20 ธ.ค. 2025 เวลา 15:53 • ดนตรี เพลง

[รีวิวอัลบั้ม] LUX - ROSALÍA >>> พระแม่เจิดจ้า

-นี่คือรีวิวอัลบั้มสุดท้ายส่งท้ายปี 2025 ที่น่าจะเป็นความท้าทายสูงสุดของผมเลยครับ ทุกครั้งที่ฟังอัลบั้มนี้น้ำตาจะไหล ไม่ใช่เพราะรู้สึก appreciate ชวนปล่อยโฮหรอกนะครับ แต่ประเด็นคือ กูฟังไม่รู้เรื่องครับ (ฮ่าๆๆ) ยอมรับแบบหน้าไม่อายเลยครับ แต่ก็ไม่เถียงว่านี่คืออัลบั้มที่ดีเยี่ยมแบบไม่ overrated ตามที่หลายสื่อเพลงพร้อมใจให้ 5 ดาว คะแนนเกือบเต็มร้อย และสิ่งที่ทำให้คนอย่างผมที่ไม่รู้แม้กระทั่งภาษาและสาสน์ของเพลงยังคงสามารถมองเห็นคุณค่าได้ก็คือ ความทะเยอทะยานอย่างมีเหตุมีผลนั่นแหละครับ
-สำหรับผมแล้ว ความทะเยอทะยานอย่างมีเหตุผลคือ การที่คนๆนั้นเค้าเคยเป็นสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้ว อีกทั้งยังอินกับเรื่องที่ต้องการจะสื่อโดยที่ไม่รู้สึกฝืนจนเกินความสามารถ ROSALÍA ไม่ใช่ป็อปสตาร์ระดับไก่กา เธอผ่านการเป็นนักเรียนโอเปร่าและนักร้องฟลาเมงโกที่วิทยาลัยดนตรี Catalonia มาแล้ว เป็นความสามารถชั้นสูงที่ไม่ได้มาง่ายๆ มันเลยกลายเป็นจุดแข็งที่สามารถขยับขยายทั้งการแสดงกายภาพและมโนภาพให้กว้างไกลจนบางทีคนฟัง commercial pop มาทั้งชีวิตก็ต้องไต่บันไดในการรับสาส์นหน่อย
-ประโยคบนผืนผ้าขนาดใหญ่ก่อนเริ่มงาน Listening Party ในเมือง New York ที่กล่าวไว้ว่า “บางครั้งการที่คุณจมอยู่กับความมืดมิด นั่นคือวิธีที่ดีที่สุดในการตามหาแสงสว่าง” ประโยคนี้แลดูเป็นสัจธรรมในการค้นหาความหมายชีวิตก็จริง แต่มันก็แอบหยอกเย้าประสบการณ์ของผมที่มีต่อการฟังอัลบั้มนี้เช่นกัน ความไม่รู้ภาษา ความไม่รู้สตอรี่นักบุญและศาสนาคริสต์ที่นำมาซึ่งความมืดบอดในตอนแรกฟัง ยิ่งรีวิวหลังฟังได้เพียงแค่เดือนกว่าเท่านั้น ผมยังแอบรู้สึกว่า เวลาในการซึมซับอัลบั้มนี้ยังน้อยเกินไป
-ROSALÍA ก็ตั้งใจออกแบบอัลบั้มให้ฟังยากอยู่แล้ว ไม่เน้น radio hit และต้องใช้เวลาพอสมควรในการ repeat เพื่อซึ้งในรสพระธรรม แต่ถ้าคุณอยากจะซาบซึ้งในบทเพลงเป็นการเบื้องต้น คุณก็สามารถไหลลื่นไปตามลวดลายของดนตรีคลาสสิคโดยที่ไม่รู้สึกผิดต่อการตกหล่นในสาสน์ของเพลงได้ก่อนก็ได้ เหมือนเราไปเข้า orchestra hall เพื่อไปดื่มด่ำความสุนทรีย์โดยที่ไม่ต้องเข้าใจนัยยะการสื่อสารครบถ้วน 100% อยู่แล้ว
