19 ธ.ค. 2025 เวลา 01:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ระวัง! ผ่านจุดสูงสุดแล้ว

หุ้นวิชั่น - แม้ตลาดจะคาดหวังว่าการลงทุน Data center และนโยบายรัฐจะหนุนกลุ่มนิคมฯ ต่อเนื่อง แต่มองว่ารอบการเติบโตหลักได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว โดย ยอด presales สูงสุดอยู่ในปี 2024 และกำไรมีแนวโน้มพีคในปี 2025 (ที่มา-บล.บัวหลวง)
ขณะที่สัญญาณจาก BOI เริ่มสะท้อนการชะลอตัวของดีมานด์ในปีถัดไป โดยการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ใน 3Q25 ปรับลดลง QoQ สะท้อนแรงส่งของอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่เริ่มอ่อนลง ส่วนการพัฒนา Data center ขนาด multi-GW ใน EEC กลับกลายเป็นข้อจำกัดเรื่อง ความเพียงพอของไฟฟ้า ส่งผลให้ BOI เข้มงวดในการอนุมัติโครงการใหม่
นอกจากนี้ยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจนของการหมุนดีมานด์ไปยังอุตสาหกรรมใหม่อย่าง semiconductor และ advanced electronics แม้จะเป็นธีมที่ถูกพูดถึงมากในเชิงนโยบาย
ภาพรวมกำไร มีแนวโน้มทำจุดสูงสุดในปี 2025 ตามการรับรู้ backlog ก่อนเข้าสู่ช่วงชะลอในปี 2026 หากไม่มี demand cycle ใหม่เข้ามาทดแทน
ยังคงมุมมอง ระมัดระวังต่อกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และแนะนำ sell-into-strength เนื่องจากตลาดให้น้ำหนักเชิงบวกกับนโยบาย “Fast Pass” และ FDI สูงเกินไปในระยะสั้น แม้ 4Q25 presales อาจออกมาดี แต่ยังไม่ใช่สัญญาณของรอบใหม่ที่ยั่งยืน
สำหรับธีม Data center ยังคง ชอบ WHAUP มากกว่าหุ้นนิคมฯ โดยตรง  เนื่องจากมี exposure ต่อความต้องการไฟฟ้าและน้ำจาก Data center ในปี 2026 ได้ชัดเจนกว่า และมีความเสี่ยงเชิงวัฏจักรต่ำกว่าในระยะถัดไป
มาที่กลุ่มรับเหมาฯ คงน้ำหนักลงเป็น “น้อยกว่าตลาด” โดยมองว่าช่วงสุญญากาศการเมือง-เลือกตั้ง จนถึงจัดตั้งรัฐบาลช่วงแรก แม้หุ้นจะลงมาแรงแล้ว แต่การรีบาวด์อาจไม่โดดเด่นเทียบกลุ่มอื่น โดย De-rating valuation และราคาเป้าหมายลงมา และแนะนำเพียง ถือ ทั้ง CK-STECON เพื่อรอจังหวะใหม่
สถิติช่วงก่อน-หลังเลือกตั้ง: ศึกษาเพิ่มเติมสถิติตั้งแต่ยุคนายกฯ ทักษิณ ถึงเศรษฐา (7 ครั้ง) พบว่าโดยเฉลี่ยหุ้น CK-STECON ไม่เล่นทั้งก่อน-หลังเลือกตั้ง โดยราคาหุ้นลง 4-5% ก่อนเลือกตั้ง และยังลงต่อ 10-15% ในช่วง 90 วันทำการ หลังเลือกตั้ง จากสุญญากาศการเมือง ถึงช่วงต้นรัฐบาลที่มักยังไม่ได้เร่งออกโครงการโครงสร้างพื้นฐาน
Backlog พร้อม แม้กรณีงานดีเลย์: Backlog ในปัจจุบันทั้ง CK-STECON ดีกว่าในอดีตมาก โดยรองรับการรับรู้รายได้ไประดับ 4-5 ปี แต่งานใหม่ของภาครัฐส่วนใหญ่น่าจะดีเลย์ไป 2H26 ต้นปีจึงหวังพึ่งงานเอกชนอย่าง Data Center และโรงไฟฟ้าเป็นหลัก ทำให้แนวโน้ม Backlog ปีหน้าอาจจะลดลง YoY
ความผันผวนของต้นทุนจะมาจากปัจจัยภายนอก: ติดตาม 2 ด้าน คือ
1) ด้านแรงงาน แบ่งเป็น
1.1) การหาเสียงนโยบายเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ และ
1.2) ขาดแคลนแรงงานทางอ้อมผ่านผู้รับเหมาช่วง แม้กัมพูชาที่ไม่ได้เป็นแรงงานหลัก แต่เมียนมามีการสู้รบภายในอาจเริ่มจำกัดการส่งออกแรงงานใหม่ ส่วน
2) ด้านต้นทุนวัสดุก่อสร้าง อาจจะเริ่มเห็นความผันผวนจากราคาเหล็กเพิ่ม เพราะเห็นจีนพยายามคุมส่งออก ส่วนในระยะยาว คาดพยายามควบคุมต้นทุนผ่านการนำ IT มาปรับใช้ร่วม
โฆษณา