clúb, KETU TeCRÉ, BOKeTE, TURiSTA, Café con Ron, PIToRRO DE COCO, LO QUE LE PASÓ A HAWAii, EoO, DtMF