-process การทำอัลบั้มก็เป็นจุดนึงที่สนุกและน่าค้นหาไปพร้อมๆกัน แลดู Rosalía พยายามเป็น innovator (ที่ไม่ได้แซะไปทางวอนนาบี) แต่มันคือความไม่หยุดหย่อนที่จะหาลู่ทางใหม่ในการ genre-bending ยังไงให้ไปได้ไกลกว่าเดิม เธอได้ระบุขนาดสเกลอัลบั้มที่แล้ว MOTOMAMI ไว้ที่ขนาด minimalist แต่ LUX คือ maximalist อันนี้ค่อยฟังขึ้นหน่อย จะไม่เล่นใหญ่ได้ไง ในเมื่อเธอเกณฑ์หนึ่งในชาวคณะที่ดีที่สุดในโลกอย่าง London Symphony Orchestra มาซะขนาดนี้ โคตรแกรนด์ โคตร elite จนอัลบั้มที่แล้วกลายเป็นตัวเล็กตัวน้อยไปเลย
-ไหนจะไปฝึกร้อง 12 ภาษาอีก ไม่ใช่แค่พึ่งตัวช่วย Google Translate ออกเสียงไกด์อย่างเดียว ไปเกณฑ์ครูภาษาศาสตร์มาช่วยไกด์การออกเสียงอีก สิ่งที่เจ๋งมากๆก็คือ ภาษาต่างๆเหล่านั้นได้ถูกกลืนเป็นเนื้อเดียวกันจนแทบแยกไม่ออกเลยครับว่า เปลี่ยนภาษาสเปนไปเป็นภาษาอื่นตั้งแต่ตอนไหน (ยกเว้น ภาษาอังกฤษในเพลง Divinize กับ ภาษาญี่ปุ่นในเพลง Porcelana)
-โดยแก่นแท้ที่เธอต้องการจะเพิ่มความซับซ้อนทางภาษาก็คือ เธอต้องการขยายขอบเขตความสัมพันธ์ being friends with the world ด้วยการเรียนรู้ที่จะพูดภาษาอื่นๆในอีกซีกมุมโลกที่เธอคุ้นเคย แอบเสียดายไม่มีภาษาไทยที่คุณ Lisa เคยสอนเธอไว้ แต่ก็เข้าใจเมืองไทยเราเมืองพุทธ อยู่นอกเหนือขอบเขตคาทอลิค อย่างไรก็ดีมันทำให้เราได้เห็นศักยภาพที่ฉายแสงอย่างเหนือความธรรมดามากที่สุดครั้งนึง
-นักรีวิวบางสื่อถึงขั้นนิยามบทเพลงเหล่านี้ไม่ต่างจากบทสวด ซึ่งก็ make sense เมื่อดูจากปกอัลบั้มแล้วก็พอคาดเดาได้ว่า Rosalía ได้ตั้งตนเป็นนักบุญสาวที่อยาก represent การตกผลึกหลักธรรมในแบบของเธอเอง มันไม่ใช่แค่กรอบของศาสนาคริสต์ แต่ยังรวมถึงศาสนาอื่นๆที่เธออยากจะทำความเข้าใจมันด้วย
-อัลบั้มนี้แบ่งเป็น 4 องก์ด้วยกัน องก์แรกเป็นการออกจากความบริสุทธิ์ผุดผ่อง องก์ต่อมาคือการได้รับแรงดึงดูดและการอยากเป็นเพื่อนร่วมโลก องก์ที่สามคือการสื่อสารเพื่อให้เข้าใกล้กับพระเจ้ามากที่สุด และองก์สุดท้ายจบด้วยการร่ำลา
-สรุปแบบรวมๆด้วยมุมมองส่วนตัวในแบบที่ไม่ต้องมีศาสนามาปนเลยก็คือ “การเดินทางของชีวิต” ที่มีจุดเริ่มต้นคือความบริสุทธิ์แล้วก้าวออกมาผ่านม่านหมอกแห่งความสัมพันธ์กับคนที่เราพบพานทั้งดีและร้าย ความบาปบุญคุณโทษย่อมเป็นของคู่กันและเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว เพื่อแลเห็นทางสว่างแห่งสัจธรรมที่เริ่มมีหลักการและเหตุผลในตัวมัน ท้ายที่สุดแล้ว เราก็หนีไม่พ้นความตายที่สลายกลายเป็นธุลีคืนสู่โลกอยู่ดี
