18 ธ.ค. 2025 เวลา 14:43 • หนังสือ

ฯพณฯ แห่งกาลเวลา

#ฯพณฯแห่งกาลเวลา ผลงานของนักเขียนคนไทยที่ทำให้เราประทับใจมาแล้วอย่างคุณพัณณิดา ภูมิวัฒน์ เล่มนี้เป็นหนึ่งในผลงานยุคแรกๆของเธอ ปัจจุบันไม่มีแบบรูปเล่มวางขายแล้ว มีแต่แบบฉบับอีบุ๊กเท่านั้น และถึงแม้ภาษาในการเล่าเรื่องอาจจะยังมีจังหวะจะโคนที่ยังไม่น่าดึงดูดเท่าผลงานยุคหลัง แต่เนื้อหาข้างในก็บ่งบอกได้ชัดเจนถึงศักยภาพที่ซ่อนเร้นเอาไว้ รอวันที่จะได้รับการขัดเกลาจนสามารถเฉิดฉาย กลายเป็นเพชรเม็ดงามให้นักอ่านอย่างเราได้ชื่นชม
หนังสือเล่มนี้เล่าถึงโลกในยุคหลังสงครามนิวเคลียร์ ผู้คนที่เหลือรอดต่างหลบหนีลงไปอยู่ใต้ผืนทราย จนกระทั่ง "ฯพณฯ แห่งกาลเวลา" ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของมนุษยชาติ เขาคิดค้นระบบเวลาที่กำหนดให้คนแต่ละคนต้องปฏิบัติตามตารางเวลาของตัวเองอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุข ปราศจากการใช้เวลาอย่างเปล่าประโยชน์
มนุษย์ในยุคนี้ไม่ได้พึ่งพาการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติอีกแล้ว พวกเขาทุกคนจะถูกสังเคราะห์ขึ้น และจะมีการควบคุมประชากรในแต่ละสายอาชีพให้สมดุลอยู่ตลอดเวลา และเพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มนุษย์จึงถูกพัฒนาให้มี "ฟิวส์" อยู่ตรงฝ่ามือ ใครที่คิดจะละเมิดหน้าที่ของตนเองจะถูก ฯพณฯ แห่งกาลเวลาตัดฟิวส์นั้นทิ้ง ซึ่งนั่นหมายถึงชีวิตของพวกเขาก็จะจบลงเช่นกัน
วันเวลาผ่านไปเนิ่นนาน จนกระทั่งคนบางคนเริ่มสงสัยในความถูกต้องของระบบนี้ เมื่อสงสัยก็เริ่มตั้งคำถาม เมื่อมีคำถามก็นำไปสู่การค้นหาคำตอบ และในที่สุดพวกเขาก็ค่อยๆรวมตัวกันต่อต้านผู้นำเผด็จการคนนี้
วันหนึ่ง "เจอรัลด์" ชายที่เติบโตอยู่ในระบบเวลามาตลอด ได้จับพลัดจับผลูมาอยู่กับกลุ่มกบฎที่วางแผนโค่นล้ม ฯพณฯ แห่งกาลเวลา มิหนำซ้ำยังถูกหัวหน้ากลุ่มกบฎบอกว่าแท้จริงแล้วเขาเกิดมาพร้อมกับหน้าที่อันยิ่งใหญ่ เพราะเขานี่แหละคือกุญแจสำคัญในการต่อกรกับชายผู้เป็นดั่งพระเจ้าที่ทุกคนเกรงกลัว แล้วคนที่ถูกสอนให้เชื่อฟังอย่างเขาจะทำอย่างไรล่ะทีนี้
เอาแค่เรื่องย่อทุกคนก็น่าจะพอรู้อยู่แล้ว ว่าหนังสือเล่มนี้ต้องการจะถ่ายทอดเรื่องราวของการลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงสังคม การต่อสู้กับระบอบการปกครองที่เหมือนจะดี แต่แท้จริงแล้วแอบกดขี่ผู้คนให้ยอมสยบ เรื่องราวที่ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหนก็ยังรู้สึกว่าเป็นประเด็นร่วมสมัยอยู่เสมอ
ตั้งแต่มนุษย์เริ่มมีอารยธรรม เราก็มีระบบมาเป็นสิบ ๆ ระบบ มีวิธีคิดมาเป็นร้อย ๆ วิธีแล้ว มนุษย์แต่ละยุคเคยคิดว่าระบบในสมัยของเขาไม่มีทางเปลี่ยนแปลงได้ ถึงอย่างนั้นในที่สุดมันก็เปลี่ยน...มันมีทางเปลี่ยนของมันจนได้ ไม่มีใครรู้ว่าการเปลี่ยนจะเป็นอันตรายหรือไม่อย่างไร แต่พวกเขาหวังว่ามันจะทำให้ชีวิตดีขึ้นถึงได้พยายามเปลี่ยน
เจอรัลด์เป็นตัวละครของคนที่อยู่ในระบบที่สอนให้เชื่อโดยไม่ตั้งคำถามมาเนิ่นนาน แต่แปลกเหลือเกินที่วันหนึ่งเมื่อเขามองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ในคำลวงแล้ว แม้ใจจะยังหวั่นไหว เขาก็ยังมุ่งมั่นต่อไปในเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลง พยายามทุกวิถีทางเพื่อทวงคืนอิสรภาพของตนกลับมา
