14 ธ.ค. 2025 เวลา 03:30 • ธุรกิจ

🇹🇭🇻🇳 ไทย–เวียดนาม

ใครเข้าใจ “ร้านเล็ก” ก่อน คนนั้นชนะ “ตลาดใหญ่”?
====
ทำไมค้าปลีกไม่แพ้กันที่ทุน แต่แพ้กันที่ความเข้าใจชีวิตประจำวันของคน
ท่ามกลางตึกระฟ้าที่ผุดขึ้นกลางโฮจิมินห์และฮานอย เวียดนามกำลังถูกยกให้เป็นดาวรุ่งแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เศรษฐกิจเติบโตเร็ว เมืองขยายตัวอย่างก้าวกระโดด โครงสร้างพื้นฐานดีขึ้น และกำลังซื้อของชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภาพที่นักลงทุนจำนวนมากคาดหวังคือการรุกคืบของค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ที่จะเข้ามาแทนที่ตลาดสดและร้านโชห่วยแบบดั้งเดิม เหมือนที่หลายประเทศเคยผ่านมาแล้ว
"แต่ในสนามจริง ภาพนั้นไม่ได้เกิดขึ้นแบบเส้นตรง และไม่ได้เกิดขึ้นเร็วอย่างที่หลายคนคิด"
แต่ความจริงในสนามกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก?
* แม้ตลาดค้าปลีกเวียดนามจะมีมูลค่ากว่า 142,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตแตะระดับ 350,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2025 ร้านค้าแบบดั้งเดิมหรือ Traditional Trade ยังครองสัดส่วนถึงราว 67% ของตลาดทั้งหมด ตัวเลขนี้สะท้อนชัดว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้แปลว่า “พฤติกรรมผู้บริโภคจะเปลี่ยนทันที”
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า Modern Trade จะมาเมื่อไร แต่คือ "ใครจะออกแบบ Modern Trade ได้โดยไม่ทำลายวิถีชีวิตเดิมของผู้คน?"
====
เวียดนามวันนี้ “คล้ายไทยเมื่อวาน” แต่ไม่เหมือนทั้งหมด?
* หากมองย้อนกลับไป ประเทศไทยเคยยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนเดียวกัน ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่เมืองขยาย ถนนดี โลจิสติกส์พร้อม แต่ถึงที่สุด “ร้านเล็ก” ก็ไม่เคยหายไปจากชีวิตคนไทย เพียงแต่ปรับบทบาทจากแหล่งซื้อขายหลัก มาเป็นพื้นที่แห่งความคุ้นเคย ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์ของชุมชน
* เวียดนามกำลังเดินบนเส้นทางที่คล้ายกัน แต่มีบริบทที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ ผู้บริโภคยังผูกพันกับการจอดมอเตอร์ไซค์หน้าร้านโดยไม่ต้องถอดหมวก ชอบเลือกของสดด้วยสายตาและมือของตัวเอง และให้คุณค่ากับความใกล้ชิดมากกว่าความเป็นทางการหรือความหรูหรา
* นี่คือเหตุผลสำคัญที่ Modern Trade แบบ “ยกโมเดลตะวันตกมาวางตรงๆ” ยังไปไม่สุดในเวียดนาม และเป็นเหตุผลเดียวกันที่องค์กรขนาดใหญ่จำนวนไม่น้อยสะดุด แม้จะมีเงิน มีระบบ และมีประสบการณ์จากตลาดอื่น?
====
“Mobile World Group” คือใคร? และทำไมบริษัทขายมือถือ ถึงมาทำร้านของชำ?
สำหรับผู้อ่านไทยจำนวนไม่น้อย ชื่อ Mobile World Group (MWG) อาจฟังดูไม่คุ้นนัก และอาจเกิดคำถามทันทีว่า
ทำไมบริษัทที่เริ่มจากขายโทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้า ถึงกระโดดมาทำร้านขายของสดและของชำ?