-การที่ Rosalía เลือกโหมโรงด้วยดนตรีคลาสสิค-ออเครสตร้าจึงเป็นดั่งไอพ่นที่ขับเคลื่อนแรงศรัทธาให้พริ้วไหวไกลถึงเบื้องบน ราวกับว่านักบุญสาวคนนี้กำลังพิสูจน์แรงศรัทธาของเธอเอง สิ่งยั่วยุและความผิดหวังในชีวิตรักส่วนตัวกลายเป็นบททดสอบที่ทำให้ความศรัทธาอันแรงกล้ามีอันต้องสั่นคลอน
*** พารากราฟต่อไปนี้คือการตีความส่วนตัวของผมล้วนๆ หากไม่ถูกต้องก็ขออภัย
-เปิดอัลบั้มด้วย SEXO, VIOLENCIA Y LLANTAS (Sex, Violence and Tires) เป็นการเอื้อนเอ่ยไปมาระหว่างความรักที่มีต่อพระเจ้า กับ ความรักที่เจือปนด้วยความยั่วยวน และความ toxic ที่ลามปามไปถึงความรุนแรง โดยมีตัวอย่างแรงแค้นของนักบุญเซนต์โอลก้าแห่งเคียฟที่เอาคืนชนเผ่าที่เคยพรากชีวิตสามีของเธอไปในเพลง DE MADRUGÁ
-การค้นหาตัวเองผ่านการตะลอนไปทั่วโลก (รวมถึง Bangkok) ในเพลง Reliquia (Relic) ที่เดินเครื่องด้วยเครื่องสายสุดโลดแล่น Divinize เพลงที่มีท่อนฮุกภาษาอังกฤษเพลงเดียวที่เล่าตำนานผลไม้ต้องห้ามอันเป็นนิทานสากล การอุทิศตนด้วยการไม่ยอมกัดกินผลไม้เพียงเพื่อจะอยู่ในสวนสรวงสวรรค์อีเดน
-Porcelana (Porcelain) บีท Avant garde ที่ตัดรสความ slow burn ของดนตรีคลาสสิคจากแทร็คที่แล้วมา เป็นการตั้งคำถามถึงบทบาทที่เธอมีต่อโลกในฐานะศิลปินที่สร้างความผ่อนคลายให้คนฟัง ซึ่งอาจจะทำให้ผู้รับสาส์นหลบหลีกความเป็นจริงไปเรื่อยๆ เธอก็ระลึกได้ว่า การอุทิศตนไม่ใช่แค่ทำให้คนสบายใจ แต่ยังต้องทำให้คนตื่นรู้และตาสว่างแลเห็นความจริงได้ด้วย
-Mio Cristo Piange Diamanti (My Christ Cries Diamonds) ที่แสดงให้เห็นแสงยานุภาพของพระเจ้าที่นำพาซึ่งความสวยงามและความชิบหายพอๆกัน อย่างไรก็ดีเธอก็ยอมรับถึงการเป็นมนุษย์ที่มีความด่างพร้อยและไม่สมบูรณ์แบบ จนทำให้โลกสันติและวุ่นวายไปพร้อมๆกัน ชอบท่อน Outro มากๆ เหมือนได้เห็น process แว๊บๆนอกเพลงที่เธอตัดสลับความเป็นนักร้องแล้วมาเป็นวาทยากรกำกับทิศทางลมเสียเอง
