14 ธ.ค. 2025 เวลา 00:33 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

กว่าจะมาเป็นเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน เมื่อวานนี้กองทัพเรือไทยเปิดยุทธการประจวบคีรีขันธ์-ประจันตคีรีเขตร เพื่อปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคงทางทะเล ปกป้องอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนชาวไทยตามแนวชายฝั่งอ่าวไทย
ซึ่งการปฏิบัติการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อลดทอนและลิดรอนขีดความสามารถทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่จังหวัดเกาะกง โดยเฉพาะที่ตั้งทางทหารบนเกาะยอ ซึ่งตรวจพบว่าเป็นที่ตั้งฐานปืนใหญ่ที่มีระยะยิงครอบคลุมถึงพื้นที่ชุมชนบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด โดยเป็นพื้นที่รับผิดชอบและมีหน่วยทหารของกองทัพเรือตั้งอยู่
ทั้งนี้กองทัพเรือ ยืนยันว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองตามหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติสากล มีเป้าหมายเฉพาะต่อที่ตั้งทางทหารที่เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อประชาชนและความมั่นคงของประเทศในเรื่องสิทธิในการป้องกันตนเอง (Right to Self-Defence) โดยการใช้กำลังตามความจำเป็นและได้สัดส่วน และยังคงยึดมั่นในการปกป้องอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ
สำหรับชื่อประจวบคีรีขันธ์การยุทธการนี้ยังไปตรงกับชื่อของเรือหลวงลำหนึ่งที่กองทัพเรือไทยนำมาใช้ทำสงครามไทย-กัมพูชาด้วย นั่นคือเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เรือลำนี้หลายท่านคุ้นเคยกันดีว่าเป็นเรือลำใหญ่ที่กองทัพเรือไทยต่อเองเป็นครั้งแรก แล้วจะมีขีดความสามารถเป็นเช่นไร มีความเก่งกาจมากน้อยเพียงใด ไปติดตามกันครับ
โครงการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่ 2 เฉลิมพระเกียรติฯ เป็นโครงการที่กองทัพเรือขออนุมัติกระทรวงกลาโหมดำเนินการต่อขึ้นจากแบบเรือที่กองทัพเรือมีใช้ราชการ ด้วยการน้อมนำและยึดถือการพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ตามกระแสพระราชดำรัสที่ทรงรับสั่งแก่ผู้บังคับหมู่เรือรักษาการณ์วังไกลกังวล และผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ
ที่วังไกลกังวล เกี่ยวกับการใช้เรือของกองทัพเรือ เมื่อวันที่ 15 เมษายนพ.ศ.2545 ความว่า “กองทัพเรือจึงควรใช้เรือที่มีขนาดเหมาะสม และสร้างได้เอง ซึ่งเมื่อสร้างเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งชุดเรือ ต.91 ได้แล้ว ควรขยายแบบเรือให้ใหญ่ขึ้น และสร้างเพิ่มเติม”
กองทัพเรือเสนอขออนุมัติโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง จำนวน 2 ลำ โดยกองทัพเรือจะเป็นผู้ดำเนินการต่อเรือจากแบบที่ ทร. มีใช้ราชการ เพื่อเป็นการพึ่งพาตนเองและพัฒนาขีดความสามารถด้านการต่อเรือขนาดใหญ่ของกองทัพเรือให้เพิ่มสูงขึ้น
