ปี 2025 นับเป็นอีกปีที่การดูหนังจีนเต็มไปด้วยความสนุกและความหลากหลาย มีหลายเรื่องที่ผมชอบเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น Detective Chinatown 1900, The Shadow’s Edge, Dongji Rescue, The Last Dance และ Ne Zha 2
แต่หากพูดถึงหนังที่ดูซ้ำรอบมากที่สุดในปีนี้ คงหนีไม่พ้น Creation of the Gods II: Demon Force กับ The Shadow’s Edge โดยเรื่องหลังเป็นหนังเฉินหลงที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้วอย่างละเอียด ส่วน Creation of the Gods II ผมเลือกหยิบมาเล่าให้เป็นหนังจีนโปรด เพราะโดยส่วนตัวเป็นคนชอบแฟนตาซีจีนอยู่แล้ว และโลกของ Fengshen ก็มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาได้ยาก อีกทั้งยังไม่เคยบอกเล่าถึงหนังภาคนี้อย่างละเอียดเลย
ถ้าจะพูดกันแบบไม่ประนีประนอม Creation of the Gods II: Demon Force คือหนังที่ รู้ตัวว่ามีบาดแผล แต่ก็ยังเลือกจะวิ่งเข้ากลางสนามรบอย่างไม่ลังเล มันไม่ใช่หนังแฟนตาซีที่เล่าเรื่องเนี้ยบ ไม่ใช่หนังที่บทกลมเกลี้ยง หรือคุมจังหวะได้อย่างไร้ที่ติ แต่เป็นหนังที่กล้าทุ่ม กล้าเสี่ยง และเชื่อมั่นในโลกของตัวเองอย่างดื้อรั้น ความดื้อแบบนี้เองกลับน่ามอง และน่าเอาใจช่วยอย่างประหลาด
ในตอนท้ายของภาคแรก Creation of the Gods เราได้เห็นกษัตริย์อินโส่วแห่งราชวงศ์ซาง (เฟย เซียง นักแสดงไต้หวัน หรือที่บางคนเรียกว่า Chinese James Brolin) ร่วมมือกับคนรักปีศาจจิ้งจอก ต๋าจี๋ (นารานา เออร์ดีเนเยวา นางแบบลูกครึ่งมองโกเลีย–รัสเซีย) วางแผนกำจัดทุกภัยคุกคามบนเส้นทางการครองอำนาจ รวมถึงการสังหารลูกชายแท้ ๆ ของตนเองอย่างองค์ชายอินเจียว (เฉิน มู่ฉือ)
ถึงตรงนี้อยากพูดถึง Na Zha 2 สักหน่อย เพราะมีตัวละครคาบเกี่ยวกันกับ Creation of the Gods II ทว่าเมื่อใช้ตัวละครชุดเดียวกัน แต่ผลลัพธ์ต่างกันคนละโลก สิ่งที่ยิ่งทำให้จุดอ่อนของ Creation of the Gods II: Demon Force ชัดเจนขึ้น ใน Ne Zha 2 ตัวละครทุกตัวมีหน้าที่เชิงบทที่ชัดเจน นาจาไม่ได้เป็นเพียงตัวละครเก่ง แต่เป็นแกนทางอารมณ์และธีม มีบทบาทเชิงศีลธรรมและความขัดแย้งภายใน ขณะที่แอ็กชันและแฟนตาซีถูกออกแบบมาเพื่อขับเน้นตัวละคร ไม่ใช่กลบมัน
ตรงกันข้าม Creation of the Gods II เลือกจะใช้ตัวละครเทพเหล่านี้เป็นองค์ประกอบของเรื่องมากกว่าเป็นกลไกของการเล่าเรื่อง นาจาและหยางเจี่ยนแทบไม่มีผลต่อการขับเคลื่อนเนื้อหา เหลยเจิ้นจื่อถูกลดทอนจนเหลือเพียงบทบาทเชิงสนับสนุน ขณะที่สี่ยักษ์ตระกูลโม่ซึ่งควรเป็นภัยคุกคามระดับตำนาน กลับถูกทำให้ดูงุ่มง่ามจนเสียความน่าเกรงขาม แล้วตัวละครที่ขับเคลื่อนบทจริงๆ คือฝั่งของมนุษย์อย่างจีฟาและรองแม่ทัพเติ้ง ซึ่งก็ถูกต้องเหมาะสมกับเรื่องราวแล้ว