-การอัญเชิญพระเจ้าลงมาจากเบื้องบนสู่เบื้องล่างของจริงในเพลง BERGHAIN ที่ใส่ไฟ opera อย่างดุเดือดและเข้มข้นชวนขนลุก สมแล้วกับการเป็นซิงเกิ้ลแรกที่ represent ความอหังการของสุ้มเสียงที่อัลบั้มนี้เป็น ได้หนึ่งในศิลปินไอดอลคนสำคัญ Björk มาพูดอัญเชิญด้วยภาษาสากลให้สาธุชนรู้โดยทั่วกัน Yves Tumor มาทำหน้าที่โบ้ยตีตัวเองด้วยวลีสุดฮิตของ Mike Tyson เพื่อเรียกร้องความสนใจเป็นการปิดท้าย
-ในขณะที่ LA PERLA (The Pearl) อคลูสติคที่เพิ่มความขี้เล่น หย่อนความตึงจากการถูกโหมโรงอย่างหนัก ได้วงดนตรีสามพี่น้อง Yahritza y su Esencia มาช่วยหยอกล้อความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของพระเจ้า ชอบทำให้ว้าวุ่นเหมือนโดนเพลย์บอยตก โป้ปดเสียจนไม่แสดงออกซึ่งการกระทำที่ชัดเจน และยังมีเพลง Dios Es Un Stalker (God Is A Stalker) ที่หยอกล้อการเข้าใกล้กับพระเจ้าในรูปแบบเงาตามตัวที่มีในทุกแห่งหน ท่วงทำนอง Flamenco ติดความ Rom-Com วิ่งไล่จับไปมา
-La Yugular (The Jugular) ที่เปิดใจรับคำสอนจากนักบุญชาวมุสลิม พร้อมทั้งการข้ามสเต็ปร้องภาษาอาหรับเพื่อซึมซับความต่างทางศาสนานั้นด้วย ในท่อน Outro มีการแทรกคลิปสัมภาษณ์ของ Patti Smith ในปี 1976 ที่ตีความเพลง Break On Through (To the Other Side) ของ The Doors ไว้ว่า ต่อให้เราจะมีวิทยาการสุดล้ำในการออกสู่อวกาศ แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการก้าวข้ามข้อจำกัดทางจิตวิญญาณอยู่ดี (ใครตีความท่อน Outro ได้ คอมเมนท์บอกบุญหน่อยก็ดี)
-Sauvignon Blanc (โซวิญง บลองก์) เริ่มเข้าสู่โหมดบัลลาดภาษาสเปนสุดไพเราะที่น่าจะเข้าใจในหลักธรรมได้ง่ายที่สุด เพราะนี่คือการเข้าสู่ process แห่งความตั้งใจเด็ดเดี่ยวในการปล่อยวาง ลดละเลิกวัตถุนิยม ซึ่งเธอก็ค้นพบทางสว่างแสงสีทองผ่องอำไพ และรู้สึกลึกซึ้งในรสพระธรรมของพระองค์จนไม่มีอะไรต้องเกรงกลัวในผลของอดีตและอนาคตอีกต่อไป
-Memória เข้าสู่วิถีเอื้อนเอ่ย Fado ไปพร้อมๆกับศิลปินไอดอลรุ่นพี่ชาวโปรตุเกส Carminho ซึ่งพวกเธอพบเจอกันผ่านเพลงของกันและกัน ก่อนที่ ROSALÍA จะโด่งดัง เธอเคยร้องเพลงของ Carminho ในสมัยที่เธอยังเป็นนักร้องกลางคืนตามบาร์ และตัวเจ๊ Carminho เองก็รู้จัก ROSALÍA ผ่านอัลบั้ม พอเธออ่านหนังสือพิมพ์แล้วเจอว่า ROSALÍA เคยนำเพลงเธอไปร้องด้วย ยิ่งอยากทำความรู้จักเลยไปพบปะหลังคอนเสิร์ตจนได้ร่วมงานกัน
