23 ธ.ค. 2025 เวลา 14:22 • หนังสือ

อ่าน ‘สิทธารถะ’ จนถึงหน้ากระดาษสุดท้ายแล้วก็รู้สึกได้ว่า...

บางสิ่งที่ตัวละครสิทธารถะตกผลึก ตระหนักรู้ ก่อปัญญา หรือตรัสรู้ในเชิงศาสนา ไม่ว่าเราจะเรียกสิ่งๆนั้นว่าอะไรก็ตาม ช่างสอดคล้องกับพุทธนิกายเซน (Zen) ชนิดที่เรียกได้ว่าแทบจะเป็นก้อนความคิดเดียวกัน ทาบกันได้อย่างสนิทแนบ โครงเรื่องของสิทธารถะดำเนินอยู่ในประเทศอินเดีย ซึ่งต้นธารของปรัชญาเซนก็ถือกำเนิดขึ้นที่อินเดีย ผ่านจีน และไหลบ่าสู่ญี่ปุ่นในเวลาต่อมา จนกลายเป็นรากฐานสำคัญทางวัฒนธรรม ความคิด และความเชื่อของชาวญี่ปุ่นจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว
สิทธารถะ (ไม่ใช่สิทธัตถะ) ในภาษาสันสกฤตแปลความว่า ‘สำเร็จดังประสงค์’ ก็อาจแฝงนัยยะบางอย่างจากเฮอร์มานน์ เฮสเส (Hermann Hesse) นักเขียนขาวเยอรมัน-สวิสฯ ผู้สร้างสรรค์หนังสือเล่มนี้ขึ้นมาตั้งแต่ร้อยปีก่อนก็ได้ (ตีพิมพ์ครั้งแรกปี ค.ศ.1922) ชีวิตประสงค์สิ่งใด และความสำเร็จตีความอย่างไร ก็สุดแล้วแต่ผู้อ่านจะพิจารณา
ชีวิตสิทธารถะในวัยเยาว์ยึดมั่นในตัวตน (อัตตา) และความคิดแบบปัจเจก (คิดแบบแยกส่วน) เขาเชื่อว่าเราทุกคนสามารถประสบความสำเร็จและเดินทางสู่เป้าหมายในชีวิตได้หากเราคิดเป็น รอคอยเป็น และอดทนเป็น (คล้ายการบำเพ็ญเพียรของพระพุทธเจ้า) การทำความเข้าใจเหตุทั้งปวงนั้นคือการคิด ด้วยการคิดนี่เองที่ความรู้สึกจะกลายเป็นความรู้ แล้วเราจะไม่หลงทาง เขาเชื่อมั่นในความคิด เชื่อมั่นในการบำเพ็ญตนเยี่ยงสมณะ แสวงหาหนทางหลุดพ้นจากความทุกข์ตลอดเวลา เขาขบคิด และพยายามอธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวเสมอมา
ตัดภาพไปยังสิทธารถะในวัยชราเขากลับเชื่อว่า ‘ปัญญา’ เป็นสิ่งที่ไม่อาจถ่ายทอดสู่กันได้ ความรู้อาจถ่ายทอดกันได้ แต่ไม่ใช่ปัญญา ใครก็อาจพบปัญญาได้ แต่เขาไม่อาจถ่ายทอดหรือสอนปัญญานั้นได้ ไม่มีผู้ใดพบทางหลุดพ้นโดยการเรียนจากคำสอน นับว่าดีมากที่แต่ละชีวิตจะได้ประสบทุกสิ่งด้วยตนเอง (ตามความเข้าใจของผมคือ เรียนรู้จากการปฏิบัติ จึงเกิดปัญญา)
