6 ม.ค. เวลา 03:00 • หุ้น & เศรษฐกิจ

มุมมองการลงทุนใน 10ปีข้างหน้า ผ่านสายตา J.P. Morgan

นักลงทุนส่วนใหญ่มักเริ่มต้นด้วยคำถามสั้น ๆ ว่า
“ปีหน้าตลาดจะขึ้นหรือลง” แต่ J.P. Morgan เลือกตั้งคำถามที่ยากกว่า และมีผลต่อชีวิตการลงทุนมากกว่า นั่นคืออีก 10–15 ปีข้างหน้า เงินทุนของเราจะเติบโตได้อย่างไรในโลกที่โครงสร้างเดิมได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
คำตอบถูกถักทอไว้ในรายงาน Long-Term Capital Market Assumptions (LTCMA) ซึ่งไม่ใช่บทพยากรณ์ตลาด แต่เป็นกรอบคิดสำหรับการจัดพอร์ตในโลกจริง
โลกที่ไม่ได้เอื้อให้ความผิดพลาดเหมือนในอดีตอีกต่อไป
# จากโลกเงินล้น สู่โลกที่ต้นทุนทางการเงินกลับมา
หนึ่งในแกนสำคัญที่สุดของ LTCMA คือการยอมรับว่า
ยุคดอกเบี้ยต่ำเป็นพิเศษและสภาพคล่องล้นระบบได้ผ่านพ้นไปแล้ว ตลอดทศวรรษก่อนหน้าราคาสินทรัพย์จำนวนมากปรับตัวขึ้น ไม่ใช่เพราะเศรษฐกิจแข็งแรงเป็นพิเศษ
แต่เพราะต้นทุนของเงินแทบเป็นศูนย์ ดอกเบี้ยต่ำเรื้อรังนับตั้งแต่วิกฤตSubprime ร่วมกับการทำQE ดันให้ราคาสินทรัพย์ต่างๆพุ่งทะยาน
แต่ในโลกข้างหน้า J.P. Morgan มองว่าดอกเบี้ยแท้จริงจะอยู่ในระดับสูงกว่าอดีต โดยเงินเฟ้อมีแนวโน้ม “ฝังแน่น” จากปัจจัยโครงสร้าง เช่น ประชากรลดลง ราคาพลังงาน การแยกขั้วทางภูมิรัฐศาสตร์ และชาตินิยมทางเศรษฐกิจ(Economic nationalism) รวมถึงการที่นโยบายการคลังเชิงรุก(Fiscal activity) จะเข้ามามีบทบาทแทนที่ธนาคารกลางมากขึ้น เหล่านี้ล้วนมีผลทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยของสินทรัพย์ส่วนใหญ่จะต่ำลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือโลกที่ผลตอบแทนต้องค้นหาเอา ไม่ใช่โลกที่ตลาดมอบให้โดยอัตโนมัติเหมือนเดิม
# หุ้นยังสร้างความมั่งคั่ง แต่ราคาที่จ่ายสำคัญกว่าที่เคย
แม้โลกจะซับซ้อนขึ้น LTCMA ยังคงยืนยันว่าหุ้นคือหัวใจของการเติบโตระยะยาว แต่ความแตกต่างระหว่างตลาดจะชัดเจนขึ้นมาก
หุ้นสหรัฐฯ ยังคงมีคุณภาพสูง มีนวัตกรรม และกำไรเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากการลงทุนด้านเทคโนโลยีและ AI ซึ่งช่วยหนุนกำไรในระยะสั้น และเพิ่มผลิตภาพในระยะยาว ท่ามกลางข้อจำกัดด้านแรงงาน อย่างไรก็ตาม ราคาที่แพงทำให้ผลตอบแทนคาดหวังในอนาคตลดลง นักลงทุนอาจได้ “ธุรกิจที่ดี” แต่ต้องยอมรับว่าอัตราทบต้นอาจไม่หวือหวาเหมือนในทศวรรษก่อน
ในขณะที่หุ้นประเทศพัฒนาแล้วนอกสหรัฐฯ
และหุ้นตลาดเกิดใหม่ เริ่มต้นจาก valuation ที่สมเหตุสมผลกว่า ให้ผลตอบแทนคาดหวังระยะยาวสูงกว่า แต่ต้องแลกกับการเติบโตที่ไม่สม่ำเสมอ และความเสี่ยงเชิงนโยบาย ค่าเงิน และภูมิรัฐศาสตร์
นัยสำคัญคือ การลงทุนแบบเหมารวมทั้งตลาดโลก อาจไม่เพียงพออีกต่อไป นักลงทุนจำเป็นต้องเลือกให้ดีและเข้าใจว่า “ผลตอบแทนในอนาคต ถูกกำหนดตั้งแต่วันที่เราเลือกซื้อ”
#พันธบัตรไม่ได้ตาย เพียงแค่ถูกเข้าใจผิด
ในช่วงยุคดอกเบี้ยต่ำที่ผ่านมา พันธบัตรถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ที่น่าเบื่อให้ผลตอบแทนต่ำ และไม่จำเป็นในพอร์ต แต่ LTCMA ชี้ให้เห็นว่า ในโลกที่ดอกเบี้ยกลับมาอยู่ในระดับปกติ พันธบัตรจะกลับมามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง พันธบัตรรัฐบาลคุณภาพดีไม่เพียงให้รายได้ที่คาดการณ์ได้ แต่ยังช่วยลดความผันผวนในพอร์ต โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นเผชิญแรงกระแทก
รายงานยังประเมินว่าด้วยระดับ yield ตั้งต้นที่สูงขึ้น และเส้นอัตราผลตอบแทนที่ชันกว่าเดิม พันธบัตรรัฐบาลอายุปานกลางมีแนวโน้มดีที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตการเงิน
ดังนั้น ในโลกที่ผลตอบแทนหุ้นไม่สูงดังเดิม เสถียรภาพกลับกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีความสำคัญมากกว่า
#สินทรัพย์ทางเลือก คือเครื่องรับมือโลกที่ซับซ้อน
LTCMA ให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ทางเลือก ไม่ใช่ในฐานะเครื่องจักรสร้างผลตอบแทน แต่ในฐานะ “ตัวถ่วงสมดุลของพอร์ต”
กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์(REITs) หรือ Private Credit ช่วยสร้างกระแสเงินสด ป้องกันเงินเฟ้อ
รวมถึงกลยุทธ์การลงทุนแบบ hedge fund เพื่อช่วยลดความผันผวนของตลาดสาธารณะได้เป็นอย่างดี
โดยรายงานยกตัวอย่างว่าพอร์ตเดิมแบบ 60/40 หากสามารถขยายเป็น 60/40+ ซึ่งอาศัยการเพิ่มสินทรัพย์ทางเลือกอย่างมีวินัย จะสามารถยกระดับผลตอบแทนคาดหวังจากราว 6.4% เป็นใกล้ 6.9% พร้อมปรับปรุงคุณภาพความเสี่ยงของพอร์ตอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม รายงานยังเน้นย้ำว่าสินทรัพย์เหล่านี้ไม่เหมาะกับทุกคน เพราะต้องแลกกับสภาพคล่องต่ำ ความซับซ้อนสูง และความเสี่ยงจากการเลือกผู้จัดการผิดพลาด
ผลตอบแทนที่สูงขึ้น ไม่ได้มาจากตลาดเสมอไป แต่มาจากวินัยและความเข้าใจของนักลงทุนเอง
# การกระจายความเสี่ยงไม่ง่ายเหมือนในตำรา
หนึ่งในความจริงที่นักลงทุนต้องยอมรับคือ ความสัมพันธ์ระหว่างสินทรัพย์ไม่คงที่ ในบางช่วงหุ้นและพันธบัตรสามารถปรับตัวลงพร้อมกันได้ โดยเฉพาะในสภาวะเงินเฟ้อสูง LTCMA จึงสะท้อนว่าการกระจายความเสี่ยงในโลกใหม่ต้องอาศัยความเข้าใจที่ลึกซึ้งเชิงโครงสร้างไม่ใช่เพียงแค่การถือสินทรัพย์หลายชนิดที่ชื่อต่างกัน
#บทสรุปการลงทุนคือการอยู่รอดให้ยาวพอ
สารที่แท้จริงของ LTCMA ไม่ได้อยู่ที่การพยายามหาทางสร้างผลตอบแทน แต่อยู่ที่กรอบความคิดที่ว่า
โลกการลงทุนในอนาคต จะไม่ให้รางวัลกับความคาดหวัง แต่จะให้รางวัลกับวินัย ความอดทน
และการเข้าใจความเสี่ยงอย่างแท้จริง
พอร์ตที่ดีอาจไม่โดดเด่นในระยะสั้น แต่เป็นพอร์ตที่สามารถอยู่รอดได้ยาวพอให้พลังของการทบต้นทำงาน
ซึ่งเป็นหัวใจเดียวกับปรัชญาการลงทุนแบบคลาสสิกที่ว่า
"การปกป้องเงินต้น สำคัญกว่าการไล่ตามผลตอบแทนเสมอ"
โฆษณา