16 ธ.ค. 2025 เวลา 07:37 • หุ้น & เศรษฐกิจ

📉 "45 คือ 60 ใหม่?"

"วิกฤตคนกลางคนที่น่ากลัวกว่าสังคมสูงวัย"
เมื่อคนมีประสบการณ์กำลังถูกตลาดแรงงานทิ้ง และราคาที่เศรษฐกิจไทยต้องจ่ายกำลังแพงกว่าที่คิด?
* ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยตื่นตัวกับคำว่า Aging Society อย่างจริงจัง ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสื่อมวลชนต่างทุ่มความสนใจไปที่การออกแบบระบบสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ และการเตรียมความพร้อมหลังเกษียณ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินออม สุขภาพ หรือสวัสดิการระยะยาว
* แต่ท่ามกลางเสียงสนทนาเหล่านั้น มี “ระเบิดเวลา” ลูกหนึ่งที่กำลังทำงานเงียบๆ และแทบไม่ถูกพูดถึง นั่นคือ "ชะตากรรมของคนวัย 45–55 ปี ในตลาดแรงงานไทย"
* คนกลุ่มนี้ไม่ใช่ผู้สูงอายุที่รอพึ่งพาสวัสดิการรัฐ แต่คือ "กลุ่ม Sandwich Generation ที่แบกรับภาระหนักที่สุดในชีวิต" พวกเขาต้องดูแลพ่อแม่ที่เริ่มพึ่งพาตนเองไม่ได้เต็มที่ ขณะเดียวกันก็ยังต้องส่งเสียลูกที่ยังเรียนไม่จบ ภาระทางการเงินอยู่ในระดับสูงสุดของวงจรชีวิต ทั้งบ้าน รถ การศึกษา สุขภาพ และหนี้สินสะสม
* สิ่งที่ย้อนแย้งอย่างเจ็บปวดคือ ในจังหวะที่ภาระชีวิตหนักที่สุด โอกาสทางอาชีพกลับหดแคบลงเร็วที่สุด ประตูงานจำนวนมากเริ่มปิดใส่หน้าเพียงเพราะตัวเลขอายุบนเรซูเม่ โดยไม่สนใจว่าคนคนนั้นยังมีพลัง ความสามารถ และคุณค่าทางเศรษฐกิจมากเพียงใด
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า ทำไมองค์กรถึงไม่อยากจ้างคนวัยนี้ แต่คือ หากเราปล่อยให้คนกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบแรงงาน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมจะรุนแรงเพียงใด
====
💥 เมื่อ “งานหาย” กำลังซื้อก็หายตาม?
เรามักได้ยินคำบ่นซ้ำๆ ว่าเศรษฐกิจซบเซา ร้านอาหารเงียบ การจับจ่ายฝืดเคือง แต่หากมองให้ลึกลงไป ปัญหาส่วนหนึ่งไม่ใช่เพราะคนไทยไม่อยากใช้เงิน หากแต่เป็นเพราะ คนที่มีศักยภาพในการใช้เงินมากที่สุด กำลังขาดความมั่นคงทางรายได้
ลองมองภาพตลาดแรงงานอย่างเป็นเหตุเป็นผล?
* เด็กจบใหม่มีพลังและความกระตือรือร้นสูง แต่รายได้เริ่มต้นยังจำกัด อำนาจการใช้จ่ายจึงต่ำและระมัดระวัง
* คนวัย 45+ คือกลุ่มที่โดยโครงสร้างชีวิตควรมีกำลังซื้อสูงที่สุด ทั้งในแง่ครอบครัว ทรัพย์สิน และการลงทุนในคุณภาพชีวิต
* แต่เมื่อคนกลุ่มนี้ตกงาน ถูกเลิกจ้าง หรือถูกกันออกจากตลาดแรงงาน พฤติกรรมเดียวที่เกิดขึ้นคือ "การหยุดใช้เงินและการตัดค่าใช้จ่ายอย่างรุนแรง"
ผลลัพธ์คือผลกระทบแบบลูกโซ่ ร้านอาหาร ธุรกิจบริการ และสินค้าอุปโภคบริโภคเริ่มชะลอตัว เมื่อธุรกิจชะลอ ก็จ้างงานน้อยลง เด็กจบใหม่ก็ยิ่งหางานยาก วงจรนี้จะหมุนซ้ำอย่างไม่รู้จบ และทำให้ปัญหาแรงงานลุกลามจากคนวัยกลางไปสู่คนทั้งระบบ
ในท้ายที่สุด ภาระจะถูกโยนไปให้ ภาครัฐ ผ่านสวัสดิการและประกันสังคม และให้ คนรุ่นใหม่ ที่ต้องกลายเป็นผู้แบกรับประชากรวัยทำงานที่ไม่มีรายได้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยที่ประเทศไม่ได้ใช้ศักยภาพของคนวัยกลางอย่างเต็มที่เลย
====
🧬 มายาคติของ HR ต่อคนวัย 45+ = จริงแค่ครึ่งเดียว?
