Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
The Watcher
•
ติดตาม
16 ธ.ค. 2025 เวลา 10:12 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ไมโครซอฟท์ไม่ง้อ OpenAI อีกต่อไป? เกม AI ใหม่ที่ทำให้วอลล์สตรีทเชื่อว่าขึ้นได้ถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์
ไมโครซอฟท์กำลังเปลี่ยนจาก “ผู้โดยสารวีไอพีในรถไฟ OpenAI” มาเป็น “เจ้าของสถานีและรางรถไฟของยุค AI” โดยใช้ความสัมพันธ์กับ OpenAI เป็นตัวเร่ง แต่ไม่ได้ผูกอนาคตของตัวเองไว้กับบริษัทเดียว ทำให้วอลล์สตรีทมองว่าศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่มอีกหลายล้านล้านดอลลาร์ในทศวรรษหน้าไม่ได้มาจากหุ้น OpenAI แต่อยู่ที่ Azure และ ecosystem AI ทั้งชุดมากกว่า
แก่นของความสัมพันธ์ Microsoft–OpenAI
ไมโครซอฟท์เริ่มลงทุนใน OpenAI ตั้งแต่ปี 2019 ด้วยเงินเริ่มต้น 1 พันล้านดอลลาร์ และทยอยใส่เพิ่มจนรวมราว 13 พันล้านดอลลาร์ แลกกับสิทธิ์เข้าถึงโมเดลล้ำหน้า สิทธิ IP และ pricing ที่ได้เปรียบคู่แข่งรายอื่น ปัจจุบัน OpenAI ถูกประเมินมูลค่าราว 5 แสนล้านดอลลาร์ และไมโครซอฟท์ถือสัดส่วนประมาณ 27% หลังดีล partnership ใหม่ปลายตุลาคม 2025 ทำให้ได้สิทธิ์ด้าน AGI และ IP ยาวถึงปี 2032 แต่ไม่ได้สิทธิ์ “ได้ของใหม่ก่อนใครแบบผูกขาด” อีกต่อไป
แม้สัดส่วนถือหุ้นจะใหญ่ แต่ในงบการเงินไมโครซอฟท์รับรู้เฉพาะส่วน “ขาดทุน” ของ OpenAI ใน P&L ส่วน upside ที่แท้จริงอยู่ที่มูลค่าถือหุ้นในอนาคต เช่น IPO หรือกำไรจริง ซึ่งยังไม่แน่นอน ประเด็นสำคัญคือรายได้ส่วนใหญ่ของไมโครซอฟท์จาก AI ไม่ได้มาจากการ “ขาย OpenAI โดยตรง” แต่จาก Azure AI และบริการ AI ของตัวเองที่ใช้ OpenAI เป็นส่วนประกอบ
AI Advantage ที่เกินกว่าแค่ OpenAI
บทความชี้ว่า AI edge ของไมโครซอฟท์คือการปัก AI ลงทุกเลเยอร์ของธุรกิจ ตั้งแต่คลาวด์ (Azure), productivity (Microsoft 365, Windows), dev tools (GitHub Copilot) ไปจนถึง enterprise apps และ consumer products เช่น Bing, Edge Copilot กลายเป็น “ชุดผู้ช่วย” ที่ฝังอยู่ใน workflow ขององค์กรและผู้ใช้จำนวนมาก ทำให้โมเดล AI ถูก monetize ผ่าน subscription เดิม แทนที่จะต้องสร้าง product ใหม่แบบ stand‑alone ตลอดเวลา
นักวิชาการอย่าง Robert Seamans มองว่าไมโครซอฟท์กำลัง “hedge” ด้วยการยังพึ่ง OpenAI ที่เป็น partner สำคัญ แต่พัฒนา AI ภายในเองควบคู่ ทำให้สามารถออกแบบโซลูชันให้ลูกค้าได้ทั้งจากโมเดลของตัวเองและของพันธมิตร ผลคือบริษัทไม่ต้องผูกชะตากับเส้นทางเทคนิคและธุรกิจของ OpenAI เพียงรายเดียว ในขณะที่ลูกค้าองค์กรก็รู้สึกสบายใจขึ้น เพราะไม่ต้องลงเดิมพันกับ ecosystem เดียว