แรกเริ่มเดิมทีเพลงนี้เกือบเป็นเพลงของ Carminho เนื่องจากเจ๊เป็นฝ่ายชวนก่อน แต่พอแต่งร่วมกัน ROSALÍA เริ่มรู้สึกว่า เธออยากให้เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มของเธอเอง เจ๊ Carminho ก็ร้องอ้าวเห้ยด้วยความงง “จะเอาเพลงเจ๊ไปทำไม” ด้วยความใจดีเจ๊แกเลยยอมมอบเพลงนี้ จนเอาไปรวมในอัลบั้มนี้อย่างที่เห็น เมื่อปะติดปะต่อกับการโคจรพบเจอกันของทั้งคู่ สาส์นของเพลงนี้จึงเป็นมากกว่าการได้รับการจดจำจากพระเจ้า แต่เป็นการสื่อสารร่วมกันกับคนที่ชอบพอกันผ่านงานเพลงที่เชื่อมจิตให้ทั้งคู่ได้เจอกันเนี่ยแหละครับ
ROSALÍA & Carminho
-ปิดท้ายด้วย Magnolias ที่เป็นดั่งเพลงงานศพในสไตล์ของเธอ เป็นการส่งเสียนักบุญสาวที่ได้พบพานและกำลังเดินทางไกล บอกเหล่าสาธุชนและแฟนเพลงของเธอว่า โปรดอย่ามัวแต่ร่ำร้องเสียใจ จงปล่อยไป และอยู่กับปัจจุบันอย่างเอ็นจอยก็เพียงพอ เป็นการจบอัลบั้มที่ปิดด้วยสัจธรรมจุดหมายปลายทางที่ทุกคนย่อมหนีไม่พ้น
-ถ้าหาก MOTOMAMI คืองานเน้นสนุกเน้นตกคนดูด้วยภาษาอิหยังวะ แต่ก็น่าค้นหาในแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อนแล้ว LUX เป็นการพิสูจน์ให้เห็นเป็นประจักษ์อีกทีว่า เธอไปไกลได้เกินกว่ากรอบความสนุกที่เคยเป็น แต่เป็นการนั่งปฏิบัติธรรมในโบสถ์ทุกวันอาทิตย์เพื่อถอดหลักคำสอน สารภาพบาปจากประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา และการอนุรักษ์ไว้ซึ่งความสุนทรีย์แห่งบทสวดมนต์ที่คอยขับกล่อมให้กับผู้หลงทางก่อนที่จะแหลกสลายไปมากกว่านี้
-คะแนนที่ผมจะให้เอาเข้าจริงอาจจะไม่ถูกใจผู้อ่านมากนัก สำหรับผมแล้วมันกลั่นออกมาจากความสัตย์จริงที่ว่า นี่ไม่ใช่อัลบั้มที่เพอร์เฟ็คหรืออยู่ในอุดมคติอย่างหมดจด มันติดอยู่ที่การยึดโยงตีมศาสนาในบางหลักธรรมที่ผมยังไม่เข้าใจ และไม่สามารถคุยกับผมได้ในบางประเด็นก็เท่านั้น เนี่ยแหละครับมันเป็นจุดตัดที่ยากมากๆต่อการรีวิวว่าจะสื่อสารยังไง ทั้งๆที่ผมก็ไม่ได้อินเรื่องพวกนี้มากนัก แต่ด้วยความตั้งใจที่จะลงลาย Classical ให้เนี๊ยบและไปสุดขนาดนี้ มันคงทำให้ผมตัดสินความ woke ไม่ลงจริงๆ
ขอยอมสยบต่อแสงยานุภาพ
Top Tracks : Sexo, Violencia y Llantas, Reliquia, Porcelana, Mio Cristo Piange Diamanti, Berghain, La Perla, De Madrugá, La Yugular, Sauvignon Blanc, Memória
Give 8/10
Thx 4 Readin’
See Y’all
โฆษณา