คำตอบอยู่ที่โครงสร้างตลาดเวียดนาม และเส้นทางการเติบโตของ MWG เอง
* Mobile World Group (MWG) คือบริษัทค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ก่อตั้งจากธุรกิจร้านขายโทรศัพท์มือถือภายใต้แบรนด์ Thế Giới Di Động ก่อนจะขยายสู่เครื่องใช้ไฟฟ้าผ่าน Điện Máy XANH จนกลายเป็น “ร้านมาตรฐาน” ที่ผู้บริโภคเวียดนามเชื่อถือ
* จุดแข็งของ MWG ไม่ใช่แค่จำนวนสาขา แต่คือความสามารถในการทำ ค้าปลีกสมัยใหม่ในตลาดที่ยังเป็น Traditional Trade ตั้งแต่การบริการหลังการขาย การรับประกันราคา ไปจนถึงการฝึกพนักงานให้ให้คำแนะนำลูกค้าได้จริง
* เมื่อถึงราวปี 2015 ตลาดมือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้าเริ่มอิ่มตัว การเติบโตชะลอลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ MWG จึงเผชิญโจทย์เดียวกับบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่ทั่วโลก คือ
จะหา New S-Curve จากที่ไหน โดยยังใช้ความเชี่ยวชาญด้านค้าปลีกที่ตัวเองถนัดอยู่?
* การลองบุกตลาดร้านขายยาผ่านแบรนด์ An Khang คือความพยายามแรก แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ แม้จะขยายสาขาอย่างรวดเร็ว เพราะต้องเผชิญคู่แข่งอย่าง Long Châu ที่ได้เปรียบด้านเทคโนโลยี Big Data ความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านยา และโมเดลบริการสุขภาพที่เข้าใจผู้บริโภคมากกว่า
บทเรียนราคาแพงครั้งนี้ตอกย้ำความจริงข้อหนึ่งว่า
ความเก่งในสมรภูมิหนึ่ง ไม่ได้การันตีชัยชนะในอีกสมรภูมิหนึ่ง หากคุณยังไม่เข้าใจโจทย์ของตลาดใหม่จริงๆ
====
"Bách hóa XANH" เมื่อความทันสมัยต้อง “ยอมลดระดับ” เพื่อเข้าถึงคน
* หลังจากสะดุดในธุรกิจยา MWG กลับมาตั้งคำถามกับตัวเองใหม่อย่างจริงจังว่า หากจะหาธุรกิจที่ใหญ่พอ แข็งแรงพอ และสอดคล้องกับความถนัดด้านค้าปลีกขององค์กรจริงๆ ตลาดใดคือคำตอบ
* คำตอบนั้นไม่ใช่เทคโนโลยีล้ำหน้า ไม่ใช่ธุรกิจหรูหรา แต่คือ “อาหารและของใช้ประจำวัน” ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตคนเวียดนาม และเป็นตลาดที่ยังถูกครองโดย Traditional Trade อย่างเหนียวแน่น
MWG จึงเปิดตัว Bách hóa XANH (BHX) ด้วยโจทย์ที่ชัดเจนมาก ไม่ใช่การสร้างซูเปอร์มาร์เก็ตแบบตะวันตก แต่คือการสร้าง “ตลาดสดเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิม”
* สิ่งที่ BHX ทำแตกต่าง คือการยอมรับความจริงว่า ผู้บริโภคเวียดนามจำนวนมากไม่ได้ต้องการร้านที่สวยหรือทันสมัยที่สุด แต่ต้องการร้านที่ คุ้นเคย สะดวก และเชื่อถือได้ โมเดลของ BHX จึงเป็น Hybrid Model ที่ผสานข้อดีของตลาดสดเข้ากับมาตรฐานของ Modern Trade อย่างตั้งใจ
* ในทางปฏิบัติ ร้าน BHX อาจไม่ดูหรูหราเหมือนซูเปอร์มาร์เก็ตในห้าง แต่กลับออกแบบทุกจุดจากพฤติกรรมชีวิตจริงของคนเวียดนาม คือ "ร้านสะอาด มีแอร์ มีมาตรฐานสุขอนามัย แต่ยังเข้าถึงง่าย" จอดมอเตอร์ไซค์หน้าร้านได้สะดวก เปิดตั้งแต่ 6:30–21:30 น. รองรับทั้งคนซื้อของตอนเช้าและคนเลิกงานตอนเย็น และจัดวางผัก ผลไม้ และอาหารสดไว้ด้านหน้า เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนเดินตลาด ไม่ใช่เดินห้าง