ทว่า ผู้กำกับอู๋เอ่อร์ซานที่เขียนบทด้วยนั้นอาจจะลืมไปว่าโลกของห้องสินนั้น ด้านที่ขับเคลื่อนด้วยเหล่าเทพก็มีความสำคัญไม่แพ้ฝั่งมนุษย์ และทำให้เรื่องราวยืนยงอยู่ในใจคนจนถึงทุกวันนี้ หากบอกว่า Ne Zha 2 คือหนังที่เข้าใจว่าพลังของตำนานอยู่ที่การตีความตัวละครให้ร่วมสมัย แล้ว Creation of the Gods II กลับเลือกจะเชื่อในมนุษย์ที่อาศัยอยู่ในนั้น นี่ไม่ใช่ความผิดพลาดถึงขั้นล้มเหลว แต่เป็นการตัดสินใจที่ทำให้หนังดูหาทางออกง่ายไปในบางจุด และทำให้ศักยภาพของตัวละครเทพจำนวนมากถูกทิ้งไว้กลางทางอย่างน่าเสียดาย
นอกจากนี้ หนังยังมีความลักลั่นในบท จังหวะการเล่าเรื่อง และไทม์ไลน์ของตัวละคร ซึ่งแม้จะเป็นข้อบกพร่องที่พบได้ในงานที่มีโครงสร้างใหญ่เช่นนี้ แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะทำให้ผู้ชมตั้งคำถามอยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ Creation of the Gods II ทำได้ดี คือการสร้างบรรยากาศของโลกแฟนตาซีจีนที่มีเสน่ห์ และการพัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละคร โดยเฉพาะคู่ของจีฟากับเติ้งฉานอวี้ ที่บทเขียนให้ซื่อสัตย์กับตัวตนของเธอ และทำให้เธอดูเท่ มีพลัง จนถึงเฟรมสุดท้าย
กล่าวได้ว่าแม้ Creation of the Gods II: Demon Force จะมีบาดแผลในเชิงโครงเรื่องอยู่ไม่น้อย แต่หนังก็ทดแทนด้วยฉากสงครามเวทมนตร์ที่สร้างสรรค์ การออกแบบโลกที่น่าหลงใหล และตัวละครอย่างเหวินจงกับ “ตาที่สาม” บนหน้าผาก ซึ่งกลายเป็นภาพจำที่น่าประทับใจ
ในช่วงท้ายของภาคนี้ เสินกงเป้าจอมชั่วยังคงตามล่าคัมภีร์เฟิงเสินปัง พร้อมอัญเชิญกองทัพความมืดมาปูทางสู่บทสรุปภาคสุดท้าย บอกได้คำเดียวว่า เป็นการทิ้งท้ายที่ทำให้ผมรอคอยภาคต่ออย่างใจจดใจจ่อ และถ้าอู๋เอ่อร์ซานสามารถปิดไตรภาคนี้ได้อย่างมั่นคง Creation of the Gods อาจไม่ใช่แฟรนไชส์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่มีสิทธิ์ถูกจดจำในฐานะหนังแฟนตาซีพื้นบ้านจีนที่กล้าเล่นใหญ่ กล้าเสี่ยง ในยุคที่หาหนังมหากาพย์แบบนี้ได้ยากเต็มทน
สำหรับตอนนี้ Creation of the Gods ยังคงเป็นแฟรนไชส์แฟนตาซีพื้นบ้านจีนที่โดดเด่นที่สุด และสิ่งที่เหลืออยู่ก็มีเพียงการรอลุ้นว่า อู๋เอ่อร์ซาน จะสามารถปิดไตรภาคนี้ได้อย่างสง่างามเพียงใด