กองทัพเรือได้แต่งตั้งคณะทำงานศึกษาแบบเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งที่กองทัพเรือมีใช้ในราชการ โดยมีมติให้ใช้แบบเรือหลวงกระบี่ เป็นแบบพื้นฐานในการสร้างเรือลำใหม่ พร้อมกับเสนอแนะให้ปรับปรุงข้อบกพร่องในส่วนต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่ง ชุดเรือหลวงปัตตานี และเรือหลวงกระบี่ เพื่อให้เรือลำใหม่ มีคุณลักษณะที่เหมาะสมมากขึ้นในการตอบสนองภารกิจของกองทัพเรือ
เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ขณะยิงจรวด Harpoon
ในเวลาต่อมากองทัพเรืออนุมัติให้โครงการสร้างเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์เป็นโครงการเฉลิมพระเกียรติ โดยโครงการสร้างเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากำลังรบตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ มีวัตถุประสงค์ 
เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล การรักษา กฎหมายในทะเล และการปฏิบัติการรบผิวน้ำรวมทั้งการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเลและสนับสนุนการปฏิบัติการทางเรืออื่น ๆ
ระยะเวลาดำเนินโครงการ 4 ปี (ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 – 2561) แบ่งออกเป็น 2 ระยะ เช่น
ระยะที่ 1 การจัดหาเฉพาะระบบตัวเรือ จำนวน 1 ลำ ประกอบด้วยแบบและพัสดุในการสร้างเรือ พร้อมระบบสนับสนุนการส่งกำลังบำรุงรวมและการบริการทางด้านเทคนิค ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ.2558 – 2561
ระยะที่ 2 การจัดหาระบบควบคุมบังคับบัญชาและตรวจการณ์และระบบอาวุธ ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ พ.ศ.2559 – 2561
เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ได้มีพิธีปล่อยเรือลงน้ำ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคมพ.ศ.2562 ณ อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี และกองทัพเรือได้ขึ้นระวางประจำการเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ และใช้ราชการในปีพุทธศักราช 2562 เป็นต้นมา
เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เป็นการต่อยอดจากชุดเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่งที่กองทัพเรือไทยจัดสร้างขึ้น เช่น เรือ ต.91(เรือของพ่อ) เรือ ต.991 ต่อยอดมาเป็นโครงการสร้างเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่ 1 (เรือหลวงกระบี่) และ เรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่ 2 (เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์)
ภาพถ่ายจากมุมสูงของเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์
เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากำลังรบตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล การรักษากฎหมายในทะเล และการปฏิบัติการรบผิวน้ำ รวมทั้งการค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทะเล และสนับสนุนการปฏิบัติการทางเรืออื่นๆ
โดยเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์จะเข้าประจำการที่ กองเรือตรวจอ่าว กองเรือยุทธการ โดยมี นาวาโท ก้องคชา เกิดชูชื่น เป็นผู้บังคับการเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ท่านปัจจุบัน พร้อมด้วยกำลังพลประจำเรือ จำนวน 99 นาย
เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ ที่นำเข้าประจำการในหมวดเรือที่ 1 กองเรือตรวจอ่าว กองเรือยุทธการนั้นเป็นเรือรบประเภทเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชั้นริเวอร์ หมายเลขประจำเรือ 552 มีขนาดระวางขับน้ำเต็มที่ 1,960 ตัน นับว่าเป็นเรือรบที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่กองทัพเรือไทยเคยสร้างมาด้วยฝีมือของคนไทย
มีขีดความสามารถปฏิบัติการต่อเนื่องได้ 14 วัน โดยไม่ต้องส่งกำลังบำรุง สามารถตรวจและพิสูจน์ทราบเป้าผิวน้ำและเป้าอากาศยานทั้งกลางวันและกลางคืน พร้อมทั้งสามารถโจมตีเป้าพื้นน้ำในระยะพ้นขอบฟ้าด้วยอาวุธปล่อยนำวิถี สามารถป้องกันภัยทางอากาศในระยะประชิด การทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงมีความสามารถในการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้นแบบ Harpoon
เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์มีหมายเลขประจำเรือคือหมายเลข 552
วันที่ 28 มีนาคมพ.ศ.2566 นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของกองทัพเรือไทย ด้วยมีการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้น แบบ Harpoon จากเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์เป็นครั้งแรก สำหรับการทดสอบยิงอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้น แบบ Harpoon ของเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์
เป็นส่วนหนึ่งในการฝึกประจำปีของกองทัพเรือ ทำการยิงในพื้นที่ทะเลอันดามันห่างบริเวณทางทิศตะวันตกของหมู่เกาะสิมิลัน ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ห่างจากเกาะภูเก็ตประมาณ 100 กิโลเมตร เป้าอยู่ห่าง 55 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 100 กิโลเมตรจากเรือยิง โดยใช้การตั้งค่าการยิงแบบ 1 waypoint ตั้งค่าการชนเป้าแบบ pop-up
ในส่วนของอาวุธปล่อยนำวิถีพื้น-สู่-พื้น แบบ Harpoon ที่ปล่อยจากเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ นอกจากเป็นอาวุธสำคัญที่มีมาตรฐานใช้ในกลุ่มประเทศเนโต (NATO) แล้ว กองทัพเรือที่มีศักยภาพเพียงพอได้นำเข้าประจำการอยู่หลายประเทศ ด้วยเป็นอาวุธทางเรือที่มีผลการยิงที่แม่นยำมาก
ที่ผ่านมากองทัพเรือไทยได้ทำการฝึกยิงประสบความสำเร็จมาแล้วกับเรือประเภทอื่นที่ไม่ใช่เรือแบบตรวจการณ์ไกลฝั่งในครั้งนี้ ซึ่งเป็นเรือที่ขนาดเล็กกว่าเรือประเภทเรือฟริเกต ซึ่งมีสมรรถนะในมิติการรบที่มากกว่า แต่กองทัพเรือไทยก็ประสบผลสำเร็จด้วยการติดตั้งระบบอาวุธที่ทันสมัยเองกับเรือที่ต่อขึ้นเอง จึงนับได้ว่าเป็นการตอบสนองยุทธศาสตร์ป้องปรามอย่างคุ้มค่า
เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์พร้อมเฮลิคอปเตอร์ S-76B จอดบนดาดฟ้าเรือ
ในช่วงสงครามไทย-กัมพูชากองทัพเรือไทยจัดหมู่ เรือลาดตระเวนชายแดนทางทะเลเพื่อรักษาอธิปไตยและดูแลน่านน้ำไทยในบริเวณพื้นที่ชายแดนด้านกัมพูชา นอกจากเรือหลวงเทพา และเรือตรวจการณ์ 3 ลำแล้วยังมี
เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นเรือOPV ตรวจการณ์ไกลฝั่ง และเรือหลวงรรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นเรือคอร์เวตที่ติดตั้งจรวดฮาร์พูนออกทำการลาดตระเวนด้วย
โดยขอความร่วมมือให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานกงศุล กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศห้ามส่ง พร้อมตรวจสอบเรือขนน้ำมันไปขายเขมร เพราะมีบริษัทเรือไทยยังส่งน้ำมันขายให้ฝ่ายตรงข้าม
โดยฝ่ายความมั่นคงได้ขอความร่วมมือภาคเอกชนช่วยชาติ งดค้าขายน้ำมันให้เขมร เอาไปเติมน้ำมันรถทหาร รถจรวดยิงใส่ประชาชรไทย และสู้กับทหารไทยในครั้งต่อไป
⏩ข้อมูลจำเพาะเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์
- หมายเลขเรือ 552
- คำขวัญประจำเรือ “ด่านหน้า กล้าหาญ”
- สังกัดหมวดเรือที่ 1 กองเรือตรวจอ่าว กองเรือยุทธการ
- วางกระดูกงู 23 มิถุนายน พ.ศ. 2560
- ปล่อยลงน้ำ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2562
- ขึ้นระวางประจำการ 27 กันยายน พ.ศ. 2562
- ความยาวตลอดลำ 90.5 เมตร
- ความกว้าง 13.5 เมตร
- ความยาวที่แนวน้ำ 83 เมตร
- กินน้ำลึก 3.7 เมตร
- ระวางขับน้ำ 1,960 ตัน เต็มที่ 2,200 ตัน
- เครื่องยนต์แบบ MAN Diesel 16V 23/33D ให้กำลังเครื่องละ 7,200 กิโลวัตต์ จำนวน 2 เครื่อง ให้กำลังรวม 14,400 กิโลวัตต์ (10,950 hp)
- ความเร็วสูงสุด 23 นอต (42.59 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
- ระยะปฏิบัติการไกลสุด 3,500 ไมล์ทะเล (6,482 กิโลเมตร) ที่ความเร็ว 15 นอต
- ปฏิบัติการได้ในสภาวะทะเลระดับ Sea State 5 หรือคลื่นสูง 2.5 - 4 เมตร
- รองรับเฮลิคอปเตอร์ขนาด 11.5 ตัน ได้ 1 เครื่อง ซึ่งสามารถรองรับเฮลิคอปเตอร์ทุกแบบที่มีประจำการอยู่ในกองทัพเรือไทย
ระบบอาวุธประจำเรือ
- ปืนใหญ่เรือแบบ OTO Melara Super Rapid Multifeed ขนาด 76 มิลลิเมตร/ 62 คาลิเบอร์ ป้อมทรง Stealth จำนวน 1 กระบอก อัตราการยิง 120 นัดต่อนาที ระยะยิงไกลสุด 40 กิโลเมตร เมื่อใช้กระสุน VULCANO
- ปืนกลแบบ MSI-DS30MR SEAHAWK ขนาด 30 มิลลิเมตร แท่นเดี่ยว ติดตั้งปืนกลแบบ Mk44 Bushmaster II จำนวน 2 กระบอก อัตราการยิง 200 นัดต่อนาที ระยะยิงไกลสุด 8.8 กิโลเมตร
- ปืนกลแบบ M2 Browning ขนาด 0.50 นิ้ว จำนวน 2 กระบอก
- แท่นยิงอาวุธปล่อยนำวิถีแบบ Advanced Harpoon Weapon Control System จำนวน 1 ระบบ จำนวน 2 แท่น ๆ ละ 4 ท่อยิง รวม 8 ท่อยิง สำหรับอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือแบบ Boeing RGM-84L Harpoon Block II ระยะยิงไกลสุด 124 กิโลเมตร
- ระบบสร้างคลื่นความถี่สูงแบบ LRAD 1000Xi ที่กราบเรือทั้ง 2 ข้าง สามารถส่งคลื่นเสียงได้ไกลสุด 3 กิโลเมตร เหมาะสำหรับการแจ้งเตือน การประชาสัมพันธ์กับกลุ่มคนจำนวนมาก เพื่อแสดงเจตนาที่ชัดเจนในการสื่อสาร
ระบบอิเล็กทรอนิกส์ และการสื่อสารของเรือ
- ระบบควบคุมบังคับบัญชา และตรวจการณ์แบบ Thales Nederland B.V. จำนวน 1 ระบบ
- ระบบอำนวยการรบแบบ Thales TACTICOS Baseline 2