ผู้แสวงหาที่แท้จริงไม่อาจยอมรับคำสอนใดๆ เข้าจะไม่ยอมรับหากเขามีความจริงใจที่จะค้นหาบางสิ่งบางอย่างให้พบอย่างแท้จริง และผู้ที่บรรลุแล้วย่อมยอมรับได้ทุกแนวทาง รับได้ทุกเป้าหมาย ไม่มีอะไรมาแบ่งแยกเขาจากคนอื่นๆ (ณ จุดนี้ที่สิทธารถะเริ่มละทิ้งความคิดแบบปัจเจกแล้ว)
ตัดกลับมาที่ ‘เซน’ วิธีการฝึกฝนของเซนอยู่ที่การมีประสบการณ์ส่วนบุคคลเกี่ยวกับสัจจะ (มีส่วนร่วมโดยตรงกับความเป็นจริง) ไม่ใฝ่ใจต่อระบบความรู้และกรอบทฤษฎีต่างๆ ซึ่งเซนเชื่อว่าเป็นระบบที่วุ่นวายอยู่เพียงพื้นผิว ไม่มีวันนำไปสู่ข้อเท็จจริง “เซน ถ่ายทอดไม่ได้ เกินกว่าความเข้าใจในระบบภาษา” คติของเซน คือ ไม่พึ่งพาคำพูด เป็นเรื่องส่วนบุคคล เรื่องส่วนตัว
ทุกสิ่งที่สำคัญต่อการฝึกฝนและวิถีชีวิตนั้นสนับสนุนโดยประสบการณ์ตรงของตนเอง คำพูดและตัวอักษรเป็นสิ่งกีดขวางในเซน ชีวิตเราจดจำคำต่างๆ เล่นแร่แปรธาตุกับแนวคิด แสดงตรรกะ แล้วหวนคิดว่าเราฉลาด แต่รูปแบบของปัญญาเช่นนี้ไม่เคยเป็นประโยชน์เมื่อจำเป็นต้องอยู่กับความจริงในชีวิต (อ้างอิงจากหนังสือ ‘Zen and Japanese culture : Daisetsu Suzuki, 1936’ แปลไทยโดยชัยยศ อิษฎ์วรพันธุ์)
สิทธารถะเชื่อว่าทุกคนสามารถรักวัตถุสิ่งของได้ แต่ไม่อาจรักถ้อยคำ คำสอนจึงไม่มีประโยชน์ใด มันไม่มีอะไรเลยนอกจากถ้อยคำ บางทีถ้อยคำนี่เองที่ขวางกั้นเราจากความสงบสันติ บางทีมีถ้อยคำมากเกินไป (เซนก็คิดแบบนี้)
สิทธารถะในบั้นปลายนั้นอยู่กับปัจจุบัน เขาเป็นส่วนหนึ่งของเวลานี้ เดี๋ยวนี้ “ปัจจุบัน คือปัจจุบัน ไม่ใช่เงาของอดีต ไม่ใช่เงาของอนาคต” ไม่มีอะไรอยู่ ไม่มีอะไรเป็น ทุกสิ่งคือความจริงและอยู่ในปัจจุบัน ทุกสิ่งที่เป็นอยู่นี้ดีเหมือนกันหมด ทุกสิ่งเป็นสิ่งจำเป็น ต้องการการยอมรับ ต้องการความรักและความเข้าใจ เราต้องเรียนรู้ที่จะไม่ต่อต้าน ปล่อยโลกไปตามที่มันเป็น รักและยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของมัน
เฉกเช่นแนวคิดแบบเซนที่มีหลักการอยู่ในประโยคที่ว่า “หนึ่งเดียวในทั้งหมด และทั้งหมดในหนึ่งเดียว (One in all and All in one)” การบูชาพระเจ้าเป็นสิ่งที่เซนไม่ปฏิบัติ และการบูชาใดๆก็ไม่ใช่ความเข้าใจอย่างแท้จริง ประโยคข้างต้นไม่ได้หมายความว่ามีอะไรที่เป็นหนึ่ง หรือมีอะไรเป็นทั้งหมด เซนทั้งไม่ตระหนักถึงหนึ่งเดียว และไม่ตระหนักถึงทั้งหมด ในฐานะสิ่งที่แยกออกจากอีกสิ่งหนึ่ง
