23 ธ.ค. 2025 เวลา 13:53 • หนังสือ

The Only One Left เขาบอกว่าบ้านนี้มีฆาตกร

ต้องบอกเลยว่าหนังสือที่ น้ำพุสำนักพิมพ์ ออกมาในช่วงงานหนังสือปลายปีที่แล้วนี้มันโคตรเข้ม โคตรเดือดแทบทุกเล่มเลยจริงๆ #เขาบอกว่าบ้านนี้มีฆาตกร เป็นเล่มที่ 3 จาก 4 เล่มที่เราซื้อมาของล็อตนั้น และแน่นอนว่าระดับความสนุกของมันก็ยังคงสุดยอดเหมือนกับอีกสองเล่มที่อ่านไปก่อนหน้านี้เลย เผลอๆน่าจะสนุกที่สุดด้วยซ้ำ
"คิต" เจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยประจำบ้านคนหนึ่งถูกบริษัทต้นสังกัดพักงานมาแล้ว 6 เดือน เนื่องจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยรายล่าสุดของเธอ ดังนั้นเมื่อบริษัทติดต่อมาเสนองานใหม่ เธอจึงจำใจต้องรับอย่างเสียไม่ได้ แม้ว่าคนที่เธอจะต้องไปดูแลในครั้งนี้คือ "เลอนอรา โฮป" หญิงชราผู้เคยสังหารครอบครัวทั้งหมดของตัวเองเมื่อ 54 ปีก่อน ทว่าเลอนอราไม่เคยต้องรับโทษจากเหตุการณ์นั้น ปัจจุบันเธอจึงยังอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์ของตระกูล แต่เป็นในสภาพไร้พิษสง เพราะโรคร้ายที่รุมเร้าจนทำให้แทบขยับตัวไม่ได้
ครั้นเมื่อคิตไปถึงคฤหาสน์ เธอก็ได้ประสบพบเจอกับเรื่องราวแปลกๆมากมาย นับตั้งแต่สภาพบ้านที่ทรุดโทรม เรื่องเล่าชวนขนลุกจากเพื่อนสาวใช้ เสียงประหลาดที่ดังในห้องของเลอนอราตอนกลางคืน และของใช้ของ "แมรี่" ผู้ดูแลคนเก่าที่ยังวางอยู่เต็มห้อง เหมือนว่าเธอคนนั้นรีบร้อนออกไปมากเสียจนไม่ได้เอาอะไรไปด้วย แต่ในบรรดาเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น เรื่องที่ทำให้คิตสงสัยมากที่สุดก็คือ ทั้งที่เพิ่งเจอกันได้ไม่นาน แต่เลอนอรากลับอยากเล่าเรื่องเหตุการณ์ในคืนนั้นให้เธอฟัง
ปริศนาที่ไม่มีคำตอบกว่าครึ่งศตวรรษกำลังจะได้รับการเปิดเผย แต่คำถามคือทำไมถึงต้องเป็นตอนนี้?
คือเนื้อเรื่องของเล่มนี้มันเข้มข้นชนิดที่ว่า หักมุมแล้วหักมุมอีก สมกับที่ในคำนำบอกไว้ว่าคุณจะไม่มีทางดักทางนักเขียนได้เลย ตอนอ่านนี่คือลุ้นแทบตลอดเวลา เพราะเดาอะไรไม่ได้สักอย่าง อ่านเพลินจนไม่อยากวางกันไปเลย แล้วจังหวะหักมุมนี่ไม่ใช่สักแต่ว่าเป็นการพลิกกลับไปกลับมาแบบดาษดื่นนะ แต่มันคือการสับขาหลอกที่มีชั้นเชิง มีการวางกับดัก มีการหยอดคำใบ้เอาไว้หมดแล้ว ประมาณว่าหลังจากเหวอเสร็จเราก็จะต้อง อ๋อ เออว่ะ
แล้วสารภาพเลยว่าอ่านไปถึงช่วงหนึ่ง เริ่มเกิดความคิดว่าไม่อ่านต่อดีไหมวะ คือมันมีจังหวะหลอนๆอยู่เยอะเลย ตอนอ่านนี่แบบ เอาละ สำนักพิมพ์เล่นผมอีกแล้วปะเนี่ย จะยังไงดี ไปต่อดีไหม 😅 แต่ใครที่กลัวผี อ่านนิยายสยองขวัญไม่ได้ ไม่ต้องกังวลนะ อ่านเล่มนี้ได้สบายแน่นอน แค่อาจจะต้องอดทนให้พ้นช่วงน่ากลัวไปหน่อย เอ๊ะ สปอยล์ไหมเนี่ย 5555 คงไม่หรอกมั้ง เอาเป็นว่าอ่านจบแล้วบอกเลยว่า "คนน่ากลัวกว่าผีเยอะ"
อดีตก็คืออดีต รื้อฟื้นมันขึ้นมาตอนนี้ก็ไม่เกิดประโยชน์กับใครทั้งนั้น
หนังสือจะใช้วิธีเล่าสลับกันไประหว่างมุมมองของคิตในปัจจุบัน กับบันทึกที่เลอนอราเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต จนชิ้นส่วนจิ๊กซอว์จากทั้งสองช่วงเวลาสามารถต่อกันได้ครบสมบูรณ์ในที่สุด แต่พออ่านจนจบแล้ว เรากลับเห็นด้วยกับประโยคข้างต้น อดีตอันแสนโหดร้ายเช่นนั้น ควรค่าแก่การรื้อฟื้นหาความจริงจริงหรือเปล่า ใครกันที่ได้ประโยชน์จากสิ่งนี้ ในเมื่อทุกคนต่างก็ต้องเจ็บปวดด้วยกันทั้งนั้น
สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นชัดมากๆในเรื่องนี้จนต้องขอพูดถึงสักหน่อยก็คือ ความรุนแรงในครอบครัวนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นความรุนแรงทางร่างกายเสมอไป ความรุนแรงทางจิตใจที่ต้องเติบโตมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง หรือถูกปล่อยปละละเลย ทอดทิ้งให้รู้สึกโดดเดี่ยว เหล่านี้ต่างก็เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อคนในครอบครัวได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็ตาม
ดังนั้นในอีกมุมหนึ่ง เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความจริงในอดีตนี่แหละที่จะเป็นบทเรียนชั้นดีให้กับคนรุ่นหลัง เมื่อเราศึกษาอดีต เราก็จะเข้าใจว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร อะไรคือสาเหตุ ซึ่งจะนำไปสู่การหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต
ถ้าฉันบอกว่าไม่ได้ทำ คุณจะเชื่อไหมคะ
ประโยคนี้ได้สรุปแก่นหลักของหนังสือเล่มนี้เอาไว้ครบถ้วน นักเขียนเน้นย้ำประเด็นนี้ด้วยการวางเรื่องให้ทั้งคิตและเลอนอราต้องตกที่นั่งเดียวกัน หญิงสาวสองคนที่ฐานะแตกต่างกัน อายุห่างกันหลายสิบปี แต่กลับได้เผชิญกับเหตุการณ์ที่ทำให้ตัวเองตกเป็นผู้ต้องสงสัยเหมือนกัน เหตุการณ์ที่พวกเธอทั้งคู่ยืนกรานว่าตนไม่ได้ทำ แต่ไม่เคยมีใครเลยที่เชื่อเรื่องนี้ ไม่มีสักคนแม้กระทั่งคนในครอบครัวของพวกเธอเอง
เราอาจจะเคยได้ยินกันมาบ้างว่า คนคนหนึ่งจะยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าจะถูกตัดสินว่ามีความผิด แต่จริงๆแล้วข้อความนั้นมันไม่จริงเลยสักนิด ผู้คนในสังคมไม่เคยรอจนถึงตอนนั้นหรอก พวกเขาตัดสินคุณไปแล้วจากสิ่งเล็กน้อยที่พวกเขารู้ เอาจริงๆเราว่าพวกเขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าความจริงคืออะไร พวกเขาแค่เชื่อว่าคุณผิด และทุกคำพูดของคุณต่อจากนี้ก็จะเป็นได้แค่ "คำแก้ตัวข้างๆคูๆ" ที่พวกเขาไม่คิดจะฟัง
และแม้จะเผชิญกับคำตัดสินจากสังคมมาเหมือนกัน น่าเศร้าที่คิตกับเลอนอราเองก็ยังมิวายตัดสินกันเองจากคำพูดของคนอื่น ต่างฝ่ายต่างก็ไม่เชื่อในความบริสุทธิ์ของอีกฝั่ง แต่มันก็คงไม่แปลกอะไร เพราะทุกคนต่างก็รู้ดีว่ามนุษย์นั้นมักจะปกป้องตัวเองเสมอ คำพูดของพวกเขาจึงมักจะเชื่อถือไม่ได้ ซึ่งนั่นแปลว่าในทุกเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้ว เราจะไม่มีวันรู้เลยว่าสิ่งไหนคือความจริง เพราะเราไม่ได้เป็นคนเห็นมันด้วยตาตัวเอง
ทว่าบางครั้งการเห็นด้วยตัวเองมันก็อาจจะยังพิสูจน์อะไรได้ไม่มากพอ เพราะคนเจ้าแผนการบางคนก็สามารถตบตาคนอื่นได้แนบเนียนเกินกว่าใครจะคิด
โอ้ยย เป็นหนังสือที่เล่ายากแฮะ กลัวหลุดสปอยล์ แล้วดันมีอะไรให้เล่าเยอะด้วยนะ 555555 ขัดใจๆๆ เอาเป็นว่าเล่าแค่นี้พอ ที่เหลือไปอ่านกันเองดีกว่าค่ะ ใครยังไม่มีจิ้มเลย: https://s.shopee.co.th/qccmMBLxJ
โฆษณา