เหตุผลคลาสสิกที่หลายองค์กรใช้ปัดเรซูเม่ของคนวัย 45+ มักหนีไม่พ้นสามข้อ
“เงินเดือนต้องแพง”
“สุขภาพไม่ดีในระยะยาว”
“ปรับตัวยาก สอนยาก และมีอีโก้สูง” เป็นต้น
ความจริงคือ นี่เป็นเพียง Half-truth ในตลาดแรงงานยุคปัจจุบัน
สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในช่วงหลายปีหลังคือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Experience Discount คนวัยกลางจำนวนไม่น้อยยินดีรับค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าจุดสูงสุดในชีวิตการทำงาน เพื่อแลกกับความมั่นคง โอกาส และสภาพแวดล้อมที่ให้คุณค่าในประสบการณ์ มากกว่าตำแหน่งหรือเงินเดือนหรูหรา
สิ่งที่องค์กรได้กลับมา ไม่ได้มีแค่แรงงานหนึ่งตำแหน่ง แต่คือทรัพยากรที่ผ่านสนามจริงมาแล้ว เช่น
1. Ready to Use: จ้างแล้วทำงานได้ทันที ลดต้นทุนการฝึกอบรม ลดความผิดพลาดช่วงเรียนรู้ และลดภาระของหัวหน้างาน
2. Emotional Stability: ผ่านสถานการณ์กดดัน วิกฤต และความล้มเหลวมาแล้ว รับมือปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมีสติและเป็นระบบ
3. Low Turnover: ไม่เปลี่ยนงานถี่ ต้องการลงหลักปักฐาน ช่วยลดต้นทุนการสรรหาและการสูญเสียความรู้ในองค์กร
เมื่อคิดในมุมต้นทุนรวม (Total Cost of Employment) คนวัย 45+ จำนวนมาก ไม่ได้แพงอย่างที่คิด และในหลายกรณีอาจคุ้มค่ากว่าการจ้างคนที่ยังต้องเรียนรู้ทุกอย่างจากศูนย์
====
⚙️ ทางรอดอยู่ที่การเปลี่ยนจาก “อายุ” เป็น “คุณค่า”
* หากตลาดแรงงานไทยจะไม่เดินเข้าสู่ทางตัน ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องปรับมุมมองอย่างจริงจัง
* สำหรับองค์กร ต้องเลิกใช้อายุเป็นตัวกรองขั้นต้น และหันมามองที่สิ่งที่เรียกว่า Return on Experience (ROE) ว่าคนหนึ่งคนสามารถช่วยลดต้นทุน แก้ปัญหา เร่งการตัดสินใจ หรือปิดความเสี่ยงที่อาจทำให้บริษัทเสียหายได้มากแค่ไหน
* ในงบประมาณเดียวกัน การจ้างเด็กจบใหม่สองคนอาจได้แรงงานเพิ่ม แต่การจ้างคนมีประสบการณ์หนึ่งคนอาจได้ “ทางลัด” ที่ช่วยหลีกเลี่ยงความผิดพลาดราคาแพง ซึ่งในหลายอุตสาหกรรม ต้นทุนของความผิดพลาดนั้นสูงกว่าค่าแรงหลายเท่า
* สำหรับคนทำงานวัยกลาง บทบาทก็ต้องเปลี่ยนเช่นกัน เลิกขายเพียงความอาวุโส แล้วหันมาขาย ผลลัพธ์ และ โซลูชันประสบการณ์ 20 ปีจะมีคุณค่า ก็ต่อเมื่ออธิบายได้ว่ามันช่วยองค์กรประหยัดเงิน เวลา ลดความเสี่ยง หรือสร้างรายได้ใหม่ได้อย่างไร
* สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ Learning Agility ความพร้อมเรียนรู้เทคโนโลยี เครื่องมือดิจิทัล และวิธีทำงานใหม่ เพื่อทำลายภาพจำว่าประสบการณ์คือศัตรูของนวัตกรรม ในโลกที่ AI และเทคโนโลยีกำลังเข้ามาเสริม ไม่ใช่แทนที่ คนที่ปรับตัวได้จะยิ่งมีคุณค่าเพิ่มขึ้น
====
✨ "ไม่ใช่การกุศล แต่คือกลยุทธ์เศรษฐกิจ"
* การเปิดพื้นที่ให้คนวัย 45+ กลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน ไม่ใช่โครงการสงเคราะห์ และไม่ใช่ CSR เพื่อภาพลักษณ์องค์กร หากแต่คือ กลยุทธ์ทางเศรษฐกิจ ที่ชัดเจนและจับต้องได้
* หากเราต้องการให้เศรษฐกิจเดินหน้า เราต้องทำให้คนที่มีภาระหนี้ ครอบครัว และความรับผิดชอบสูงสุด มีรายได้ มีศักดิ์ศรี และมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่ถูกผลักออกไปก่อนเวลาอันควร
* เพราะเมื่อคนกลุ่มนี้มีงานทำ พวกเขาไม่ใช่เพียงแรงงาน แต่คือผู้บริโภค ผู้เสียภาษี และเสาหลักของระบบเศรษฐกิจในชีวิตจริง
บางทีคำถามที่สังคมไทยควรถามตัวเอง อาจไม่ใช่ว่า “เราดูแลผู้สูงอายุพอหรือยัง?” แต่คือ
“เรากำลังผลักคนวัยทำงานที่ยังมีพลัง ประสบการณ์ และคุณค่าทางเศรษฐกิจ ออกจากระบบเร็วเกินไปหรือเปล่า?”
#วันละเรื่องสองเรื่อง
#MidCareerCrisis
#SilverEconomy
#LaborMarket
#HRStrategy
#AgingSociety
#EconomicReflection
โฆษณา