เราต้องทำความเข้าใจองค์รวมในฐานะข้อเท็จจริงสูงสุดและไม่มีการแยกแยะเอาองค์ประกอบออกมาวิเคราะห์ หนึ่งเดียวนั้นเป็นสิ่งเดียวกับสิ่งอื่นๆ ของสองสิ่งไม่เคยถูกจับแยกออกจากกัน
“เมื่อเราเห็นพระจันทร์ เรารู้ว่านั่นคือพระจันทร์ นั่นก็เพียงพอแล้ว” (เป็นอย่างที่เป็น คือความจริง คือปัจจุบันนั่นแหล่ะ)
บางทีแสวงหามากเกินไป นั่นล่ะคือผลของการแสวงหา ตราบใดที่ยังหาอยู่ จะไม่พบอะไรเลย เมื่อผู้ใดกำลังแสวงหา มันง่ายที่เขาจะได้เห็นแต่สิ่งที่แสวงหา แต่เขาจะไม่พบอะไรเลย ไม่อาจซึมซับสิ่งใด เพราะเขามัวคิดถึงแต่สิ่งที่เสาะแสวง เพราะเขามีเป้าหมาย แล้วจิตใจก็หมกมุ่นอยู่กับเป้านั้น มัวแต่หาหนทาง มัวแต่ตั้งเป้าหมาย แต่การจะพบหนทางเราต้องเป็นอิสระ พร้อมที่จะรับ และไม่มีเป้าหมายใด
ท้ายที่สุดสิ่งที่สิทธารถะ ‘ตระหนักรู้’ อาจเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาขบคิดมาตลอดชีวิต นั่นคือการ ‘ไม่คิดนั่นเอง’ (ข้อนี้อาจต่างกับเซนที่ยังคงขบคิดต่อชีวิต) แนวคิดซึ่งผมชอบมากที่สุดของสิทธารถะอาจเป็นการเรียนรู้วิธีที่จะฟัง รู้ว่าจะฟังอย่างไร ฟังด้วยใจสงบนิ่ง รู้จักรอ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีกิเลส ไม่ตัดสิน ไม่ใส่ความเห็น ประเด็นนี้อาจเป็นสิ่งที่มนุษย์เรียนรู้ได้ยากมากที่สุดก็ได้ ท่ามกลางโลกที่วุ่นวายเช่นทุกวันนี้
สำหรับ ‘เซน’ การใช้คำพูดนำความยุ่งยากหนึ่ง สู่ความยุ่งยากหนึ่งโดยไม่มีที่สิ้นสุด
.
สำหรับ ‘สิทธารถะ’ ความเงียบ คือ ภาวะสูงสุด ความจริงแท้ ความจริงสูงสุด (พรหมัน)
สิทธารถะกล่าวในหน้ากระดาษท้ายๆของหนังสือไว้ว่า “ผมไม่ให้ความสำคัญกับความคิดด้วยเช่นกัน ผมให้ความสำคัญกับสิ่งที่เห็นและสัมผัสได้มากกว่า”
ความเงียบสงบ อยู่กับปัจจุบัน ไร้จิตหมกมุ่น อาจเป็น ‘พรหมัน’ หรือความจริงสูงสุดของสิทธารถะ และ “สะโตะริ悟り(satori)” หรือ “การตระหนักรู้” แบบฉบับเซนก็ได้ครับ
บางส่วนจากหนังสือ ‘สิทธารถะ (Siddhartha)’
.
ผู้เขียน: เฮอร์มานน์ เฮสเส (Hermann Hesse) 1877-1962
ผู้แปล: สดใส
สำนักพิมพ์: เคล็ดไทย, พิมพ์ครั้งที่ 19, 2023
โฆษณา