- เรดาร์ตรวจการณ์ระยะปานกลาง 2 มิติแบบ Thales VARINT สามารถตรวจจับเป้าทางอากาศได้ที่ระยะ 120 กิโลเมตร และตรวจจับเป้าทางผิวน้ำได้ที่ระยะ 70 กิโลเมตร และติดตามเป้าทางอากาศและผิวน้ำได้อย่างละ 200 เป้า
- เรดาร์ควบคุมการยิงแบบ Thales STIR 1.2 EO MKII ระยะตรวจจับ I-band 120 กิโลเมตร และ K-band 36 กิโลเมตร - ระบบเรดาร์แบบ VIGILE 100S MK2 สำหรับดักรับการแพร่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในย่านความถี่เรดาร์ 2-18 GHz
- เรดาร์นำทางแบบ Thales Scout
- เรดาร์เดินเรือแบบ Northrop Grumman Sperry Marine
- ระบบพิสูจน์ฝ่าย (IFF) แบบ TSB2525
- ระบบนำทางเฉื่อยแบบ Safran Sigma 40
- ระบบช่วยเดินอากาศทางยุทธวิธีแบบ TACAN 553 สามารถให้ข้อมูลแบริ่ง ระยะทาง และตัวตนของอากาศยาน ครอบคลุมในระยะ 230 ไมล์ทะเล (425.96 กิโลเมตร)
- ระบบสงครามอิเล็กทรอนิคส์ ESM
- ระบบเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี (Tactical Data Link) แบบ Link Y Mk. ll และ Link RTN
- กล้องตรวจการณ์ระยะไกลแบบ L3HARRIS WESCAM MX10-MS สำหรับพิสูจน์เป้าหมายต่าง ๆ ช่วยในการตัดสินใจ บันทึกภาพเหตุการณ์ ค้นหาผู้ประสบภัยทางทะเล วางแผนทางยุทธการ และแยกแยะเป้าหมายในการใช้อาวุธ
- แท่นยิงเป้าลวงแบบ Terma Decoy DL-12T C Guard จำนวน 2 แท่น แท่นละ 6 ท่อยิง รวม 12 ท่อยิง สำหรับป้องกันเรือจากการโจมตีด้วยอาวุธปล่อยนำวิถี
ขีดความสามารถ (Combat Capability)
- สามารถออกปฏิบัติงานในทะเลอย่างต่อเนื่องได้ไม่น้อยกว่า 14 วัน โดยไม่ต้องรับการส่งกำลังบำรุงเพิ่มเติม
- สามารถปฏิบัติการได้ถึงสภาวะทะเลระดับ 5 (Sea State 5)
- สามารถตรวจการณ์ และพิสูจน์ทราบเป้าผิวน้าและเป้าอากาศยานได้ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน
- สามารถโจมตีเป้าพื้นน้ำในระยะพ้นขอบฟ้าได้ด้วยอาวุธปล่อยนำวิถี
- สามารถป้องกันภัยทางอากาศในระยะประชิดได้ตามสมรรถนะของอาวุธประจำเรือ
- สามารถทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์โดยติดตั้งอุปกรณ์ ESM และออกแบบให้รองรับการติดตั้งเชื่อมต่อการใช้งานระบบเป้าลวงได้
- สามารถปฏิบัติงานร่วมกับเฮลิคอปเตอร์ขนาดไม่ต่ำกว่า 11.5 ตัน ได้ทั้งกลางวันและกลางคืน
- สามารถรองรับกำลังพลได้ไม่น้อยกว่า 115 นาย (กำลังพลประจำเรือ 99 นาย และปฏิบัติการทางอากาศ 16 นาย)
เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ถือว่าเป็นความสำเร็จของกองทัพเรือไทย เนื่องจากเป็นเรือรบลำใหญ่ลำแรกที่ต่อเองในประเทศ
เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์มีบทบาทสำคัญในการยับยั้งภัยคุกคามที่เกิดขึ้นในขณะนี้ นับว่าเป็นครั้งแรกที่กองทัพเรือไทยนำเรือลำดังที่ผลิตโดยฝีมือคนไทยกล่าวเข้าสู่สงครามจริง เรือลำนี้หาใช่เพียงเรือตรวจการณ์เท่านั้น เรือลำนี้ยังเป็นหนึ่งในทหารเอกของกองทัพเรือไทยที่พร้อมจะปกป้องอธิปไตยไทยให้รอดพ้นจากภัยสงครามในครั้งนี้ไปให้ได้ ขณะนี้ผู้เขียนขอลาไปก่อน สวัสดีครับ
Credit บทความและภาพประกอบ
THAI PBS
Military Weapons อาวุธยุทโธปกรณ์ทางทหาร
ของดีประเทศไทย
กองทัพเรือไทย
Thairath Online
เรียบเรียงโดย : แดง ภูมะเขือ
โฆษณา