ในขณะที่ "พ่าห์" ชายที่เติบโตมานอกระบบกลับกลายเป็นคนที่ลังเลเสียเอง อาจเป็นเพราะเขากลัว กลัวว่าเมื่อระบบนี้หายไปแล้ว โลกก็จะยังคงเป็นแบบเดิม หรือแย่ยิ่งกว่าที่เป็นอยู่ แต่เอาเข้าจริงแล้วมันก็ไม่แปลกหรอกที่เขาจะกลัว เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนกลัวสิ่งที่ตนไม่รู้กันทั้งนั้น
โลกหลังการปฏิวัติไม่ได้กลายเป็นสวรรค์ แต่อย่างน้อยผมก็เชื่อว่ามันไม่ใช่กรงไฟฟ้าที่เราอยู่โดยไม่รู้ตัวอีก
ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงมีแนวโน้มที่จะยอมอยู่กับสภาพสังคมเดิมๆต่อไปแม้จะรู้สึกว่ามันย่ำแย่ พร่ำบอกกันว่ามันก็เป็นเสียอย่างนี้ ไม่มีใครทำอะไรได้หรอก ทั้งที่บางครั้งเราก็อาจจะ "ทำอะไรได้" ก็ได้ เพียงแต่เรากลัวเกินไป กลัวว่าเมื่อพ้นออกไปจากกรงที่เคยอยู่แล้ว จะพบว่าจริงๆกรงมันก็ดีอยู่แล้ว
แต่ก็อย่างที่เจอรัลด์พูดไว้ มันไม่มีใครรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงมันจะอันตรายแค่ไหน แต่โลกเราก็ผ่านการเปลี่ยนแปลงมาไม่น้อยแล้วไม่ใช่หรือ และพวกเราก็ยังคงอยู่กันมาได้จนถึงทุกวันนี้ นี่จึงเป็นหลักฐานชั้นดีว่าสิ่งใหม่ๆก็ไม่ได้เลวร้ายจนเกินไปนัก ถึงแม้ว่าทุกครั้งที่มนุษย์ลุกขึ้นต่อสู้ อาจจะไม่ได้จบลงอย่างสวยงามเสมอไป แต่อย่างน้อยมันก็เป็นการขยายขอบเขตแห่งอิสรภาพของเราออกไปให้มากขึ้น ช่วยให้เรามองออกไปได้ไกลขึ้นกว่าที่เคย
ถ้ามีสิ่งที่ต้องทำแล้วไม่ทำ ก็ไม่ต้องเป็นมนุษย์อีกต่อไปเลยดีกว่า
คุณเชื่อไหมว่าโลกนี้มีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ลำพังแค่กำลังของพวกเขาก็สามารถผลักดันสังคมของเราให้ก้าวหน้าได้มากกว่านี้ สร้างสรรค์พื้นที่ที่โอบกอดผู้คนได้อย่างอบอุ่นกว่านี้ พวกเขาสามารถทำอะไรได้ตั้งมากมาย แต่น่าเสียดายที่พวกเขามักเลือกที่จะไม่ทำอะไรเลย อาจเป็นเพราะที่เป็นอยู่นี้พวกเขาเองก็สุขสบายดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว เพียงเพื่อจะช่วยเหลือคนที่ตนไม่รู้จัก
แต่มันก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งเหมือนกันนะ คนที่พยายามลงมือทำในสิ่งที่ตนพอจะทำได้ แม้จะไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่หรือดีเลิศอะไรก็ตาม คนที่อยู่ดีไม่ว่าดีก็ไปหาเหาใส่หัว แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงทำต่อไป เพราะรู้ว่าสิ่งที่ตนทำมันเปลี่ยนโลกได้ รู้ว่าตัวเองกำลังค่อยๆเติมความหวังลงไปในสังคมทีละนิด ค่อยๆเติมแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทีละหน่อย ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งมันจะมากพอที่จะกระตุ้นให้คนอื่นๆลุกขึ้นมาทำแบบเดียวกันบ้าง
มันคงไม่ผิดนักหากเราจะบอกว่าที่โลกนี้ดีขึ้นได้ล้วนเป็นเพราะคนกลุ่มหลัง คนที่ตระหนักได้ว่าตัวเองมีความสามารถพอที่จะสร้างความแตกต่างได้ และเลือกที่จะยื่นมือไปช่วยคนที่กำลังเดือดร้อน คนที่รู้ว่าตัวเองควรทำอะไรสักอย่างเพื่อให้สังคมนี้ดีขึ้น มากกว่าจะบอกให้คนอื่นอดทนกับชะตากรรมที่ไม่ยุติธรรม
แม้ว่าสิ่งที่พวกเขาทำจะไม่ได้เห็นผลในทันที แต่มันย่อมมีผลกระทบอย่างแน่นอน และแค่นั้นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้วงล้อแห่งการเปลี่ยนแปลงค่อยๆขยับไปข้างหน้า แม้จะเป็นไปอย่างช้าๆ แต่ก็มุ่งตรงไปข้างหน้า สู่สิ่งใหม่ที่อาจจะดีกว่า (หรือแย่กว่า? ไม่มีใครรู้หรอก 😉)
โฆษณา