26 ธ.ค. 2025 เวลา 07:07 • ปรัชญา

การล่าแม่มด - จับปอบหยิบ - ปราบกระสือยายสาย วัฒนธรรมกำจัดสิ่งที่แตกต่างจากสังคม

การล่าแม่มดในยุคกลางไม่ใช่เรื่องของความงมงายเพียงอย่างเดียว หากเป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างอำนาจที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่ออธิบายโลกในช่วงเวลาที่โลกไม่สามารถอธิบายตัวเองได้ เมื่อโรคระบาดคร่าชีวิตผู้คน ผลผลิตทางเกษตรล้มเหลว และศรัทธาทางศาสนาสั่นคลอน สังคมจำเป็นต้องมีคำอธิบายที่ทำให้ความโกลาหลดูมีระเบียบ และคำอธิบายนั้นมักถูกทำให้มีรูปร่างเป็นศัตรูที่จับต้องได้
แม่มดจึงถือกำเนิดขึ้นในฐานะคำอธิบายทางสังคมที่ง่ายและทรงพลัง ไม่ใช่เพราะเธอมีเวทมนตร์ แต่เพราะสังคมพร้อมจะเชื่อว่าเธอไม่ใช่มนุษย์อย่างสมบูรณ์อีกต่อไป (Federici, 2004
กระบวนการนี้ไม่ได้ทำงานผ่านความเชื่อเพียงอย่างเดียว แต่ผ่านอำนาจในการนิยามว่าอะไรคือความปกติ ใครคือผู้เบี่ยงเบน และใครสมควรถูกกำจัดออกจากระเบียบของโลก อำนาจในลักษณะนี้ไม่ได้ต้องการเหตุผลเชิงประจักษ์ หากต้องการความยินยอมร่วมกันของสังคมในการเชื่อว่าความรุนแรงเป็นสิ่งชอบธรรม (Foucault, 1977)
ในบริบทไทย กลไกเดียวกันนี้ปรากฏในเรื่องเล่าของปอบหยิบและกระสือยายสาย ผีในความหมายของชุมชนดั้งเดิมไม่ได้เป็นเพียงสิ่งลี้ลับ แต่เป็นสถานะทางสังคมที่ถูกมอบให้กับบางคน ผู้ที่ถูกกล่าวหามักเป็นผู้หญิง ชายขอบ คนแปลกหน้า หรือผู้ที่ไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานของชุมชน เมื่อใครสักคนถูกเรียกว่าเป็นปอบ เขาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพื่อนบ้านอีกต่อไป แต่กลายเป็นภัย เป็นสิ่งผิดธรรมชาติ เป็นตัวทำลายสมดุล การขับไล่หรือใช้ความรุนแรงจึงถูกทำให้ดูเป็นการปกป้องส่วนรวม มากกว่าจะเป็นการละเมิดความเป็นมนุษย์ (Keyes, 1984)
เมื่อสังคมมนุษย์ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ แม่มดและปอบอาจเลือนหายไปจากหมู่บ้าน แต่ไม่ได้หายไปจากโครงสร้างความคิด ในโลกการทำงานร่วมสมัย แม่มดไม่ได้สวมหมวกแหลมและไม่ได้อาศัยอยู่ชายป่า หากนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศเดียวกัน เขาอาจเป็นคนที่คิดต่าง ตั้งคำถามกับอำนาจ ไม่ยอมรับวิธีการเดิม หรือไม่กลมกลืนกับวัฒนธรรมที่ถูกนิยามว่าถูกต้อง คนเหล่านี้ไม่ถูกเผา แต่ถูกทำให้เงียบ ถูกกันออก และถูกทำให้รู้สึกว่าตัวเองคือปัญหา ทั้งที่แท้จริงแล้วเขาอาจเป็นเพียงมนุษย์ที่ไม่สอดคล้องกับระบบ
วัฒนธรรมการทำงานแบบ toxic ทำงานผ่านกลไกเดียวกับการล่าแม่มด เพียงแต่เปลี่ยนภาษา จากศาสนาเป็นประสิทธิภาพ จากศีลธรรมเป็นวัฒนธรรมองค์กร จากบาปเป็นความไม่เหมาะสม อำนาจในยุคใหม่ไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงโดยตรง แต่ทำงานผ่านการประเมินผล การนินทา การตัดโอกาส และการสร้างความรู้สึกผิดภายในตัวบุคคล จนผู้ถูกกระทำยอมรับชะตากรรมของตนว่าเป็นเรื่องสมเหตุสมผล (Foucault, 1977)
สิ่งที่แม่มด ปอบ และพนักงานที่ไม่เข้าพวกมีร่วมกัน คือการถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ให้เหลือเพียงบทบาทของภัยต่อระบบ ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ภาษาและบริบท ในอดีตการล่าอาศัยความเชื่อเหนือธรรมชาติ ขณะที่ปัจจุบันอาศัยเหตุผลเชิงเทคนิคและวาทกรรมองค์กร แต่ผลลัพธ์ยังเหมือนเดิม คือความกลัวความแตกต่าง การปิดกั้นความคิดใหม่ และการทำลายศักยภาพของมนุษย์ในระยะยาว
จากมุมมองทางปรัชญาสังคม สังคมที่ดีไม่ใช่สังคมที่ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่คือสังคมที่สามารถอยู่กับความไม่เหมือนอย่างมีศักดิ์ศรี การทำงานร่วมกันในโลกสมัยใหม่จึงควรเริ่มจากการคืนความเป็นมนุษย์ให้กันและกัน มองเพื่อนร่วมงานไม่ใช่เป็นฟันเฟืองของระบบ แต่เป็นปัจเจกที่มีคุณค่าในตัวเอง เพราะความหลากหลายทางความคิดไม่ใช่อุปสรรคของความมั่นคง หากเป็นเงื่อนไขของการอยู่รอดในโลกที่ซับซ้อน (Arendt, 1958)
บางทีคำถามที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่ว่า ใครคือแม่มดในองค์กร แต่คือ เรากำลังสร้างระบบแบบไหน ที่ยังต้องการแม่มดอยู่เสมอ
บรรณานุกรม
Arendt, H. (1958). The human condition. University of Chicago Press.
Federici, S. (2004). Caliban and the witch: Women, the body and primitive accumulation. Autonomedia.
Foucault, M. (1977). Discipline and punish: The birth of the prison. Pantheon Books.
Keyes, C. F. (1984). Peasant and nation: Cultural and political change in Thailand. Yale University Press.
โฆษณา