สำหรับผู้อ่านไทย หากลองเทียบภาพ BHX กับบริบทบ้านเรา โมเดลนี้ใกล้เคียงกับการนำข้อดีของ “ตลาดสด + ร้านโชห่วย + มินิมาร์ท” มาผสมกัน โดยไม่พยายามยัดเยียดความเป็น Modern Trade แบบตะวันตกใส่ผู้บริโภคเร็วเกินไป
* นี่คือ Modern Trade ที่เลือก เดินลงมาใกล้ชีวิตคน แทนที่จะบังคับให้ผู้บริโภคต้อง “ยกระดับตัวเอง” เพื่อเข้าใช้บริการ และนั่นคือเหตุผลที่ BHX ค่อยๆ แทรกตัวเข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเวียดนามได้อย่างแนบเนียน
====
สูตร 60/40 = ทำให้ “ร้านของสด” กลายเป็นธุรกิจที่อยู่รอดได้จริง
* สำหรับผู้อ่านทั่วไป ร้านขายของสดอาจดูเป็นธุรกิจธรรมดา แต่ในมุมค้าปลีก นี่คือหนึ่งในธุรกิจที่ยากที่สุด เพราะต้องเผชิญปัญหา 2 เรื่องพร้อมกัน คือ "ของเสียจากอาหารสด (Spoilage) และ อัตรากำไรที่บางมาก" หากบริหารพลาดเพียงเล็กน้อย ร้านอาจขาดทุนทันที
* Bách hóa XANH แก้โจทย์นี้ไม่ใช่ด้วยความรู้สึก แต่ด้วยการออกแบบโครงสร้างสินค้า หรือที่เรียกว่า Product Mixอย่างมีวินัยและคิดเชิงธุรกิจล้วนๆ
* แนวคิดคือ อย่าให้ร้านกลายเป็น “ตลาดสดล้วน” ที่รายได้ผันผวน แต่ก็ไม่ใช่ “ร้านของแห้ง” ที่ขาดเสน่ห์ในการดึงคนเข้าร้าน
BHX จึงใช้สูตร 60/40
* ประมาณ 60% เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค หรือ FMCG (เช่น ของใช้ประจำวัน บะหมี่ เครื่องดื่ม ผงซักฟอก) สินค้ากลุ่มนี้มีอายุยาว ไม่เน่าเสียง่าย และให้ กำไรที่สม่ำเสมอ ทำหน้าที่เป็นฐานรายได้หลักของร้าน
* อีก 40% เป็นอาหารสด เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ซึ่งแม้กำไรต่อหน่วยไม่สูง แต่ทำหน้าที่สำคัญในการ ดึงคนเข้าร้าน และสร้างความถี่ในการซื้อ เพราะอาหารสดคือของที่ต้องซื้อซ้ำแทบทุกวัน
* ผลคือ ร้านไม่ต้องพึ่งพารายได้จากของสดอย่างเดียว แต่ใช้ของสดเป็น “แม่เหล็ก” ดึงลูกค้า แล้วให้สินค้าอุปโภคบริโภคเป็นตัวสร้างกำไรระยะยาว
ด้วยโครงสร้างแบบนี้ สาขา Bách hóa XANH จำนวนมากสามารถถึงจุดคุ้มทุนได้ภายในประมาณ 6 เดือน และเริ่มทำกำไรจริงภายในเวลาไม่นาน ปัจจุบัน BHX มีราว 1,700 สาขา และสร้างรายได้ประมาณ หนึ่งในสามของทั้งกลุ่ม Mobile World Group กลายเป็นหัวใจหลักของการเติบโตในระยะถัดไป
====
บทเรียนสำหรับร้านค้าปลีกในไทย คือ "อย่าชนะเร็ว แต่แพ้ยาว"
เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย บทเรียนจากเวียดนามไม่ใช่เรื่องไกลตัว ตรงกันข้าม มันกำลังสะท้อนภาพอนาคตของค้าปลีกไทยอย่างชัดเจน
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ค้าปลีกไทยจำนวนไม่น้อยเลือก “เดินเกมตามต้นแบบต่างประเทศ” ไม่ว่าจะเป็นโมเดลตะวันตกที่เน้นความเป็นระเบียบ มาตรฐาน และประสิทธิภาพสูงสุด หรือโมเดลจีนที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี แพลตฟอร์ม และความเร็วระดับอุตสาหกรรม
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่โมเดลเหล่านี้ผิด แต่คือ การนำมาใช้แบบทั้งดุ้นโดยไม่แปลความหมายให้เข้ากับชีวิตจริงของผู้บริโภคไทย
สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือ
* ร้านสวยขึ้น ระบบดีขึ้น แต่ “ระยะห่างทางใจ” ระหว่างร้านกับคนกลับเพิ่มขึ้น
* ประสิทธิภาพหลังบ้านสูงมาก แต่หน้าร้านกลับไม่ยืดหยุ่นต่อพฤติกรรมจริง เช่น การซื้อปริมาณน้อย การซื้อถี่ หรือความคุ้นเคยแบบคนรู้จัก
* การตัดสินใจถูกขับเคลื่อนด้วยข้อมูลส่วนกลาง มากกว่าความเข้าใจบริบทชุมชน
นี่คือกับดักเดียวกับที่ Modern Trade แบบตะวันตกเคยเผชิญมาแล้วในหลายประเทศ และเป็นกับดักเดียวกับที่ค้าปลีกจีนบางโมเดลเริ่มสะดุด เมื่อขยายออกนอกเมืองใหญ่หรือออกนอกประเทศ
====
กรณีศึกษาไทยที่ทำตรงข้าม และทำได้ดีมาก คือ "7‑Eleven ประเทศไทย"
หากมองหาตัวอย่างค้าปลีกไทยที่สามารถเติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง โดยไม่หลุดจากชีวิตคนไทย กรณีของ 7‑Eleven ประเทศไทย (ภายใต้ CP All) คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนมาก
แม้ 7‑Eleven จะเป็นแบรนด์ที่มีต้นกำเนิดจากตะวันตก แต่สิ่งที่ทำให้ประสบความสำเร็จในไทยไม่ใช่การ copy โมเดลสากลตรงตัว หากคือการ “แปลโมเดล” ให้เข้ากับพฤติกรรมและจังหวะชีวิตของคนไทยอย่างลึกซึ้ง
* เข้าถึงลูกค้าได้ 3 เวลา แถมส่งถึงบ้านได้: เช้า (กาแฟ อาหารพร้อมทาน), กลางวัน (ของกินเร่งด่วน เครื่องดื่ม), และเย็นถึงดึก (มื้อเย็น อาหารอุ่นร้อน) ทำให้ร้านกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ไม่ใช่แค่ที่ซื้อของ
* ครอบคลุมทุกชนชั้น: จากแรงงานรายวัน พนักงานออฟฟิศ ไปจนถึงนักเรียน นักศึกษา สินค้า ราคา และปริมาณถูกออกแบบให้ “ซื้อได้บ่อย ไม่ต้องคิดมาก”
* Local Assortment: สินค้าในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ร้านหน้าโรงเรียน ร้านในชุมชน ร้านใกล้ออฟฟิศ มีสินค้าและเมนูที่ต่างกันตามบริบทจริง
* ความคุ้นเคยแบบร้านใกล้บ้าน: แม้จะเป็นเชนขนาดใหญ่ แต่หน้าร้านยังให้ความรู้สึกเป็นมิตร พนักงานจำลูกค้าได้ ระบบไม่ทำลายความเป็นมนุษย์
* หัวใจสำคัญคือ 7‑Eleven ไม่ได้พยายามทำให้ลูกค้า “ต้องปรับตัวเข้าหาร้าน” แต่ปรับร้านให้เข้าหาชีวิตจริงของลูกค้า
ซึ่งคล้ายกับกรณีของ Bách hóa XANH ชี้ให้เห็นว่า ความได้เปรียบที่แท้จริงไม่ได้มาจากการ “ทันสมัยกว่าใคร” แต่มาจากการ เลือกทันสมัยเท่าที่จำเป็น และยอมถอยกลับมาใกล้ชีวิตคนให้มากที่สุด
การแข่งขันค้าปลีกในอนาคตของไทยจึงจะไม่วัดกันที่จำนวนสาขา ระบบหลังบ้าน หรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกันที่คำถามง่ายๆ แต่ตอบยากมากว่า “เราเข้าใจชีวิตประจำวันของคนธรรมดามากพอหรือไม่?”
====
ดังนั้น ชนะคือคนที่ “ฟัง” ได้ลึก ไม่ใช่แค่คนที่ “ใหญ่”
ตลาดเกิดใหม่อย่างเวียดนามสอนเราว่า ความทันสมัยที่ไม่เข้าใจรากเหง้า จะไปได้ไม่ไกล ในขณะที่องค์กรที่ยอมฟังจริตท้องถิ่น ยอมปรับตัว และออกแบบธุรกิจให้สอดคล้องกับชีวิตจริงของผู้คน จะยืนระยะได้ยาวกว่าและแข็งแรงกว่า
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “เราจะทันสมัยแค่ไหน” แต่คือ
“เรายังเข้าใจคนที่เดินเข้าร้านอยู่หรือเปล่า”
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#VietnamRetail
#ThailandRetail
#ModernTrade
#RetailStrategy
#EmergingMarket
โฆษณา