สัญญาณจากตัวเลขและวอลล์สตรีท
DA Davidson ประเมินว่า รายได้ Azure ที่เกี่ยวกับ AI มีสัดส่วนราว 17% และในนั้นประมาณ 75% มาจาก Azure AI (infra + services ของไมโครซอฟท์เอง) ขณะที่การ resale โมเดลของ OpenAI มีเพียงราว 6% ของรายได้ AI บน Azure ตัวเลขนี้สะท้อนว่า driver หลักของ value อยู่ที่ platform Azure AI ไม่ใช่ equity stake ใน OpenAI ซึ่งจะมีความหมายก็ต่อเมื่อมี event ใหญ่ในอนาคต
ด้าน narrative นักลงทุน Dan Ives ประเมินว่าไมโครซอฟท์มีโอกาสไปถึง market cap 5 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2026 จากคลื่นการเติบโตระลอกถัดไปของ AI โดยพึ่งทั้ง Azure, Copilot และการเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” ให้กับแอป AI อื่นๆ ผ่าน API ของ OpenAI ที่รันอยู่บนคลาวด์ของไมโครซอฟท์ ทุกครั้งที่ enterprise app เช่น Salesforce Agentforce หรือ ServiceNow Now Assist ยิง OpenAI API ก็ช่วยสร้างรายได้ให้ Azure ไปด้วย ทำให้ไมโครซอฟท์ได้ส่วนแบ่งจาก demand AI ของทั้ง industry
มุมมองเชิงกลยุทธ์และการลงทุน
เชิงกลยุทธ์ ไมโครซอฟท์กำลังวางตัวเป็น “AI operating system ขององค์กร” มากกว่าจะเป็น “ผู้ผลิตโมเดลที่เก่งที่สุดรายเดียว” โดยเปิดกว้างเรื่องโมเดล แต่ปิดเกมบนชั้น infra, security, compliance และ integration กับระบบเดิมที่ enterprise ใช้อยู่แล้ว แนวทางนี้สร้าง moat แบบ network + switching cost สูง และลดความเสี่ยงหากเกมโมเดลเปลี่ยนเร็วจากคู่แข่งรุ่นใหม่
เชิงการลงทุน narrative ตอนนี้ถูกตีราคาค่อนข้างแพง เพราะตลาดมองไมโครซอฟท์เป็น default winner ของ AI cycle และมีเป้าเชิง symbolic อย่าง 5 ล้านล้านดอลลาร์เรียบร้อยแล้ว จึงมีความเสี่ยงในมุม expectation: ถ้าใน 1–2 ปีข้างหน้า AI contribution ต่อรายได้/กำไรขึ้นไม่ทันโทน bullish ที่ sell‑side วาดไว้ หรือ margin ถูกต้นทุน compute กด ด้าน multiple อาจโดนกดดันได้ง่ายแม้ long‑term thesis ยังดี
แต่ถ้ามอง horizon ระดับ 5–10 ปี การที่ไมโครซอฟท์มีทั้งโครงสร้างพื้นฐาน (Azure), ช่องทางกระจาย (Windows/Office/365), และ data graph (เช่น LinkedIn, GitHub) ทำให้บริษัทมีทรัพยากรที่ rare มากในการต่อยอด AI หลายรุ่นหลายแบบต่อเนื่อง สำหรับนักลงทุนสาย active นี่คือหุ้นที่ควรจับตาเป็น core AI name ที่ใช้จังหวะ correction หรือ AI panic เป็นโอกาสมากกว่าหุ้นที่ควรถูกไล่ราคาในช่วง narrative over‑crowded เพราะ story เริ่มถูก price‑in ไปไกลแล้ว
หุ้น
ลงทุน
การลงทุน
1 บันทึก
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย