Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
หลงไปในประวัติศาสตร์ by หมอเอ้ว ชัชพล
•
ติดตาม
26 ธ.ค. 2025 เวลา 07:22 • ประวัติศาสตร์
3rd Punic War สงครามที่โรมลบคาร์เทจออกไปจากแผนที่
ในบทความที่แล้ว เราคุยกันถึงสงคราม **Punic War ครั้งที่ 2** ซึ่งถือได้ว่าเป็นสงครามที่ทำให้คาร์เทจสิ้นบทบาทของการเป็นมหาอำนาจในโลกยุคโบราณ และทำให้โรมันเริ่มต้นของเส้นทางการเป็นจักรวรรดิ์โรมัน แต่โรมยังไม่พอใจ ในสงครามครั้งที่ 3 นี้ โรมทำลายคาร์เทจจนไม่เหลือแม้แต่ซาก ในตอนนี้เราจะมาดูกันว่า อะไรทำให้โรมต้องการลบคาร์เทจออกไปจากแผนที่แม้ว่า คาร์เทจจะไม่เป็นภัยต่อโรมอีกต่อไปแล้ว
ผมขอมาเริ่มที่สนธิสัญญาสงบศึกในสงคราม Punic ครั้งที่ 2 กันก่อน
สนธิสัญญาฉบับนั้นทำให้ คาร์เทจต้องอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถสร้างความยิ่งใหญ่ทางกองทหารได้อีกต่อไป ดินแดนนอกแอฟริกาเหนือทั้งหมดถูกโรมยึดไป กองทัพเรือเกือบทั้งหมดถูกทำลาย และคาร์เทจห้ามรบกับใครเด็ดขาดเว้นเสียจะได้รับอนุญาตจากโรม
และไม่ใช่แค่การทหาร แต่เศรษฐกิจของคาร์เทจยังพังทลายเพราะต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมหาศาลเป็นเวลายาวนานหลายสิบปี ดังนั้นแม้ว่าคาร์เทจยังเป็นรัฐเอกราช แต่ในความเป็นจริง คาร์เทจกลายเป็นรัฐที่ถูกควบคุมจนแทบจะขยับตัวไม่ได้เลย
ถ้ามองในมุมของโรม นี่คือชัยชนะที่น่าจะสมบูรณ์แบบแล้ว เพราะคาร์เทจถูกปลดเขี้ยวเล็บจนไม่เป็นอันตรายอีกต่อไป
แต่อีกไม่นาน โรมจะเปลี่ยนใจ และมองว่า ต้องทำลายคาร์เทจให้สิ้นซาก
อะไรทำให้โรม คิดเช่นนั้น ?
ด้วยความที่คาร์เทจแต่ไหนแต่ไรมา เป็นรัฐพ่อค้า เมื่อถูกบังคับไม่ให้สร้างกองทัพได้อีก จึงโฟกัสไปที่การทำการค้าแต่เพียงอย่างเดียว ปรากฎว่า ภายในเวลาไม่กี่ทศวรรษ คาร์เทจที่พังย่อยยับ ก็ฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างน่าทึ่ง การค้ากลับมาคึกคัก ความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นเร็วจนถึงขั้นที่คาร์เทจสามารถจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้โรมได้ครบก่อนกำหนด
ฟังดูโรมน่าจะดีใจใช่ไหมครับ ได้เงินคืนเร็วกว่ากำหนด
แต่สถานการณ์นี้กลับทำให้โรมเริ่มกังวลอีกครั้ง เพราะในโลกโบราณ ความมั่งคั่งคือเมล็ดพันธุ์ของอำนาจ
นั่นเป็นเพียงแค่ปัจจัยแรก
ความตึงเครียดยังเกิดจากอีกปัจจัย นั่นคือ พันธมิตรของโรมที่ชื่อ นูมิเดีย (Numidia)
นูมิเดียเป็นรัฐอิสระในทวีปแอฟริกาเหนือ ซึ่งมีกษัตริย์ชื่อ มาซินิสซา (**Masinissa) ซึ่ง**ได้รับการหนุนหลังจากโรมมาตั้งแต่ยุคฮันนิบาล ต่อมาหลังสงคราม Punic ครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง อำนาจของมาซินิสซาก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และเขาก็พยายามจะขยายอาณาเขตอย่างต่อเนื่อง
ที่สำคัญคือ ทุกครั้งการขยายอาณาเขต จะกินเข้าไปพื้นที่ซึ่งคาร์เทจยึดครองอยู่
การรุกล้ำของนูมิเดียไม่ได้มาในรูปสงครามเต็มรูปแบบ แต่เป็นการคืบคลานเข้าไปทีละน้อย เช่น เข้าไปยึดที่ดินเพาะปลูก ล้ำเส้นเขตแดน และก่อกวนทางทหารเป็นระยะๆ ส่วนคาร์เทจก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะติดสนธิสัญญากับโรมว่าห้ามรบก่อนขออนุญาต แต่นิ่งเฉยไปก็ต้องเสียทรัพยากรและอิทธิพลไปเรื่อย ๆ
คาร์เธจพยายามร้องเรียนต่อโรมไปหลายครั้ง แต่ทุกครั้งโรมก็จะตอบกลับว่าเดี๋ยวจัดการให้ แต่ไม่เคยทำอะไรจริงจังสักที หรือถ้ามาไกล่เกลี่ย ก็จะเข้าข้าง นูมิเดีย เสมอ
จนความอดทนของคาร์เทจหมดไป แล้วก็ตัดสินใจตอบโต้นูมิเดียโดยไม่ได้ขออนุญาตจากโรม
และนั่นก็คือ สิ่งที่โรม รอคอยอยู่
คราวนี้กลับมามองในฝั่งของโรมกันบ้างครับ
ในเวลานั้นไม่ใช่ทุกคนในวุฒิสมาชิกที่อยากกำจัดคาร์เทจให้สิ้นซาก แต่มีวุฒิสมาชิกอยู่คนหนึ่ง ที่เรียกได้ว่าหมกมุ่นกับการทำลายคาร์เทจเป็นอย่างมาก เขามีชื่อว่า Cato the Elder หรือ เคโต ผู้อาวุโส
เคโต มีความเชื่อว่าคาร์เทจเป็นภัยคุกคามที่ไม่สามารถปล่อยทิ้งไว้ได้ ความหมกมุ่นนี้ เชื่อว่าเกิดขึ้นจากการที่ครั้งหนึ่งเขาได้เดินทางไปที่คาร์เทจ แล้วตกใจว่า แทนที่จะได้พบกับรัฐที่สิ้นสภาพ แต่กลับไปเห็นรัฐที่ร่ำรวย ผู้คนกินดีอยู่ดี และมีการค้าขายที่คึกคัก
เมื่อเขาเดินทางกลับโรมจากคาร์เทจ เขาได้เด็กลูก fig หรือมะเดื่อ ที่สุกงอมกลับมาลูกหนึ่ง เพื่อมาโชว์ต่อหน้าสภา พร้อมกล่าวว่าเขาเด็ดมันมาจากคาร์เทจเมื่อสามวันก่อน
สิ่งที่เขาพยายามจะสื่อคือ คาร์เทจตอนนี้มีทั้งความอุดมสมบูรณ์และความมั่งคั่ง ขณะเดียวกัน การที่ผลมะเดื่อที่สุกสามารถมาถึงโรมก่อนที่จะเน่า แสดงให้เห็นว่า โรมและคาร์เทจห่างกันเพียงแค่ไม่กี่วันเดินทาง แม้แต่ผลมะเดื่อที่เน่าง่าย ยังกินได้เมื่อมาถึงโรม
และนั่นแสดงให้เห็นว่า โรมไม่ได้ปลอดภัย 100% จากคาร์เทจ
ทุกครั้งที่เคโต ลุกขึ้นอภิปราย ไม่ว่าพูดเรื่องอะไรก็ตาม เขาจะจบท้ายด้วยถ้อยคำเดียวกันเสมอ นั่นคือ
C_arthago delenda est_
คาร์เธจต้องถูกทำลาย
แล้วในที่โอกาสของเขาก็มาถึง เมื่อคาร์เทจตัดสินใจยกทัพไปนูมิเดีย โดยไม่ขออนุญาตโรมก่อน
โรมจึงประกาศสงครามกับคาร์เทจอีกครั้งในปี 149 ปีก่อนคริสตกาล และนำทัพทหาร 80,000 นาย พร้อม consul สองคนขึ้นไปทวีปแอฟริกาในทันที
ชาวคาร์เทจไม่ต้องการจะทำสงคราม จีงรีบส่งทูตออกไปเจรจายอมรับความผิดและประกาศยอมแพ้ ตามทุกเงื่อนไข
โรมจึงต่อรองว่า เพื่อแสดงความจริงใจ ทางคาร์เทจต้องมอบตัวประกัน 300 คน โดยทุกคนจะต้องเป็นบุตรหลานของ senators ซึ่ง ทางคาร์เทจเองก็ยอม
แต่โรมยังไม่พอใจ และเรียกร้องต่อ ให้คาร์เทจปลดอาวุธทั้งหมดและมอบให้แก่โรม
ทางคาร์เทจก็ยอมอีกครั้ง พวกเขาขนอาวุธทุกชิ้นถูกนำออกมา โล่ ดาบ หอก เกราะ เครื่องยิงหิน จนคาร์เทจไม่เหลืออาวุธอะไรในคลังแสง
แต่โรมยังไม่พอใจ และประกาศข้อเรียกร้องสุดท้าย นั่นคือ ให้ชาวคาร์เทจย้ายออกจากเมืองให้หมดแล้วไปตั้งเมืองใหม่ที่ไหนก็ได้ โดยต้องอยู่ห่างจากทะเลอย่างน้อย 10 ไมล์ หรือ 16 กิโลเมตร แล้วชาวโรมันจะเผาทำลายเมืองคาร์เทจเดิมทิ้งทั้งหมด
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ ทูตของคาร์เทจก็ทรุดตัวลงไปกับพื้น โขกศรีษะกับพื้นดิน แล้วเริ่มร้องไห้ ขอร้องว่าไม่ให้ทำถึงขั้นนั้น แต่โรมก็ยังไม่เปลี่ยนใจ เพราะทั้งหมดนี้คือคำสั่งลับที่วางแผนมาแล้วตั้งแต่ต้น จากวุฒิสภามาโดยตรง
เมื่อทูตคนนั้นกลับไปคาร์เทจ พวกเขาถูกฝูงชนที่โกรธแค้นฉีกทึ้งร่างกายจนเสียชีวิต แล้วชาวคาร์เทจก็ตัดสินใจทำสิ่งที่แม้จะดูสิ้นหวัง แต่เป็นสิ่งสุดท้ายที่พอจะทำได้ นั่นก็คือ สู้กับโรมอีกครั้ง
จริงอยู่ว่าในเวลานั้น คาร์เทจไม่มีทั้งกำลังทหารและอาวุธที่จะไปสู้กับโรมได้ แต่พวกเขามีกำแพงและป้อมปราการที่แข็งแกร่งมากพอจะช่วยซื้อเวลาได้ระยะหนึ่ง
พวกเขาเร่งผลิตอาวุธขึ้นมาใหม่ เมืองทั้งเมืองถูกเปลี่ยนให้เป็นโรงงานผลิตอาวุธ แม้กระทั่งหลังคาวิหารซึ่งทำด้วยทองสัมฤทธิ์ก็ถูกถอดลงมาหลอมเป็นดาบ หอก และอาวุธอื่นๆ ที่พอจะทำได้
นอกเหนือจากอาวุธ คาร์เทจยังระดมทหารกว่า 30,000 คนเพื่อสร้างกองทัพขึ้นมาใหม่
แล้วคาร์เทจก็ทำสิ่งที่ไม่น่าเชื่อให้เกิดขึ้น พวกเขาสามารถยันการบุกเข้ามาของกองทัพโรมันได้เป็นปี
ในมุมของชาวโรมัน ความล่าช้านี้สร้างความสับสนและโกรธแค้นระหว่างชาวโรมันกันเองเป็นอย่างมาก พวกเขาไม่เข้าใจว่า เมืองที่ถูกปลดอาวุธไปจนหมด ทำไมยังต่อต้านกองทัพโรมไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ใครเป็นจุดอ่อนที่ทำให้กองทัพโรมันไม่สามารถเอาชนะได้สักที
และเพราะความโกรธนี้ เมื่อถึงการเลือกตั้งครั้งใหม่ในปี 147 ก่อนคริสตกาล ชายคนหนึ่งชื่อ Publius Cornelius Scipio ซึ่งเป็นหลานชายของผู้พิชิต Hannibal ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น consul แม้ว่าในเวลานั้น อายุและคุณสมบัติของเขาไม่ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนดไว้ แต่กระแสสังคม ต้องการผู้นำซึ่งมีสายเลือดของผู้ที่เคยเอาชนะฮินนิบาลได้มานำทัพอีกครั้ง
และเขาก็ไม่ได้ทำให้ชาวโรมผิดหวัง
สิ่งแรกที่เขาทำคือกวาดล้างสิ่งที่บ่อนทำลายวินัยของกองทัพ จากนั้น เขาสั่งขุดแนวป้องกันขนาดมหึมาเพื่อให้การปิดล้อมเมืองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จนคาร์เทจถูกปิดตายทั้งทางบกและทางทะเล
ถึงเวลานี้ ดูเหมือนว่า แค่รอเวลาเท่านั้น คาร์เทจก็จะต้องยอมแพ้
สคิปิโอ ได้ลองยื่นข้อเสนอให้คาร์เทจยอมแพ้อีกครั้งเป็นครั้งสุดท้าย แต่ชาวคาร์เทจตอบสนองด้วยการนำเชลยชาวโรมันขึ้นไปสังหารบนกำแพงเมืองอย่างโหดเหี้ยม ตัดแขนขา และอวัยวะเพศก่อนจะโยนชิ้นส่วนของร่างลงมา เพื่อเป็นการสื่อว่า จะต่อสู้จนตัวตาย
แล้วผลลัพธ์ก็จะเป็นเช่นนั้นจริงๆ
เช้าวันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิของปี 146 ก่อนคริสตกาล กำแพงเมืองของคาร์เทจก็ถูกทำลายลง ฉากถัดมาจึงเป็นการฆ่าฟันอย่างโหดร้ายทารุณ
บ้านของชาวคาร์เทจในเวลานั้น ส่วนใหญ่เป็นอาคารสูง 4-5 ชั้นที่สวยงาม และมีราคาแพง และเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีชาวคาร์เทจเหลือรอดได้ ทหารโรมันจึงบุกขึ้นไปในบ้านที่ละหลัง แล้วสังหารทุกอย่างที่มีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง เด็ก ทารกหรือสัตว์เลี้ยง ตั้งแต่ชั้น หนึ่ง ไล่ขึ้นไปทีละชั้น จนถึงบนหลังคา จากนั้นก็พาดไม้ข้ามไปยังบ้านหลังถัดไป แล้วสังหารไ้ล่ย้อนลงมาจากสู่ชั้นล่างสุด เรียกว่า ไล่ฆ่าทุกซอกทุกมุม เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีสิ่งมีชีวิตเหลือรอดไปได้
จากนั้นเมืองทั้งเมืองก็ถูกเผาทำลายจนสิ้น
และนั่นคือจุดจบของ Carthage
ขณะที่เมืองทั้งเมืองกำลังมอดไหม้ สคิปิโอ ก็ยืนมองดูทุกอย่างจากที่สูง ข้างกายเขามีอาจารย์และนักประวัติศาสตร์ชื่อ Polybius ยืนอยู่เคียงข้าง สคิปิโอ ร่ำไห้ออกมาแล้ว เปรยออกมาเป็นภาษากรีกว่า
“วันหนึ่ง เมืองทรอยอันศักดิ์สิทธิ์จะถูกทำลายลง กษัตริย์เพรียม (Priam) และประชาชนของเขาจะถูกสังหารไปพร้อมกัน”
เมื่อโพลีเบียสได้ยินก็รู้ทันทีว่า คำกล่าวนี้มาจากวรรณกรรม อีเลียด (Iliad) ของกวีตาบอดที่ชื่อโฮเมอร์ แต่เขาไม่รู้ว่า ทำไมสคิปิโอ จึงกล่าวมันออกมาในเวลานั้น จึงเอ่ยถาม
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
Scipio ตอบอย่างช้าๆ
“ข้าไม่ได้ร้องไห้ให้ Carthage แต่ร้องไห้ให้ชะตากรรมที่ข้าเห็น…
สักวันหนึ่งโรมก็จะสูญเสียความยิ่งใหญ่ เช่นเดียวกับทุกชาติที่เคยยิ่งใหญ่มาก่อน”
และนั่นก็คือ จุดสิ้นสุดของอดีตมหาอำนาจที่ชื่อว่า คาร์เทจ
2 บันทึก
9
1
2
9
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2025 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย